พืชทำเงิน
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า “พลูหรือใบพลูพืชที่อยู่คู่กับสังคมไทยมาช้านาน ใช้กินกับหมากหรือประกอบพิธีกรรมต่างๆ แต่ส่วนใหญ่จะปลูกกันไว้บริเวณบ้านกินบ้างขายบ้าง ยังไม่มีการปลูจริงๆจังๆเป็นอาชีพ” ขณะที่ชาวบ้าน หมู่ 4 ต.สนามชัย อ.สทิงพระ จ.สงขลา ได้รวมตัวกันตั้งกลุ่มวิสาหกิจชุมชนปลูกพลูทั้งเป็นอาชีพเสริมและเป็นอาชีพหลัก ขณะนี้มีชาวบ้านเข้ามาเป็นสมาชิกในกลุ่ม 26 คน และปลูกพลูส่งขายตลาดสงขลาและตลาดต่างประเทศกันอย่างเป็นล่ำเป็นสัน เนื่องจากขณะนี้ใบพลูกำลังเป็นที่ต้องการของตลาดอย่างมาก โดยเฉพาะตลาดต่างประเทศทั้งอินเดีย และปากีสถาน รวมทั้งตลาดในพื้นที่ แม้จะเป็นพืชที่ปลูกกันทั่วไปแต่ยังมีปริมาณจำกัด ไม่เพียงพอกับความต้องการของตลาดและยังมีพื้นปลูกกันค่อนข้างน้อย “สมบูรณ์ ปัญจะ” อายุ 70 ปี ประธานกลุ่มวิสาหกิจชุมชนปลูกพลู เปิดเผยว่า สมาชิกแต่ละคนจะปลูกพลูในพื้นที่บริเวณบ้านของตัวเอง จะใช้พื้นที่หลังบ้าน ประมาณ 1 ไร่ ปลูกพลูเต็มพื้นที่ จากก่อนหน้านี้ที่เคยปลูกพืชผักสวนครัวแบบผสมผสาน แต่ขณะนี้ได้เปลี่ยนมาปลูกพลูอย่างเดียว หลังจากที่พลูเป็นที่ต้องการของตลาดราคาปรับตัวสูงขึ้นจากกำละ 7 บาท เป็นกำลัง 17-18 บาท
วิถีชีวิตของผู้คนในสมัยก่อนมีความผูกพันใกล้ชิดกับพืชชนิดหนึ่งที่เรียกกันว่า “ต้นไผ่” เพราะเป็นต้นไม้ที่มีความมหัศจรรย์จนชาวบ้านนำมาใช้ประโยชน์ได้ทุกส่วนกับชีวิต ตั้งแต่เป็นอาหารของคนและสัตว์ สามารถนำมาประดิษฐ์เป็นเครื่องใช้สอยในบ้าน หรือนำมาจักสานทำเป็นอาชีพหารายได้ จนกระทั่งนำไปสร้างบ้าน โรงเรือน อาคาร หรือแม้แต่ในชีวิตประจำวันอาจพบเจอเป็นผลิตภัณฑ์ที่ใช้คู่กับการกินอาหาร นั่นคือ ตะเกียบ หลังจากนักวิจัยได้คิดค้นนวัตกรรมใหม่ๆ จากไผ่ขึ้น ปรากฏว่ากระแสความนิยมไผ่กลับมาให้สนใจได้อีก อย่างล่าสุดพบว่ามีนวัตกรรมจากไผ่ทางด้านความสวยงาม หรือมีการศึกษาพบว่าไผ่สามารถนำมาทำเป็นเม็ดเชื้อเพลิงชีวมวล เนื่องจากมีราคาถูก ต้นทุนต่ำ แล้วให้ค่าพลังงานความร้อนสูง จึงเป็นที่ต้องการของตลาดอย่างมาก แล้วยังนำมาแปรรูปเป็นเครื่องนุ่งห่ม รวมถึงวิทยาการที่ก้าวหน้าจนสามารถทำให้ไผ่เป็นยารักษาโรคได้ ดังนั้น มองภาพรวมจะพบว่าไผ่มีความต้องการใช้สูง แต่ขณะเดียวกันพบว่า ไผ่ที่มีอยู่ทั้งทางธรรมชาติและปลูกเองกลับมีจำนวนไม่มากเมื่อเทียบกับความต้องการ ทั้งนี้อาจมีหลายปัจจัย เช่น การแพร่ขยายพันธุ์ตามธรรมชาติมีข้อจำกัด,
ผลจากสภาวะทางธรรมชาติที่เปลี่ยนแปลง สร้างปัญหาส่งผลกระทบต่อการทำเกษตรกรรมของเกษตรกรทุกพื้นที่ โดยเฉพาะการประกอบเกษตรกรรมในยุคก่อนที่ชาวบ้านนิยมปลูกพืชเชิงเดี่ยวกันเป็นส่วนใหญ่ พอเกิดปัญหาความแปรปรวนทางธรรมชาติจึงสร้างความเสียหายโดยตรงกับการทำเกษตรเชิงเดี่ยวทันที ทำให้ชาวบ้านเดือดร้อนกับรายได้ในการทำมาหากิน หลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงตามแนวพระราชดำริ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวที่ทรงพระราชทานแก่พสกนิกรชาวไทยเพื่อเป็นแนวทางในการดำเนินชีวิต สามารถดำรงตนอยู่ในสังคมได้อย่างมั่นคง ภายใต้กระแสโลกาภิวัตน์และความเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว จากเคมี สู่อินทรีย์ “สมัย แก้วภูศรี” เกษตรกรต้นแบบ สภาเกษตรกรแห่งชาติ สาขาเกษตรอินทรีย์ ที่ลำพูน ถือเป็นการสร้างภูมิคุ้มกันด้วยการเปลี่ยนจากปลูกพืชเชิงเดี่ยวมาเป็นสวนผสมผสานบนเงื่อนไขของความพอเพียง พึ่งพาตนเอง และลดรายจ่าย เมื่อชาวบ้านได้น้อมนำไปปฏิบัติต่างประสบผลสำเร็จกันถ้วนหน้า อีกทั้งบางรายสามารถผลักดันไปสู่แนวทางเกษตรอินทรีย์แล้วจับมือกับกลุ่มธุรกิจเปิดตลาดเป็นสินค้าออร์แกนิก คุณสมัย แก้วภูศรี หรือ ลุงสมัย อายุ 64 ปี เจ้าของสวนสองพิมพ์ เลขที่ 45/1 หมู่ที่
หมากเม่า เป็นไม้ป่าขึ้นชื่อของจังหวัดสกลนคร ปัจจุบันถือเป็นไม้เศรษฐกิจที่สำคัญ มีการนำมาแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์สร้างรายได้อย่างน่าสนใจ มุมหนึ่งที่ไม่ค่อยได้กล่าวถึงกันมากนักคือ เพื่อนและศัตรูของหมากเม่า เรื่องนี้ คุณบุญเชิด วิมลสุจริต แห่งศูนย์วิจัยและพัฒนาการเกษตรสกลนคร ได้ให้ข้อมูลถึงศัตรูของหมากเม่าว่า ที่พบการทำลายจะมีมาจากแมลง แต่ในธรรมชาติหมากเม่าจะมีแมลงศัตรูรบกวนน้อยมาก แต่ถ้าชะล่าใจปล่อยให้หมากเม่าอยู่เองตามธรรมชาติไปไม่ดูแล อาจจะเป็นที่ซ่อนตัวของแมลงที่ทำลายหมากเม่าได้ โดยเฉพาะบริเวณเปลือกของหมากเม่าจะเป็นที่ชื่นชอบมากกว่าส่วนอื่น แมลงศัตรูที่พบมาก ได้แก่ หนอนเจาะเปลือก ตัวสีเหลืองอ่อนที่กัดกินเปลือกหมากเม่า กินแล้วก็จะขับถ่ายออกมาเป็นก้อนๆ คล้ายขี้เลื่อย ด้วงหนวดปม จะมีลายจุดเหลืองดำให้เป็นที่สังเกต หนอนเจาะลำต้น จะเป็นหนอนที่สวยสีชมพูแดง จะเจาะลำต้นและกิ่งหมากเม่า หนักเข้าอาจจะถึงขั้นตัดท่อน้ำเลี้ยงหมากเม่าเลยทีเดียว ดังนั้น ไม่ควรปล่อยให้ต้นหมากเม่าแตกกิ่งในทรงพุ่ม เพราะเป็นกิ่งที่ไม่มีประโยชน์ ไม่แทงช่อดอก ไม่ให้ผลผลิต ควรตัดแต่งกิ่งที่อยู่ในทรงพุ่มให้โปร่งจนแดดส่องทะลุถึงโคน
ว่าที่พันตรีวิเวก จงสูงเนิน เกษตรอำเภอบ้านแท่น จังหวัดชัยภูมิ เปิดเผยถึงสถานการณ์ การปลูกส้มโอของอำเภอบ้านแท่นว่า ปัจจุบันพื้นที่ปลูกให้ผลผลิตแล้ว 510 ไร่ โดยเฉลี่ยแล้ว พื้นที่ 1 ไร่ ปลูกได้ จำนวน 36 ต้น เมื่อส้มโออายุต้น 5 ปีขึ้นไป เก็บผลผลิตได้ 100 ผล ต่อต้น ต่อปี แต่ละผลมีน้ำหนักเฉลี่ย 1.3-1.8 กิโลกรัม พันธุ์ที่ปลูกส่วนใหญ่เป็นพันธุ์ทองดี “ส้มโอบ้านแท่น ปลูกมากที่ตำบลบ้านแท่นและสามสวน จุดเริ่มต้นของงานปลูกส้มโอนั้น เมื่อปี 2530 นายบุญมี นามวงศ์ นำมะม่วงจากอำเภอบ้านแท่นไปจำหน่ายยังตลาดสี่มุมเมือง เมื่อนำผลผลิตไปถึงตลาดพบว่ามีความเสียหายไม่น้อย ขณะที่ส้มโอจากนครชัยศรี จังหวัดนครปฐม ขนย้ายไม่เสียหาย นายบุญมีจึงไปซื้อกิ่งพันธุ์ส้มโอทองดี จากนครชัยศรี มาปลูกที่อำเภอบ้านแท่น พื้นที่ปลูกแต่เดิมไม่มากนัก แต่เนื่องจากจำหน่ายได้ดี จึงขยายพื้นที่เพิ่ม ปัจจุบันมีผู้ค้าชาวจีนมาซื้อ ราคาส้มโอทองดี กิโลกรัมละ 43 บาท เกษตรกรมีความพึงพอใจมาก เกษตรกรบางรายปลูกส้มโอ 12 ไร่ ได้เงิน 1 ล้านบาท ปีหนึ่งๆ ส้มโอนำเงินเข้าสู่อำเภอบ้านแท่น ไม่ต่ำกว่า 60 ล้านบาท” ว่าที่พันตรีวิเวก กล่าว ว่าที่พันตรีวิเวก กล่าวว
ในขณะที่ราคาพืชผลทางการเกษตรมีราคาตกต่ำ และรัฐบาลก็ไม่มีนโยบายเกี่ยวกับการประกันราคา ทางรอดของเกษตรกรจึงมีอยู่ทางเดียวคือ ต้องเพิ่มผลผลิตให้สูงขึ้น โดยผลผลิตที่เพิ่มขึ้นจะทำให้ต้นทุนการผลิตต่อหน่วยลดลง ในขณะที่อีกวิธีการหนึ่งที่สามารถเพิ่มผลผลิตให้สูงขึ้นได้อย่างเด่นชัดและแน่นอนคือ การใช้ปุ๋ยอย่างถูกต้องและมีประสิทธิภาพ เพราะในปัจจุบันเกษตรกรส่วนมากยังใช้ปุ๋ยไม่ถูกสูตร ไม่ถูกเวลา และปริมาณไม่ถูกต้อง ทำให้ได้ผลผลิตต่ำและมีต้นทุนการผลิตที่สูง คุณวีรวัฒน์ นิลรัตนคุณ ผู้เชี่ยวชาญด้านการจัดการผลิตพืชที่เหมาะสมกับพื้นที่ ภาคเหนือตอนล่าง สำนักวิจัยและพัฒนาการเกษตรเขตที่ 2 กรมวิชาการเกษตร ได้กล่าวว่า การขาดความรู้เกี่ยวกับปุ๋ยและสูตรปุ๋ย ทำให้เกษตรกรใช้ปุ๋ยไม่ถูกต้องคือ ผิดชนิด ผิดเวลา และผิดปริมาณ ทำให้มีต้นทุนการผลิตที่สูง แต่มีผลตอบแทนต่ำ ซึ่งมีตัวอย่างที่เด่นชัดที่สุดคือ การปลูกข้าวในเขตภาคกลางของประเทศ “กล่าวคือ ชาวนาในเขตภาคกลางส่วนมากจะใส่ปุ๋ยครั้งที่ 1 หรือปุ๋ยรองพื้นด้วยปุ๋ยยูเรีย (46-0-0) ในอัตราที่สูงมาก คือ 25-50 กิโลกรัม ต่อไร่ เพื่อเร่งให้ต้นข้าวมีสีเขียวและเจริญเติบโตอย่างรวดเร็
https://www.youtube.com/watch?v=AmeyAVh2rTU อะโวคาโด เป็นผลไม้ที่นิยมรับประทานกันมากในแถบยุโรปและอเมริกา เพราะมีสารอาหารวิตามินและแร่ธาตุที่หลากหลายที่มีประโยชน์ต่อสุขภาพอย่างมาก แม้ว่าผลอะโวคาโดน้ำหนัก 100 กรัม (ประมาณครึ่งผล) จะมีไขมันสูงถึง 14.66 กรัม แต่คุการรับประทานอะโวคาโดไม่ได้ทำให้น้ำหนักตัวเพิ่มขึ้นแต่อย่างใด เมื่อเทียบกับการรับประทานไขมันอื่นในปริมาณเท่ากัน แถมการรับประทานอะโวคาโดยังช่วยลดน้ำหนักได้อีกด้วย และไม่ทำให้อ้วน แถมยังช่วยลดระดับไขมันเลว (LDL) ได้อย่างชัดเจนอีกด้วย อะโวคาโด มีสารต่อต้านอนุมูลอิสระ ซึ่งเป็นตัวช่วยปกป้องเซลล์ต่าง ๆภายในร่างกายไม่ให้ถูกทำลาย ประโยชน์ของอโวคาโดอะโวคาโดเป็นผลไม้ที่สามารถช่วยลดริ้วรอยแห่งวัยได้ดีกว่าผลไม้ชนิดอื่น ๆ จึงช่วยคงความอ่อนเยาว์ได้เป็นอย่างดีช่วยบำรุงและรักษาสายตาได้ นอกจากนี้มีประโยชน์ต่อร่างกายอย่างมาก เพราะมีคุณสมบัติในการช่วยลดไขมันเลวในหลอดเลือดได้ จึงช่วยป้องกันการสะสมของไขมันในเส้นเลือด ช่วยลดโอกาศเสี่ยงของโรคเส้นเลือดหัวใจตีบ และโรคหัวใจวาย ช่วยป้องกันและลดความเสี่ยงของการเกิดโรคมะเร็งได้ และยังมีอีกหลายคุณประโยชน์อีกมา
แหล่งปลูกมะพร้าวน้ำหอมที่ดีที่สุดในประเทศ อยู่ใน 4 จังหวัด ได้แก่ สมุทรสาคร สมุทรสงคราม ราชบุรี และนครปฐม สำหรับคราวนี้ จะพาชมสวนมะพร้าวที่อำเภอบ้านแพ้ว จังหวัดสมุทรสาคร ที่สามารถสร้างผลผลิตได้มากกว่า 20,000ลูก/รอบ บนพื้นที่ 7 ไร่ ในช่วงหน้าฝน ว่าที่ร้อยตรี พิทักษ์ พึ่งพเดช หรือคุณเดี่ยว เจ้าของสวน ที่ปลูกมะพร้าวน้ำหอม ในเชิงการค้าที่บ้านแพ้ว จ.ราชบุรี ไม่เพียงแต่ ปลูกขายผลสด คุณเดี่ยวยังขายมะพร้าวพร้อมรับประทาน ขูดน้ำเนื้อใส่แก้วซีลฝาอย่างดี ออกงานอีเว้นต์แต่ละครั้ง ลูกค้าเข้าคิวยาวเหยียด รวมทั้งขายผ่านออนไลน์ ในเฟซบุ๊ค ใช้ชื่อว่า เดี่ยว บ้านแพ้ว ซึ่งได้รับความสนใจจากเกษตรกรรุ่นใหม่อย่างมาก สำหรับการปลูกมะพร้าวนั้น คุณเดี่ยว แนะนำว่า ในพื้นที่ 1 ไร่ ปลูกได้ 45 ต้น โดยขุดหลุมกว้าง ลึก เท่าลูกมะพร้าว โดยเลือกต้นพันธุ์ที่มีใบเลี้ยงงามแล้ว สัก 3 ใบ ส่วนการให้น้ำ ปลูกเสร็จก็รดน้ำเลย จากนั้น เว้นระยะเป็น 3 วันครั้งในสัปดาห์แรก และเมื่อตั้งตัวได้แล้วก็ สัปดาห์ละครั้ง ปุ๋ยที่ใช้ เป็นปุ๋ยคอก ปุ๋ยขี้ไก่ ขี้หมู เมื่อมะพร้าวมีอายุ 3 ปี ตัดผลได้ คุณเดี่ยว บอกอีกว่า ภาพรวมการตลาด คิดว่าน่าจะโต เพรา
ลำไย เป็นผลไม้เศรษฐกิจสำคัญที่สร้างรายได้ให้กับประเทศไทยอย่างมหาศาล มีพื้นที่เพาะปลูกในประเทศกว่า 1.10 ล้านไร่ แหล่งเพาะปลูกส่วนใหญ่กว่า ร้อยละ 81 อยู่ในพื้นที่ภาคเหนือ แถบจังหวัดเชียงใหม่ ลำพูน เชียงราย พะเยา และน่าน ที่เหลือกระจายอยู่ในภาคกลางและภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เช่น จันทบุรี สมุทรสาคร เป็นต้น ปัจจุบัน ผลผลิตลำไยส่วนใหญ่ถูกส่งออกในลักษณะลำไยสด ลำไยอบแห้ง ลำไยแช่แข็ง และผลิตภัณฑ์ลำไย ฯลฯ ไปยังตลาดคู่ค้าหลักคือ จีน อินโดนีเซีย ฮ่องกง เวียดนาม แคนาดา มาเลเซีย สิงคโปร์ และฟิลิปปินส์ สร้างรายได้เข้าสู่ประเทศมากกว่าปีละหมื่นล้านบาท ทำให้เกษตรกรรายเก่าและรายใหม่สนใจที่จะลงทุนทำสวนลำไยเพื่อป้อนตลาดส่งออก อย่างไรก็ตาม ลำไย เป็นไม้ผลที่ต้องใช้ระยะเวลาปลูกนานพอสมควร ดังนั้น ระหว่างที่รอเก็บเกี่ยวผลผลิตตั้งแต่ปีที่ 4 ขึ้นไป เกษตรกรสามารถหารายได้เสริมในสวนลำไยได้หลายช่องทาง เช่น ปลูกผักหวานออกจำหน่าย โดยเริ่มจากขุดหลุมและรองก้นหลุมด้วยขี้วัว ปลูกผักหวานในระยะห่าง ประมาณ 1.5×2 เมตร จะปลูกผักหวานได้ 500 ต้น ต่อไร่ หากปลูกในระยะห่าง 2×2 เมตร จะได้ 400 ต้น ต่อไร่ ดูแลให้น้ำต้
พื้นที่ที่มีการปลูก “แห้ว” กันมากที่สุด และปลูกกันมาตั้งแต่สมัยบรรพบุรุษ คือ อ.ศรีประจันต์ อ.สามชุก อ.เมือง จังหวัดสุพรรณบุรี และด้วยคุณค่าสารอาหาร รสชาดที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว “แห้ว” ถูกนำไปเป็นส่วนประกอบอาหารเมนูต่างๆ ทั้งคาวและหวาน บรรดาร้านอาหารและหลายโรงงานอุตสาหกรรมก็นิยมใช้ ส่งออกต่างประเทศอีกด้วย ช่วยสร้างรายได้ให้แก่ผู้ปลูก และเกษตรกรได้เป็นอย่างดี คุณเวโรจน์ พัฒนะพรหมมาส หรือกอล์ฟ เจนเเนอเรชั่นที่ 3 ที่เข้ามาสืบทอดการทำนาแห้วต่อจากคุณสุรพล พัฒนะพรหมมาส หรือคุณพ่อ เจ้าของนาแห้วและโรงงานคัดเกรดแห้วปลอดสาร ได้ใบรับรองเครื่องหมาย อ.ย. ผ่านการตรวจสอบสารเคมีตกค้างเป็นที่เรียบร้อย ตั้งอยู่เลขที่ 27/1 หมู่ 6 ตำบลวังยาง อำเภอศรีประจันต์ จังหวัดสุพรรณบุรี คุณกอล์ฟ เผยกับเส้นทางเศรษฐีออนไลน์ว่า ที่บ้านทำนาปลูกข้าว สลับกับปลูกแห้ว (ปลูกข้าว 6 เดือน ปลูกแห้ว 6 เดือน) มา 30 ปี ซึ่งรุ่นคุณพ่อท่านใช้วิธีนำพันธุ์แห้วจากจีนมาผสมกับแห้วพันธุ์ไทย จนได้แห้วที่มีขนาดใหญ่ สีขาวสวย น่ารับประทาน ปลูกที่อำเภอศรีประจันต์ ที่อำเภอนี้ปลูกแห้วขายกันตลอดทั้งปี ส่งทั้งลูกค้าในประเทศและต่างประเทศ สำหรับพื้น
