พืชทำเงิน
แม้ว่าปัญหาภัยแล้งในระยะนี้จะเริ่มทุเลาลงไป เพราะฤดูฝนก้าวเข้ามาเกือบเต็มรูปแบบแล้วก็ตาม แต่ภาวะภัยแล้งก็ไม่ได้หนีหายไปจากใจของเกษตรกรแขนงต่างๆ เพราะต่างรู้กันดีอยู่แล้วว่า การทำการเกษตร หากขาดน้ำก็ไปไม่รอด ดังนั้น การแก้ปัญหาภัยแล้งอย่างยั่งยืน จึงเป็นแนวทางที่น่าจะช่วยลดผลกระทบที่เกิดจากภัยแล้งในทุกปีได้ดีที่สุด กรมส่งเสริมการเกษตร กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นหน่วยงานหนึ่งที่ก้าวเข้ามารับผิดชอบโดยหน้าที่ ในการแก้ปัญหาภัยแล้ง และลดผลกระทบที่มีต่อเกษตรกรจากภาวะภัยแล้งที่เกิดขึ้น หนึ่งในหลายโครงการและมองเห็นเป็นรูปธรรมคือ โครงการอบรมเพื่อเพิ่มผลิตภาพการผลิตของเกษตรกรที่ได้รับผลกระทบจากภัยแล้ง ซึ่งนอกจากพุ่งเป้าช่วยเหลือเกษตรกรที่ได้รับผลกระทบจากภัยแล้งแล้ว ยังสร้างเครือข่ายการทำงานแบบมีส่วนร่วม โดยการเรียนรู้จากเกษตรกรต้นแบบในชุมชน อันจะเป็นการสร้างฐานการเรียนรู้อย่างยั่งยืน กรมส่งเสริมการเกษตร โดย นายโอฬาร พิทักษ์ อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร เล็งเห็นความสำคัญของโครงการ จึงติดตามตรวจสอบอย่างเคร่งครัด โดยการลงพื้นที่สำรวจการดำเนินโครงการถึงถิ่น ซึ่งครั้งนี้ลงพื้นที่ในจังหวัดระนอง ทั้งนี้ นาย
สมาคมนักวิจัยและเพาะเห็ดแห่งประเทศไทย มีเรื่องของเห็ดที่น่าสนใจเรื่องหนึ่ง คือ เรื่องการพัฒนาเห็ดเศรษฐกิจสายพันธุ์ใหม่ Coprinus comatus (o.F.Mull) Gray ที่เหมาะสมกับการเพาะในประเทศไทย คุณวราพร ไชยมา นักวิทยาศาสตร์ปฏิบัติการ กลุ่มวิจัยและพัฒนาเห็ด สำนักวิจัยพัฒนาเทคโนโลยีชีวภาพ กรมวิชาการเกษตร และคณะ ได้เสนอผลงานวิจัยเรื่อง การพัฒนาเห็ดเศรษฐกิจสายพันธุ์ใหม่หรืออีกชื่อหนึ่งว่า เห็ดถั่วฝรั่ง ได้ส่งเข้ารับการคัดเลือกเป็นผลงานวิจัยดีเด่น กรมวิชาการเกษตร ในปี 2555 ได้รับการพิจารณาให้เป็นผลงานวิจัยดีเด่น กรมวิชาการเกษตร ประจำปี 2555 เห็ดถั่วฝรั่ง ไม่คุ้นหูกับคนไทยเหมือนเห็ดฟาง เห็ดนางฟ้า เห็ดแชมปิญอง หรือเห็ดที่นำมาบริโภคเป็นยา เช่น เห็ดหลินจือ เป็นต้น คุณวราพร หัวหน้าทีมงานวิจัยการพัฒนาเห็ดเศรษฐกิจสายพันธุ์ใหม่ ของสำนักวิจัยพัฒนาเทคโนโลยีชีวภาพ เล่าว่า เห็ดถั่วฝรั่ง มีชื่อวิทยาศาสตร์ เรียกว่า Coprinus comatus เป็นเห็ดเมืองหนาวชนิดหนึ่ง ที่เรารู้จัก คือ เห็ดออรินจิ เห็ดเข็มเงิน เข็มทอง เห็ดถั่วฝรั่งมีถิ่นกำเนิดเดิมอยู่ทางแถบยุโรปและอเมริกาเหนือ ซึ่งเขานิยมรับประทานกันอยู่เสมอ มีรสชาติอร่อย มี
สำนักงานพัฒนาเศรษฐกิจจากฐานชีวภาพ (องค์การมหาชน), (สพภ.) เป็นองค์กรหลักในการขับเคลื่อนการพัฒนาเศรษฐกิจจากทรัพยากรชีวภาพอย่างยั่งยืน ด้วยการส่งเสริมและสนับสนุนการเพิ่มมูลค่าการใช้ประโยชน์ความหลากหลายทางชีวภาพและภูมิปัญญาท้องถิ่นและธุรกิจชีวภาพด้วยการใช้สหวิทยาการที่เกี่ยวข้อง พร้อมกับการต่อยอดองค์ความรู้ของภูมิปัญญาในแต่ละชุมชนท้องถิ่นไปสู่การใช้ประโยชน์เชิงพาณิชย์ ทั้งนี้ หนึ่งในงานวิจัยที่น่าสนใจของหน่วยงานนี้คือ การนำเส้นใยไผ่มาพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์สิ่งทอ ไม่ว่าจะเป็นเสื้อผ้า กระเป๋า หรือรองเท้า โดยผ่านกระบวนการผลิตที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม กระทั่งสามารถนำไปผลิตเชิงพาณิชย์ได้สำเร็จ นอกจากนั้น ยังต่อยอดเพื่อก้าวสู่ภาคอุตสาหกรรมด้วยการนำเส้นใยไผ่ไปพัฒนาเป็นแผ่นดูดซับเสียง และที่วางสิ่งของท้ายรถ คุณถาวร บุญราศี เจ้าหน้าที่พัฒนาเศรษฐกิจจากฐานชีวภาพ และเป็นผู้ดูแลโปรเจ็กต์นี้กล่าวว่า ข้อดีของไผ่คือโตเร็ว ไม่ต้องดูแลใส่ใจมาก ไม่ต้องใส่ปุ๋ย ยา นับเป็นพืชที่ลงทุนต่ำ ดังนั้น จึงมองว่าหากผลักดันเข้าสู่เชิงพาณิชย์แล้ว ไผ่น่าจะเป็นอีกทางเลือกของพืชเศรษฐกิจที่ชาวบ้านจะหันมาปลูกกันเพิ่มมากขึ้น ฉะนั้น
เดิมเงาะยอดนิยมของไทยคือ เงาะสีชมพู จากนั้นจึงเป็น เงาะโรงเรียน ครองแชมป์ ระยะหลังๆ มานี้ เงาะสีทอง เริ่มมีบทบาทมากขึ้น เงาะสีทอง ชื่ออย่างเป็นทางการคือ “เงาะทองเมืองตราด” ผสมและคัดเลือกพันธุ์โดย คุณประเสริฐ ชัยกุล เกษตรกรดีเด่นแห่งชาติ สาขาทำสวน ปี 2541 ซึ่งเป็นเกษตรกรระดับแนวหน้าของจังหวัดตราด “เงาะพันธุ์ทองเมืองตราด”…เป็นการผสมระหว่าง เงาะพันธุ์บางยี่ขันกับเงาะพันธุ์โรงเรียน เพราะนำเงาะพันธุ์บางยี่ขันไปติดตาบนต้นเงาะพันธุ์โรงเรียน แล้วนำเมล็ดมาเพาะและคัดเลือกต้นที่ให้ผลผลิตคุณภาพดีมาปลูกต่อ เงาะพันธุ์ทองเมืองตราด เป็นเงาะมีคุณภาพดี ลักษณะผลใหญ่ให้เนื้อมาก เนื้อผลจะแน่น แต่นุ่มกว่าเงาะพันธุ์โรงเรียน กรอบ ล่อน เมล็ดเล็ก เนื้อหวาน เปลือกผลจะมีความหนาเป็นพิเศษ ขนแข็งยาวเหยียดตรง เมื่อสุกแล้วจะไม่มีสีแดงเหมือนเงาะโรงเรียนโดยทั่วไป แต่จะมีสีเหลืองแต้มแดง สามารถเก็บได้นานโดยที่เปลือกไม่ดำ ซึ่งเป็นข้อดีของเงาะพันธุ์เมืองทองตราด อีกทั้งยังเป็นผลไม้ไม่ค่อยแตก สามารถขนส่งได้ไกลๆ และปลูกนอกฤดูได้ผลผลิตดี ในช่วงฤด
สะละอินโดฯ เป็นพืชท้องถิ่นของประเทศอินโดนีเซีย เกษตรกรไทยได้นำเข้ามาปลูกในประเทศไทยนานหลายปีแล้ว โดยเริ่มในจังหวัดทางภาคใต้ก่อน เนื่องจากมีอากาศชื้นและฝนชุกคล้ายภูมิประเทศของอินโดนีเซีย ซึ่งมีเกาะเป็นจำนวนมาก ต่อมาได้ขยายพื้นที่การปลูกไปหลายจังหวัด เช่น จังหวัดในภาคตะวันออก และจังหวัดภาคกลางบางจังหวัด มีโอกาสได้ชิมรสชาติสะละอินโดฯ ครั้งแรกเมื่อ 30 กว่าปีมาแล้ว รู้สึกประทับใจในความล่อนของเนื้อและความกรอบ ในสมัยนั้นสะละพันธุ์ดีๆ ของไทย เช่น สุมาลี เนินวง ยังไม่มีแพร่หลาย มีแต่ระกำหวาน ซึ่งคุณภาพยังเทียบกับสะละในปัจจุบันไม่ได้ แต่รสชาติหวานอมเปรี้ยวของสะละบ้านเราก็ยังเป็นที่นิยมมากกว่า เนื่องจากสะละอินโดฯ มีราคาแพงกว่าสะละบ้านเรา เกษตรกรชาวสวนยางในอำเภอยะหา จังหวัดยะลา คุณดอเลาะ สะตือบา อยู่ที่บ้านเลขที่ 101 หมู่ที่ 8 ตำบลบาโร๊ะ ได้ปลูกสะละอินโดฯ แซมในสวนยาง ซึ่งมีพื้นที่ 3 ไร่ เป็นจำนวน 400 ต้น ส่วนพื้นที่ที่เหลืออีก 4 ไร่ ได้ขุดบ่อปลา เลี้ยงไก่ และทำการเกษตรผสมผสานอย่างอื่น โดยการปลูกยางพาราจะใช้ระยะห่างระหว่างต้น 8 เมตร และระยะห่างระหว่างแถว 3 เมตร ในช่วงว่างระหว่างต้น 8 เมตรนั้น คุณดอ
เกษตรกรหลายจังหวัดได้หันมานิยมปลูกพืชเศรษฐกิจเพื่อการค้ากันมากขึ้น และ หลากหลายดูเหมือนว่าจะประสบผลสำเร็จเป็นอย่างดี ใช้เวลาไม่นานก็สามารถเก็บผลผลิตออก สู่ท้องตลาดได้แล้ว พืชทางเลือกมีหลายอย่างให้เลือกปลูก เน้นจุดคุ้มทุนเป็นหลัก ถึงจะพอมีเวลา ให้ได้ตั้งตัว คุณสถาพร ใจลูน เกษตรกรแห่ง อำเภอฝาง จังหวัดเชียงใหม่ ได้หันมาปลูกไผ่เป๊าะเพื่อการค้าเมื่อปีที่แล้ว โดยศึกษาจากตำรา เห็นว่าไผ่ชนิดนี้ปลูกง่ายและออกหน่อเก็บได้นาน ที่สำคัญหน่อมีขนาดใหญ่และอวบรสชาติอร่อย กรอบ เนื้อเยอะ ทำอาหารแทบไม่ต้องต้มก่อนเลยด้วยซ้ำไป นี่คือจุดเด่นของ ไผ่เป๊าะ คุณสถาพร เรียนรู้ด้วยตัวเองในการเป็นเกษตรกรตามแบบฉบับพื้นบ้านหรืออาจจะเรียกว่าครูพักลักจำนั่นแหละ การปลูกไผ่เป๊าะนี้ไม่ต่างกับปลูกไผ่รวก ไผ่เลี้ยงทั่วไปเลย มีเทคนิคอยู่อย่างหนึ่งในการปลูกไผ่คือ ขุดหลุมราวครึ่งศอก นำปุ๋ยคอกใส่ก้นหลุมคลุกกับน้ำพอเปียกแล้วนำพันธุ์ไผ่ลงปลูก เหยียบดินพอแน่นทิ้งไว้อาทิตย์เดียวไผ่ก็จะแตกตา ถือว่าไผ่กอนี้รอดแล้ว ไม่ตาย คุณสถาพรปลูกไผ่เป๊าะ 2 ไร่ ไผ่เลี้ยง 1 ไร่ เคล็ดไม่ลับในการปลูกไผ่ในหน้าแล้งหรือชำไผ่ช่วงหน้าแล้ง ให้ตัดข้อด้านบนสุ
หากพูดถึงการเกษตร น้อยคนนักที่จะได้คลุกคลีอย่างแท้จริง โดยเฉพาะผู้คนรุ่นใหม่ นับวันยิ่งห่างไกลธรรมชาติ แต่ Coro Fieldฟาร์มเชิงเกษตรไลฟ์สไตล์ฟาร์มมิ่งแห่งแรกในไทยแห่งนี้ จะทำให้เราอยากใกล้ธรรมชาติมากขึ้น Coro Field ฟาร์มเชิงเกษตรสไตล์ญี่ปุ่น บนพื้นที่แสดง 7-8 ไร่ จากการลองผิดลองถูกของ 2 พี่น้อง คนรุ่นใหม่ที่ชื่นชอบการเกษตรกว่า 3 ปี ก่อนจะเปิดตัวเมื่อ 14 ตุลาคม 2558 ที่ผ่านมา coro field มาจาก คำว่า “Coro” เป็นภาษาญี่ปุ่น แปลว่า เวลา รวมกับ คำว่า “Field” คือ สนามกว้างๆ สีเขียว คุณพันดนัย สถาวรมณี เจ้าของ Coro Field กล่าวถึงแรงบันดาลใจในการฟาร์มว่า “ด้วยปัจจุบันนี้ผู้คนใช้ชีวิตอย่างเร่งรีบ โดยเฉพาะในเมืองใหญ่ จึงอยากให้ Coro Field เป็นที่พักผ่อน และเป็นเสมือนสถานที่ที่จะหยุดเวลาให้ทุกคนอยู่กับตัวเองและธรรมชาติมากขึ้น” แรงบันดาลใจต่อมาคือ ความจริงที่ว่า การเกษตรของไทยกำลังจะหายไป คนรุ่นใหม่สนใจน้อยลง Coro Field จะเป็นหนึ่งตัวอย่างที่จะทำให้ทุกคนเห็นว่าการเกษตรมีมนต์เสน่ห์ อยากให้คนรุ่นใหม่ที่เป็นลูกหลานเกษตรกร มีแรงบันดาลใจในการพัฒนาที่ดิน ด้วยนวัตกรรมสมัย
จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ มีพื้นที่ปลูกสับปะรดมากที่สุดในประเทศ มีพื้นที่รวมกว่า 402,905 ไร่ และยังเป็นแหล่งแปรรูปสับปะรดเพื่อการบริโภคและส่งออกที่ใหญ่ที่สุดของโลก สร้างมูลค่าไม่ต่ำกว่าปีละ 20,000 ล้านบาท จนถูกเรียกว่าเป็นเมืองหลวงสับปะรด พันธุ์ที่นิยมปลูกกันมากที่สุดคือ สับปะรดพันธุ์ปัตตาเวีย หรือที่เรียกกันว่า พันธุ์โรงงาน ซึ่งเป็นสับปะรดพันธุ์เศรษฐกิจมีปลูกกันมาอย่างยาวนาน ในปี พ.ศ. 2559 นี้ นับว่าเป็นปีทองของเกษตรกรผู้ปลูกสับปะรด เนื่องจากสับปะรดมีราคาสูงมากที่สุดในรอบหลายสิบปี ราคาเฉลี่ยในปัจจุบันอยู่ที่ กิโลกรัมละ 10 บาท ทำให้เกษตรกรมีรายได้เพิ่มขึ้น เศรษฐกิจของจังหวัดก็ดียิ่งขึ้น นอกจากนี้ ยังเป็นปีที่ครบรอบ 105 ปี ของประวัติศาสตร์การปลูกสับปะรดในจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ตามข้อมูลได้บันทึกไว้ว่า ในปี พ.ศ. 2454 มีพ่อค้าชาวปากีสถาน เดินทางมาค้าขายยังประเทศไทย โดยมาขึ้นฝั่งที่บ้านท่าข้าม ปัจจุบันคือ บ้านฝั่งท่า หมู่ที่ 5 ตำบลวังก์พง อำเภอปราณบุรี จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ และมาพักค้างคืนที่บ้านของ ผู้ใหญ่ทอง อิ่มทั่ว ซึ่งทางผู้ใหญ่ทองก็ได้จัดอาหารและผลไม้เลี้ยงให้กับพ่อค้าชาวปากีสถานคน
ปีที่ผ่านมาคาบเกี่ยวมาถึงปีนี้ เกิดสภาวะแห้งแล้งค่อนข้างรุนแรง บางช่วงลมพัดจัด ส่งผลให้การผสมเกสรของทุเรียนที่ภาคตะวันออกและภาคใต้ไม่สมบูรณ์ แม้แต่ในสภาพธรรมชาติก็ตาม ทุเรียนเป็นพืชมีการผสมเกสรในเวลาเย็นถึงพลบค่ำ เพื่อหลบหลีกช่วงแสงแดดจ้า อากาศร้อน ซึ่งมีอิทธิพลต่อความสมบูรณ์ของละอองเกสรตัวผู้ อย่างไรก็ตาม ความแห้งแล้งมิได้เกิดขึ้นมาในเฉพาะปีที่ผ่านมาเท่านั้น ด้วยความเป็นจริงแล้ว ปรากฏการณ์ของความแห้งแล้งเกิดขึ้นอยู่เสมอมาตั้งแต่อดีตกาล ซึ่งผมเคยนำมาเล่าให้ท่านผู้อ่านได้รับทราบทั่วกันมาก่อนนี้ โดยมีนักวิชาการของกรมวิชาการเกษตร นำปริมาณน้ำฝน จาก 97 ปี มาวิเคราะห์อย่างละเอียด พบว่า ทุกๆ 10 ปี จะเกิดภาวะฝนแล้ง 4 ปี แล้งพอทน 2 ปี และแล้งอย่างรุนแรง 2 ปี น้ำท่วมอีก 3 ปี มีฝนฟ้าตกต้องตามฤดูกาลเพียง 3 ปี เท่านั้น มีบันทึกไว้ว่า ในความแห้งแล้งในอดีต การทำนาไม่ได้ผล ชาวบ้านต้องนำขุยไผ่ หรือ เมล็ดไผ่ มาขัดสีไปหุงรวมกับเผือกและกลอย ใช้บริโภคแทนข้าวก็เคยเกิดขึ้นมาแล้ว และในปี พ.ศ. 2485 เกิดสภาวะน้ำท่วมรุนแรงในบริเวณภาคกลางของประเทศ ถึงแม้ว่าในขณะนั้นเรามีป่าไม้ไม่น้อยกว่า 70 เปอร์เซ็นต์ ก็ตาม มีผล
เป็นเรื่องน่ายินดีที่หลายปีมานี้ ได้เห็นภาพตามสื่อหลายสำนักถึงการก้าวเข้ามาทำอาชีพเกษตรกรรมของคนหนุ่มสาวรุ่นใหม่มากขึ้น บางรายมีดีกรีถึงปริญญาโทหรือเอกเสียด้วยซ้ำ ปรากฏการณ์เช่นนี้ชี้ให้เห็นว่า ในอนาคตภาคเกษตรกรรมของไทยได้ก้าวเข้าสู่การทำเกษตรกรรมแนวใหม่ จะด้วยความบังเอิญหรืออย่างไรก็ไม่ทราบ เมื่อได้พบกับวิศวกรหนุ่ม คุณอาวุธ ลึกมณี หรือ คุณเก่ง ขณะคุมงานก่อสร้างบ้านพักลูกค้าในบริเวณใกล้ที่พักผู้เขียน จนนำไปสู่การสนทนาที่ถูกคอขึ้น เนื่องจากคุณเก่งสนใจเรื่องการเกษตร แล้วยิ่งได้ทราบว่าเป็นแฟนพันธุ์แท้นิตยสารเทคโนโลยีชาวบ้านชนิดซื้อเกือบทุกเล่ม ยิ่งทำให้การพูดคุยดูจะมีรสชาติหนักมากขึ้น คุณอาวุธ เป็นคนเพชรบูรณ์ ย้ายมาเรียนใน กทม. จนจบปริญญาด้านวิศวกรรมศาสตร์ สาขาอุตสาหการ จากมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี (มจธ.) เรียนจบด้านวิศวกรรมอุตสาหการจากพระจอมเกล้าธนบุรี เมื่อ ปี 2540 หลังจากเรียนจบแล้วไปทำงานตรงตามสาขาที่เรียนมาอยู่ที่ชลบุรีนานถึง 5 ปี จากนั้นเส้นทางอาชีพหันเหไปด้านโยธา ด้วยการไปทำงานเป็นวิศวกรคุมงานก่อสร้าง แล้วอะไรเป็นเหตุผล ให้เกิดความชอบเกษตรกรรม?? สมัยเด็กเรียนระดับประถ
