พืชทำเงิน
ปาล์มน้ำมัน เป็นพืชเศรษฐกิจที่เติบโตได้ดีในเขตร้อนชื้น โดยเฉพาะบริเวณภาคใต้ของประเทศไทยที่มีลักษณะภูมิอากาศและภูมิประเทศเหมาะสม จึงทำให้การปลูกปาล์มน้ำมันแพร่หลายในภาคใต้มากกว่าภาคอื่น โดยแหล่งผลิตมากสุด 5 อันดับแรก ได้แก่ จังหวัดสุราษฎร์ธานี จังหวัดกระบี่ จังหวัดชุมพร จังหวัดนครศรีธรรมราช และจังหวัดตรัง วันนี้เราจะพาทุกท่านลงใต้ ไปยังจังหวัดนครศรีธรรมราช ดินแดนแห่งความอุดมสมบูรณ์ที่ขึ้นชื่อเรื่องปาล์มน้ำมัน และหนึ่งในเกษตรกรต้นแบบที่เราจะพาไปพูดคุยด้วยก็คือ คุณอาภาภรณ์ หนูช่วย เกษตรกรมืออาชีพผู้มากประสบการณ์ ปลูกปาล์มน้ำมันมานานกว่า 30 ปี บนพื้นที่กว่า 80 ไร่ และสามารถสร้างผลผลิตได้สูงถึง 7 ตันต่อไร่ ซึ่งถือว่าสูงกว่าค่าเฉลี่ยในพื้นที่อย่างมาก คุณอาภาภรณ์เล่าว่า “เดิมเคยทำไม้ผลหลายชนิด แต่ภายหลังได้หันมาปลูกปาล์มน้ำมันอย่างจริงจัง เนื่องจากเห็นข้อดีที่ชัดเจนหลายประการ โดยเฉพาะเรื่องของ “ความคุ้มค่า” และ “การดูแลต่อเนื่องได้ทั้งปี” ไม้ผลต้องรอฤดูถึงจะเก็บเกี่ยว แถมโรคแมลงก็เยอะ แต่ปาล์มน้ำมันดูแลง่ายกว่า และเก็บผลผลิตได้ทุก 15 วัน เดือนนึงตัดขายได้ 2 ครั้ง ถ้าดู
มันหวานญี่ปุ่น สายพันธุ์นารุโตะคินโตคิ (Naruto Kintoki) เป็นที่รู้จักในฐานะราชาแห่งมันเทศ นิยมปลูกกันแพร่หลายในประเทศญี่ปุ่น ด้วยเนื้อสัมผัสที่นุ่มนวลอ่อนโยน เมื่อทานในขณะที่อุ่นๆนั้น ก็จะทำให้คุณรู้สึกหวนคิดถึงอดีตอันอบอุ่นได้ มันหวานญี่ปุ่น สายพันธุ์นี้มีถิ่นกำเนิดอยู่ในอำเภอนารุโตะ จังหวัดโทคุชิมะ แต่เดิมพื้นที่แห่งนี้ มีสภาพแห้งแล้ง เป็นดินทรายทะเล ไม่สามารถอุ้มน้ำได้ องค์กรสหภาพแห่งการเกษตรญี่ปุ่น (JA) จึงทดลองนำมันหวานสายพันธุ์โคเคอิ 14 (Kokei No.14) ปลูกในพื้นที่แห่งนี้ปรากฎว่าได้ผลดีอย่างเหลือเชื่อ มันญี่ปุ่นสายพันธุ์นี้สามารถเจริญเติบโตดี แตกยอด แตกเครือเขียวขจีปกคลุมผืนดินทรายทะเลบนแหลมนารุโตะได้อย่างน่าทึ่ง เกษตรกรในท้องถิ่นจึงหันมาปลูกมันหวานสายพันธุ์นี้กันมากขึ้น จนกลายเป็นเอกลักษณ์ของเมืองแห่งนี้ ต่อมาได้เปลี่ยนชื่อใหม่ว่า สายพันธุ์ นารุโตะคินโตคิ และขยายพื้นที่ปลูกออกไปอย่างกว้างขวางทั่วประเทศ ซึ่งวิธีการจัดการและการเพาะปลูกกลับแตกต่างจากเมืองแห่งแหลมนารุโตะอย่างสิ้นเชิง องค์กรสหภาพแห่งการเกษตรญี่ปุ่น (JA) เมืองนารุโตะจึงคิดวิธีสร้างเอกลักษณ์เพื่อให้คน
ด้วยกระแสรักสุขภาพยังคงมาแรงอย่างต่อเนื่อง เทคโนโลยีชาวบ้านจึงไม่พลาดโอกาสที่จะหยิบยกเรื่องราวการทำเกษตรดีๆ มาฝากกันอีกแล้ว โดยฉบับนี้ขอนำเสนอไอเดียการปลูกผักสร้างรายได้ของเกษตรกรสาวอำเภอแม่ริม จังหวัดเชียงใหม่ ที่พลิกวิกฤตจากความล้มเหลว สู่ความสำเร็จ ด้วยไอเดีย “ปลูกผักขายยกถุง” สร้างรายได้ให้เธอหลายหมื่นบาทต่อเดือน คุณเอรี ถนอมวรากุล หรือ คุณแอน เกษตรกรเจ้าของฟาร์มผักสดจากสวน ที่อยู่บ้านแม่สาน้อย ตำบลโป่งแยง อำเภอแม่ริม จังหวัดเชียงใหม่ จากแม่ค้าขายของตลาด ไนท์บาซาร์เชียงใหม่ สู่เกษตรกรสาวผู้ปิ๊งไอเดียปลูกผักขายยกถุง ฟันรายได้ 30,000-40,000 บาทต่อเดือน พร้อมต่อยอดทำธุรกิจโฮมสเตย์เล็กๆ สำหรับรองรับนักท่องเที่ยว ควบคู่กันไป มีความสุขล้นเหลือ คุณแอน เล่าให้ฟังว่า ก่อนที่จะมาเป็นเกษตรกร ตนเองประกอบอาชีพเป็นแม่ค้าขายของอยู่ที่ตลาด ไนท์บาซาร์เชียงใหม่ แต่ต้องเลิกราอาชีพแม่ค้าไป จากสถานการณ์แพร่ระบาดของเชื้อโควิด-19 ทำให้ตัดสินใจกลับมาอยู่บ้าน เริ่มต้นประกอบอาชีพเกษตร ด้วยคนในพื้นที่ส่วนใหญ่ประกอบอาชีพเกษตรเป็นหลัก ในช่วงแรกก็ปลูกพืชผักแบบชาวบ้านทั่วไป คือเน้นการปลูกลงดินบนพื้นที่เยอะๆ ซึ่ง
ในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา ไข่ผำเริ่มได้รับความนิยมมากขึ้นในฐานะซูเปอร์ฟู้ด จากเดิมที่เคยเป็นเพียงพืชพื้นบ้านที่นำมาประกอบอาหารตามท้องถิ่นเท่านั้น การกลับมาได้รับความสนใจอีกครั้งนี้ ส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากการตระหนักถึงคุณค่าทางโภชนาการที่โดดเด่นไม่แพ้พืชซูเปอร์ฟู้ดจากต่างประเทศ ไข่ผำ หรือที่หลายคนรู้จักกันในชื่อ “ไข่น้ำ” เป็นพืชน้ำชนิดหนึ่งที่อุดมไปด้วยคุณค่าทางโภชนาการที่สูงมาก มีโปรตีนสูง โดยมีปริมาณใกล้เคียงกับถั่วเหลือง ทั้งยังมีกรดอะมิโนจำเป็นครบถ้วน ซึ่งร่างกายไม่สามารถสร้างเองได้ นอกจากนี้ ยังเป็นแหล่งของวิตามินบี 12 ซึ่งพบได้น้อยในพืชชนิดอื่นๆ และอุดมไปด้วยแคลเซียม เบต้าแคโรทีน และไฟเบอร์ จึงเหมาะอย่างยิ่งสำหรับผู้ที่ต้องการเพิ่มคุณค่าทางโภชนาการให้มื้ออาหาร หรือนำมาประกอบอาหารอื่นๆ แทนเนื้อสัตว์ คุณสดุดี เล้าสมบูรณ์ รองผู้อำนวยการวิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์ธุรกิจ 5 ดาว และร้านอาหาร บริษัท ซีพีเอฟ เรสเตอรองแอนด์ฟู้ดเชน เล่าถึงที่มาของความสนใจในผำ (หรือไข่ผำ) ว่าจุดเริ่มต้นมาจากความชอบส่วนตัวในเรื่องของวัตถุดิบเพื่อสุขภาพและซุปเปอร์ฟู้ด ซึ่งที่ผ่านมามักจะเป็นวัตถุดิบนำเข้าที่มีราคาสูง จนกระ
จุลินทรีย์ (Microorganism) เป็นสิ่งมีชีวิตขนาดเล็กเซลล์เดียว ที่มีขนาดเล็กจนไม่สามารถมองเห็นได้ด้วยตาเปล่าต้องอาศัยกล้องจุลทรรศน์ ช่วยขยายให้มองเห็นรูปร่างและลักษณะของเซลล์จุลินทรีย์สามารถขยายพันธุ์ด้วยการแยกตัว โดยแยกเซลล์ตัวเองจาก 1 เป็น 2 จาก 2 เป็น 4 อย่างต่อเนื่องไปตลอดและจุลินทรีย์จะเจริญเติบโตและเพิ่มจำนวนได้ต้องมีอาหารนั่นก็คือ น้ำตาล (คาร์บอน) ซึ่งเป็นแหล่งอาหารและพลังงานให้จุลินทรีย์นำไปใช้ทำกิจกรรมของจุลินทรีย์โดยจุลินทรีย์จะช่วยย่อยสลายวัสดุอินทรีย์ให้มีโมเลกุลเล็กลงจนอยู่ในรูปสารประกอบฮิวมิกหรือกรดอะมิโน เพื่อเปลี่ยนเป็นธาตุอาหารในรูปที่พืชสามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้นี่จึงเป็นเหตุผลว่าทำไมต้องใส่น้ำตาลหรือกากน้ำตาลเข้าไปในน้ำหมักจุลินทรีย์ทุกสูตร โดยเทคนิคสำคัญอยู่ที่การเลือกหน่อกล้วยที่มีความสูงไม่เกิน 1 เมตร หรือหน่อกล้วยที่มีใบแตกออกมาไม่เกิน 2 ใบ ขุดเอาทั้งเหง้าที่มีดินติดมาด้วยได้ยิ่งดี ไม่ต้องล้างออก เพราะรอบๆ กอกล้วยจะมีจุลินทรีย์อาศัยอยู่ และหน่อกล้วยยังมีสารเทนนินหรือน้ำยางฝาดมากกว่าส่วนอื่นๆ เมื่อนำมาหมักแล้ว น้ำหมักที่ได้ยังสามารถควบคุมโรคพืชบางอย่างได้ วัสดุอุปกรณ
ไม้มงคลของไทยที่แนะนำให้ปลูกในรั้วบ้านทางทิศตะวันออกเฉียงใต้ หรือเบื้องทิศอาคเนย์ ตามตำราพรหมชาติ ชี้แนะการปลูกต้นไม้รอบบ้าน โดยเชื่อว่าปลูกต้นไม้แล้วจะเกิดผลเป็นมงคลแก่บ้าน ชี้ว่าปลูกต้นกระถิน จะช่วยคุ้มครองป้องกันสิ่งเลวร้าย เสนียดจัญไรไม่ให้แผ้วพานกล้ำกรายเข้าสู่ครอบครัว กระถินไม้พื้นบ้านไทย แต่เป็นไม้พื้นเมืองของเขตอเมริกาใต้ เป็นไม้ขนาดกลางที่ปลูกง่าย โตเร็ว ที่สำคัญเป็นพืชตระกูลถั่วที่ช่วยปรับปรุงดินให้ดีขึ้น ชาวบ้านนิยมปลูกเป็นรั้วบ้าน ที่เรียกว่า “รั้วกินได้” ไม้กระถินใช้ประโยชน์ได้ดี เป็นฟืน เผาถ่าน ทำด้ามเครื่องมือเกษตร แต่เป็นไม้เนื้ออ่อน ไม่แข็งแกร่งนัก ใบกระถินเป็นอาหารสัตว์ มีหลายแห่งที่เปิดบริษัทรับซื้อใบกระถินไปป่นทำอาหารสัตว์ มีหลายชุมชนที่เอาใบกระถินไปเป็นส่วนผสมดินปลูกขายดินถุง ใบอ่อน ยอดอ่อน ฝักอ่อน เมล็ดอ่อนเป็นอาหารคน เมล็ดแก่มีบางที่ใช้ถักร้อยเป็นเครื่องประดับ เช่น สร้อยคอ สร้อยข้อมือ ตุ้มหู แหวน ฯลฯ กระถินเป็นไม้ไม่ผลัดใบ จะแตกยอดอ่อนตลอดปี บำรุงต้นดีๆ เด็ดยอดกินหรือขายได้ตลอดปี หลายคนรู้จักการกินหอยนางรมกันดี เป็นที่แปลกใจเหมือนกันว่า จะเป็นปฏิกิริยาอย่างไร เมื
เม็ดมะม่วงหิมพานต์ ยังคงเป็นที่นิยมตลอดกาล ด้วยรสชาติที่ดี มีความอร่อย และมีราคาสูง ตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน แต่ประโยชน์และรสชาติความมันของเม็ดมะม่วงหิมพานต์นั้น คุ้มค่า คุ้มราคาจริงๆ มะม่วงหิมพานต์เป็นไม้ไม่ผลัดใบ ลำต้นมีความสูง 10-12 เมตร ต้นเตี้ย กิ่งก้านสยายไม่สม่ำเสมอ ใบเรียงเป็นแบบเกลียว ผิวมันลื่น รูปโค้งจนถึงรูปไข่ มีความยาว 4-22 เซนติเมตร และกว้าง 2-15 เซนติเมตร ขอบใบเรียบ ดอกมีสีเขียวซีด จากนั้นเปลี่ยนเป็นแดงจัด มี 5 กลีบ ปลายแหลม เรียว ยาว 7-15 มิลลิเมตร ผลมีรูปไข่หรือรูปลูกแพร์ เมื่อสุกจะมีสีเหลืองหรือส้มแดง มีความยาวประมาณ 5-11 เซนติเมตร เม็ดมะม่วงหิมพานต์สามารถนำมาแปรรูปได้อย่างหลากหลาย ไม่ว่าจะนำเม็ดมะม่วงหิมพานต์มาอบ ทอดเป็นของขบเคี้ยว หรือนำมาประกอบอาหารก็ทานได้อย่างเพลิดเพลิน ด้วยความมันที่ได้ลิ้มรส ทำให้พากันคิดว่า เม็ดมะม่วงหิมพานต์เป็นพืชตระกูลเดียวกันกับถั่ว ทั้งที่ความจริงแล้วไม่ใช่ มะม่วงหิมพานต์ หรือ Cashew nut เป็นไม้ดอกยืนต้น กลุ่มเดียวกับมะม่วง และถั่วพิสตาชิโอ มะม่วงหิมพานต์เป็นพืชพื้นเมืองของภาคตะวันออกเฉียงเหนือของบราซิล นำเข้ามาปลูกครั้งแรกที่ภาคใต้ของปร
ต้นอินทผลัม มีความสูงประมาณ 30 เมตร ลำต้นมีขนาดประมาณ 30-50 เซนติเมตร มีใบติดอยู่บนต้น ประมาณ 40-60 ก้าน ทางใบยาว 3-4 เมตร ใบเป็นแบบขนนก ใบย่อยพุ่งออกหลายทิศทาง ช่อดอกจะออกจากโคนใบ ผลทรงกลมรี ยาวประมาณ 2-4 เซนติเมตร ให้ผลครั้งแรกเมื่ออายุ 5-7 ปี และมีอายุยืนยาวถึงกว่า 100 ปี โดยจะให้ผลผลิตต่อปีเฉลี่ยประมาณ 7,000-8,000 ลูก ต่อปี หรือประมาณ 100-150 กิโลกรัม ซึ่งก็ขึ้นอยู่กับขนาดและความสมบูรณ์ของต้น ผลอินทผลัมสามารถรับประทานได้แบบผลสด หรือเมื่อผลสุกจัดมักนิยมนำไปตากแห้ง ทำให้เก็บไว้ได้เป็นเวลาหลายปี มีลักษณะเหมือนการอบแห้งแบบหวาน จึงมักเข้าใจผิดว่ารสหวานจัดของอินทผลัมนั้นเกิดจากการแปรรูปด้วยการนำไปเชื่อมด้วยน้ำตาล จนไม่กล้ารับประทาน เพราะเกรงว่าจะอ้วนหรือไม่ปลอดภัยต่อสุขภาพ แต่แท้จริงแล้วกลับเป็นผลไม้ที่ไม่มีคอเลสเตอรอลและมีไขมันต่ำ นอกจากนั้น ยังอุดมไปด้วยสารอาหารและวิตามินหลายชนิดที่เป็นประโยชน์ต่อร่างกาย อินทผลัม เป็นผลไม้ที่มีหลากหลายพันธุ์ แต่ละสายพันธุ์มีคุณสมบัติเด่นในด้านการนำไปบริโภคต่างกัน อีกทั้งเกรด ราคา รวมทั้งรสชาติแตกต่างกันด้วย สำหรับสายพันธุ์ต่างประเทศที่นิยมนำมาปลูกในไทย
ปัจจุบัน เทรนด์การบริโภคอาหารเพื่อสุขภาพกำลังมาแรง โดยเฉพาะ “ ไข่ผำ หรือ ไข่น้ำ ” พืชน้ำตัวจิ๋วสุดยอดอาหารแห่งอนาคต super foods ที่มีคุณค่าทางอาหารสูงมาก ทั้งธาตุเหล็ก แคลเซียม ฟอสฟอรัส วิตามินเอ บี ซี กรด อะมิโน เบต้าแคโรทีนและคลอโรฟิลล์ แถมมีสรรพคุณต้านอนุมูลอิสระสูง ดีต่อสุขภาพอย่างมาก ทำให้ไข่ผำเป็นสินค้าขายดี เป็นที่ต้องการของกลุ่มคนรักสุขภาพทั้งในประเทศและตลาดส่งออก บ้านไข่ผำ ThaiWolffia พี่เขื่อน (ปฐวี ทรรวรีก์) และน้องเจน (สิรยา คุ้มรักษา) อดีตมนุษย์เงินเดือนเล็งเห็นคุณค่าและโอกาสทางการตลาดของไข่ผำ จึงลงทุนก่อตั้งบริษัท ไทย วูล์ฟเฟีย จำกัด เพื่อดำเนินธุรกิจเพาะเลี้ยงและแปรรูปไข่ผำอย่างครบวงจร ภายใต้ชื่อ “บ้านไข่ผำ” บนที่ดิน 1 ไร่ ในซอยเอกชัย 119 อำเภอบางบอน กรุงเทพมหานคร ตั้งแต่ปี 2567 “ พวกเราได้ศึกษาเรียนรู้เรื่องการเพาะเลี้ยงไข่ผำมาจากระบบอินเตอร์เนท ที่มีข้อมูลเรื่องการเลี้ยงไข่ผำมากมาย ทั้งของไทยและต่างประเทศ ตอนแรกคุณแม่ของผม ( คุณเปรี้ยว ) เริ่มจากเลี้ยงไข่ผำในบ่อข้างบ้านแต่เจอปัญหามดแมลงรบกวนทำให้น้ำเสียและมีพยาธิอยู่ในบ่อน้ำ จึงตัดสินใจลงทุนเพาะเลี้ยงไข่ผำในโรงเรือ
. “ใบโหระพา” หรือ ฮุ้ง-เก๊ว เป็นหนึ่งในพืชผักสมุนไพรยอดนิยมของประเทศเวียดนาม สามารถพบได้ในเมนูอาหารหลายชนิดตามภูมิภาคต่างๆ ไม่ว่าจะใช้เป็นส่วนผสมหรือใช้ทานแบบสด ด้วยกลิ่นที่หอมและรสชาติของใบโหระพา ยังช่วยเสริมรสชาติอาหารให้เผ็ดร้อน กลมกล่อม มีกลิ่นหอม น่าทานมากยิ่งขึ้น .โหระพา เป็นพืชที่ปลูกง่าย เติบโตได้ดีในดินร่วนซุยที่ระบายน้ำได้ดี ดูแลง่าย ทนโรค ทนสภาพแวดล้อม มีผลผลิตทั้งปี นอกจากนี้ โหระพายังเป็นพืชสมุนไพรที่มีประโยชน์ต่อร่างกาย ถือว่าเป็นแหล่งเบต้าแคโรทีน มีส่วนสำคัญในการป้องกันโรค เช่น โรคหัวใจขาดเลือดและมะเร็ง .ใบสดของโหระพามีสรรพคุณแก้ท้องอืด เฟ้อ ขับลมจากลำไส้ ต้มดื่มแก้ลมวิงเวียน ช่วยย่อยอาหาร ใช้ตำพอกหรือประคบแก้ไขข้ออักเสบ แผลอักเสบ ในวงการแพทย์แผนปัจจุบัน หันมาสนใจพืชสมุนไพรชนิดนี้กันอย่างแพร่หลายเนื่องจากโหระพา มีสารเบต้าแคโรทีนในปริมาณที่สูงมาก ช่วยป้องกันการเกิดโรคหัวใจได้ นอกจากนี้หากนำมาสกัดเป็นน้ำมันหอมระเหย จะช่วยสร้างความกระปรี้กระเปร่า ผ่อนคลายอาการเหนื่อยล้า บรรเทาอาการทางจิตใจ สามารถ บรรเทาอาการปวดหัว อาการปวดประจำเดือน ปวดกล้ามเนื้อ ไขข้อต่างๆ ช่วยบร
