พืชทำเงิน
หากบ้านใคร อยู่ใกล้ลำคลอง ขอแนะนำให้ลองปลูกผักบุ้งลอยคลอง เป็นแหล่งอาหาร ผักบุ้งเติบโตไว ได้ยอดโต แค่ 5-6 ต้น ผัดได้จานใหญ่ทีเดียว หรือปลูกเป็นอาชีพเสริมก็ทำได้เงินได้ดี เช่นเดียวกับ เกษตรกร เส้นทางสายรังสิต-นครนายก ที่ปลูกผักบุ้งริมฝั่งข้างคลอง เห็นแล้วเป็นกอๆ แน่นงามมาก การปลูกผักบุ้งลอยน้ำทำได้ไม่ยาก เริ่มจาก นำเถาผักบุ้ง ประมาณ 1 กอ จำนวนไม่ต้องมากนัก ปักกับไม้ไว้ให้อยู่กับที่ กันไว้ไม่ให้ลอยไปไหน ทำเช่นเดียวกันทุกกอ แล้วใช้แต่ปุ๋ยชีวภาพเท่านั้น ฉีดอาทิตย์ละครั้ง ให้ทางใบและลำต้น ปลอดสารพิษ เพื่อให้เกิดยอดมากๆ ราวๆ 1-2 เดือน ผักบุ้งจะแตกตัวออกด้านข้าง จะเป็นกอใหญ่ขึ้นๆ ก็เริ่มเก็บได้แล้ว ปลูกสัก 40 กอ สามารถเก็บได้ทั้งปีที่ลูกค้าต้องการ นำมากำเป็นมัด 1 มัด มีประมาณ 7-8 ต้น จำนวนมากน้อยตามแต่ลูกค้าสั่ง อย่างน้อยรวมๆ กันแล้วประมาณ 300-400 กำต่อครั้ง สร้างรายได้เป็นกอบเป็นกำ ข้อดีของการปลูกในคลองน้ำไหลผ่านเสมอ ทำให้ผักบุ้งทั้งต้นทั้งยอดอวบอ้วน ผิวใสสวยเป็นที่ต้องการของตลาดมากครับ ศัตรูหรือครับก็มี แค่หอยเชอรี่ที่ชอบมาแทะ เก็บไว้ทำอาหารก็อร่อยเพราะเนื้อของมันแน่น หวานมันดี เอามาทำเมนูไ
“ไข่ผำ” หรือ “ผำ” เป็นพืชน้ำขนาดเล็กที่มีลักษณะเด่นคือสีเขียวสด รูปร่างคล้ายกับสาหร่ายหรือไข่ปลา เป็นพืชที่ไม่มีรากและใบ แต่สามารถเจริญเติบโตในน้ำสะอาด โดยมักจะลอยอยู่ตามผิวน้ำ ผำไม่เพียงแต่เป็นอาหารท้องถิ่นที่คนไทยรู้จักกันดี แต่ยังมีคุณค่าทางโภชนาการที่น่าทึ่งจนได้รับการยอมรับว่าเป็น “ซูเปอร์ฟู้ด” ( super food ) แห่งแหล่งน้ำอีกด้วย คุณค่าทางโภชนาการของไข่ผำ (100 กรัม) ประกอบด้วย 1. ไฟเบอร์ ไข่ผำมีไฟเบอร์เทียบเท่ากับการบริโภคขึ้นฉ่ายฝรั่งถึง 2 กำ ช่วยเสริมระบบขับถ่ายและบำรุงสุขภาพลำไส้ 2. วิตามิน A ปริมาณวิตามิน A ในไข่ผำเทียบเท่ากับการบริโภคแครอท 4 หัว ช่วยบำรุงสายตาและเสริมภูมิคุ้มกัน 3. วิตามิน B12 ไข่ผำเป็นแหล่งสำคัญของวิตามิน B12 ซึ่งมีปริมาณเทียบเท่ากับไข่ไก่ถึง 9 ฟอง ช่วยเสริมการทำงานของระบบประสาทและการสร้างเม็ดเลือด 4. โพแทสเซียม มีปริมาณโพแทสเซียมเทียบเท่ากับมันฝรั่ง 2 หัว ช่วยควบคุมความดันโลหิตและการทำงานของกล้ามเนื้อ 5. ฟอสฟอรัส ไข่ผำให้ฟอสฟอรัสในปริมาณเทียบเท่านมถั่วเหลือง 2 ถ้วย ช่วยเสริมสร้างกระดูกและฟัน 6. ธาตุเหล็ก ปริมาณธาตุเหล็กในไข่ผำเทียบเท่ากับบรอกโคลี 3 ถ้วย ช่วย
ผ่านพ้นฤดูกาลมะม่วงแล้วจะเข้าสู่กาลผลิตฤดูกาลใหม่ เกษตรกรหลายๆ รายอาจจะพลาดในการผลิตมะม่วงออกสู่ตลาดซึ่งอาจจะด้วยหลายๆปัจจัย ซึ่งก่อนจะเข้าสู่การผลิตฤดูกาลใหม่จึงนำประสบการณ์จริงของเกษตรกรที่ถือว่าเป็นเซียนมะม่วงคนหนึ่งของ จ.พิจิตร ที่สามารถทำให้มะม่วงออกดอกติดผลดกทุกๆปี แม้จะมีพื้นที่ขนาดใหญ่ก็ตาม โดยเคล็ดลับและวิธีการดังกล่าวอาจจะนำไปใช้เป็นแนวทางให้เหมาะสมกับพื้นที่ปลูกมะม่วงของแต่ละท่าน การออกดอกของมะม่วง ที่พบส่วนมากในสวนของเกษตรกร มีการออกดอกใน 3 รูปแบบ คือ 1. ออกดอกพร้อมกันทั้งต้น 2. ออกดอกครั้งละ ครึ่งต้น 3. ทยอยออกดอกหลายรุ่น การดูแลช่อดอกนั้นจะต่างกันไปขึ้นอยู่กับรูปแบบของการออกดอก ต้นมะม่วงที่มีออกพร้อมกัน ทั้งต้นจะดูแลง่ายกว่ามะม่วงที่ทยอยออกดอก เพราะมีช่วงระยะเวลาในการดูแลดอกสั้น ถ้าต้นที่ทยอยออกดอก จะต้องดูแลนานกว่า จะติดผลหมดทุกรุ่น ดังนั้นเกษตรกรมืออาชีพส่วนใหญ่จะนิยมทำให้มะม่วงออกดอกพร้อมกัน เพื่อความสะดวกในการจัดการ และประหยัดต้นทุน การทำให้มะม่วงออกดอกพร้อมกัน ถ้าถามว่า “ จะทำอย่างไรให้มะม่วงออกดอกพร้อมกัน? ” เกษตรกรมืออาชีพหรือที่เรียกกันว่า “เซียน” จะตอบเหมือนกั
หลังว่างเว้นการจัดงานเจียไต๋แฟร์มานาน 6 ปี ในปีนี้ บริษัท เจียไต๋ จำกัด ผู้นำธุรกิจนวัตกรรมการเกษตรของไทย ได้จัดเทศกาลงานเกษตร “เจียไต๋ แฟร์ 2025” อย่างยิ่งใหญ่ ภายใต้แนวคิด “สมาร์ทฟาร์ม สมาร์ทไลฟ์ เกษตรยุคใหม่สู่ความยั่งยืน” ระหว่างวันที่ 15-19 มกราคม 2568 เวลา 08:00-17:00 น. ณ เจียไต๋ ตำบลวังด้ง อำเภอเมือง จังหวัดกาญจนบุรี งาน เจียไต๋ แฟร์ 2025 ในครั้งนี้ ได้เปิดพื้นที่เจียไต๋ กาญจนบุรี เนรมิตฟาร์มสู่พื้นที่ถ่ายทอดแนวทางการเกษตรยุคใหม่ เต็มอิ่มด้วยโซนจัดแสดงทั้ง 8 โซน นำขบวนทัพสายพันธุ์พืชคุณภาพกว่า 600 สายพันธุ์ รวมถึงสินค้านวัตกรรมการเกษตร บริการ และโซลูชันเจียไต๋ มาจัดแสดงแบบจัดเต็ม เพื่อเปิดประสบการณ์ให้ทุกท่านร่วมก้าวสู่วิถีของเกษตรอัจฉริยะ เพื่อตอกย้ำความสำคัญของอาชีพเกษตรกรรมของไทย และจุดประกายให้คนรุ่นใหม่เข้าใกล้อาชีพการเกษตรที่อยู่เบื้องหลังความมั่นคงทางอาหารไปพร้อมๆ กัน “การเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ (The Climate and Ecological Crisis)” ส่งผลกระทบต่อการเพาะปลูก คุณภาพและปริมาณผลผลิต เพื่อรับมือกับสภาพวิกฤตจากอากาศแปรปรวน เจียไต๋จึงเดินหน้าวิจัย พัฒนาสายพันธุ์พืชใหม่คุ
วันนี้เทคโนโลยีชาวบ้าน บอกหมดเปลือก เคล็ดไม่ลับ “สูตรน้ำหมักสมุนไพรกำจัดเพลี้ยชนิดต่างๆ” เพลี้ยแป้ง หรือเพลี้ยชนิดต่างๆ เป็นศัตรูพืชชนิดหนึ่ง จะอยู่ในดินตามบริเวณรากพืช แล้วขับถ่ายออกมามีลักษณะเหมือนน้ำหวาน มดจึงเข้าไปกิน หลังจากนั้นมดจะคาบเพลี้ยแป้งไปไว้ตามยอดไม้ หรือยอดอ่อนของใบ ตามต้น หรือดอกไม้ ชอบดูดกินน้ำหวานจนต้นไม้ขาดสารอาหาร และทำให้การเจริญเติบโตของต้นต้องหยุดชะงัก อีกทั้งยังสามารถแพร่กระจายได้รวดเร็ว จึงต้องป้องกันการระบาดให้ดี เพื่อไม่ให้พืชผลได้รับผลกระทบ ✨วิธีใช้ : ใช้น้ำหมักจำนวน 10-20 ซีซีต่อน้ำ 20 ลิตร ถ้าเห็นว่าเพลี้ยตายหมดไม่มีเกาะตามใบ หรือต้นพืชแล้ว ก็ไม่จำเป็นที่จะต้องฉีดซ้ำ จะฉีดน้ำหมักก็ต่อเมื่อมีเพลี้ยมาเกาะกินน้ำเลี้ยงพืชเท่านั้น อาจจะฉีดติดต่อกันประมาณ 3 วันเพื่อเป็นการป้องกัน 📌ข้อแนะนำ : ถ้าพบเพลี้ยแป้งเป็นจำนวนน้อยเกาะอยู่ตามใบ หรือส่วนที่ตัดทิ้งได้ ให้ตัดทิ้งไปก่อน 💡ประโยชน์ : เพลี้ยแป้ง เพลี้ยไฟจะตาย ถ้าต้องการให้ตายมาก ให้เอาข่าแก่ๆ ทุบให้แตก ตะไคร้หอมตัดให้ยาวประมาณ 4-5 นิ้ว ทุบให้แตก พริกขี้หนูแก่ โขลกให้ละเอียด อย่างละ 1กิโลกรัม ผสมหมักลงไปอีกเพิ่มน
“ไผ่เป๊าะหวาน” ลำต้นไม่ตรง เป็นไผ่เปลือกบาง มีเส้นผ่านศูนย์กลางลำ 6 นิ้ว สูง 8-10 เมตร ปล้องยาวโดยประมาณ 12 นิ้ว เนื้อไม้บาง ลักษณะใบมีสีเขียวเล็กคล้ายหอก ก้านมีสีเหลือง มักพบกระจายพันธุ์ตามชายแดนไทย-พม่า แถบจังหวัดแม่ฮ่องสอน และจังหวัดตากมีบ้างเป็นบางพื้นที่ เป็นต้นกล้าที่มาจากเมล็ด จึงไม่ต้องห่วงเรื่องไผ่จะแก่และตายขุย อยู่ได้ไม่ต่ำกว่า 70-80 ปี หน่อมีขนาดใหญ่เต็มที่ 2.5-3 กิโลกรัม รสชาติหวาน กรอบ ไม่มีเสี้ยน เนื้อเยอะ นิยมนำมาต้มจืด ผัดหน่อไม้ใส่หมู และใส่ในกระเพาะปลา อร่อยอย่าบอกใคร คุณเฉลิม ยานะวงษ์ เกษตรกรผู้ปลูกไผ่ เจ้าของไร่ ยานะวงษ์ ตั้งอยู่ บ้านเลขที่ 336 หมู่ที่ 9ตำบลพะวอ อำเภอแม่สอด จังหวัดตาก คุณเฉลิม ได้เริ่มปลูกไผ่มาแล้วกว่า 7 ปี มีอาชีพเดิมคือ ทำไร่ข้าวโพด แต่เนื่องจากประสบปัญหาภัยแล้งที่นับวันยิ่งจะทวีความรุนแรงมากขึ้น บวกกับราคาข้าวโพดไม่ดี คนปลูกเยอะ แรงงานหายาก ไม่คุ้มค่ากับการลงทุน คุณเฉลิมจึงเริ่มหันมาปลูกไผ่เป๊าะ โดยให้เหตุผลที่เลือกปลูกไผ่เป๊าะว่า ไผ่เป๊าะมีราคาดี ราคาซื้อขายกันในสวนกิโลกรัมละ 40 บาท ถ้าขยันหน่อยก็นำไปวางขายตามริมถนนแม่สอด ก็จะได้ราคาถึงกิโลกรัม
“จำปาดะ” ถือเป็นไม้ผลพันธุ์พื้นเมืองทางภาคใต้ของประเทศไทย นิยมนำผลสุกมาประกอบอาหารหวานและแปรรูป พบปลูกมากที่สุดในจังหวัดสตูล พื้นที่ปลูกรวม 1,685 ไร่ เนื้อที่ให้ผล 1,175 ไร่ ซึ่งจำปาดะเป็นพืชเศรษฐกิจสำคัญอีกชนิดหนึ่งที่สร้างรายได้ให้กับเกษตรกรชาวจังหวัดสตูล และเป็นสินค้าอัตลักษณ์ประจำถิ่น ประกอบกับเป็นไม้ผลที่มีเอกลักษณ์โดดเด่นกว่าที่อื่น จึงได้รับการขึ้นทะเบียนสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (Geographical Indications: GI) เมื่อวันที่ 3 พฤษภาคม 2562 สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรที่ 9 สงขลา (สศท.9) สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) ได้ติดตามสถานการณ์การผลิตจำปาดะในจังหวัดสตูล พบว่า แหล่งผลผลิตสำคัญอยู่ที่อำเภอควนโดน เกษตรกรในพื้นที่นิยมปลูกจำปาดะพันธุ์ขวัญสตูล เนื่องจากเป็นพันธุ์ทางการค้า ผู้บริโภคนิยม มีลักษณะเด่น คือ เนื้อสีเหลืองออกสีส้ม ยุม (เนื้อผล) ใหญ่ เนื้อหนา ไม่เละ กลิ่นไม่จัด และรสชาติไม่หวานมาก หากปลูกโดยการเพาะเมล็ดจะใช้เวลา 5-6 ปีถึงให้ผลผลิต แต่ถ้าปลูกโดยการเสียบยอด/ติดตา/ทาบกิ่ง จะใช้เวลา 3-4 ปี ถึงให้ผลผลิต เกษตรกรปลูกช่วงเดือนพฤษภาคม-มิถุนายน เนื่องจากเป็นช่วงฤดูฝน สภาพอากาศเหมาะสม
บัตเตอร์นัท เป็นผลไม้กลุ่มสควอช (Cucurbita moschata) รูปทรงคล้ายน้ำเต้า เป็นฟักทองเทศที่เติบโตเป็นเถา รสชาติหวาน มัน มีสีเหลืองอ่อนและส้ม โดยที่แกนเมล็ดอยู่ด้านล่างของผล เมื่อผ่าออกมาแล้ว จะค่อยๆ เปลี่ยนเป็นสีส้มเข้มขึ้นและจะมีรสหวานขึ้น คุณทาริกา วงค์น้อย (พี่นิ) เริ่มแรกที่คิดจะปลูกฟักทองบัตเตอร์นัทเป็นพืชเสริม เพราะไปเห็นที่อื่นเขาปลูก และเห็นว่ารูปทรงแปลกๆ น่ารักดี ตอนนั้นก็ยังไม่รู้รสชาติว่าเป็นยังไง จึงคิดแค่นำมาปลูกไว้ประดับสวนให้สวยงาม ฟักทองบัตเตอร์นัท เป็นพืชสร้างรายได้หลักเข้ามาในขณะนี้ เพราะสามารถปลูกได้ทุกฤดู แต่ถ้าเป็นช่วงหน้าฝนจะติดดอกน้อย หน้าร้อนจะติดดอกได้ดีและมีลูกดกกว่า ถ้าเป็นหน้าหนาวระยะเก็บเกี่ยวจะนานกว่าหน้าร้อนไปสักหน่อย แต่ก็สามารถปลูกได้ทุกฤดู ขั้นตอนการปลูกไม่ยุ่งยาก เริ่มจากการปรับปรุงดิน ใช้ปุ๋ยอินทรีย์ มีการตากดินกวนดินตีดินเหมือนการปลูกพืชทั่วๆ ไป แต่ที่สวนพี่นิเป็นการทำแบบประณีต ทำเป็นแปลงเล็ก ใช้รถพรวนเล็กๆ และมีการใช้ปุ๋ยหมัก…ปุ๋ยหมักจะทำเอง โดยการนำเศษวัชพืช แกลบดิบ และวัสดุที่หาได้ในท้องถิ่นมาหมักทิ้งไว้ จะทำไว้ใช้เองข้ามปี เอามาผสมในดินที่จะใช้เตรี
หลายท่านคงเคยตั้งคำถาม และอยากรู้จัก ว่าพืชผักชนิดนี้มีดีอย่างไร? หลายคนยังไม่รู้จัก ก็อยากจะบอกว่า คนไทยเราเขารู้จักกันมานาน ถึงแม้ว่าจะมีคนบอกกล่าวว่าไม่ใช่พืชพื้นถิ่นของไทยก็ตามที แต่คนไทยเราเขาชอบมากๆ เป็นคนไทยนิยมกินอะไรที่เผ็ดร้อนอยู่แล้ว ผักชนิดนี้นิยมนำมาปรุงแต่งกลิ่นรสอาหาร โดยเฉพาะอาหารที่ต้องการดับกลิ่นคาว กลิ่นสาบของเนื้อสัตว์บางชนิด ที่ลำพังข่า ตะไคร้ เอาไม่อยู่ “กะเพราควาย” ชื่อดูดุดัน เรียกกันแถบภาคกลางเป็นส่วนใหญ่ ในถิ่นภาคเหนือ เรียก “จันทน์จ้อ” และชื่ออย่างเป็นทางการคือ “ยี่หร่า” กะเพราควาย มีชื่อสามัญว่า Shrubby Basil ชื่อวิทยาศาสตร์ Ocimmum gratissimum อยู่ในวงศ์กะเพรา LAMIACEAE เป็นพืชล้มลุก ประเภทพุ่ม อายุยืนกว่าปี ชอบขึ้นที่ดินสมบูรณ์ มีอินทรียวัตถุมาก น้ำดีพอสมควร แต่ก็ขึ้นได้ดีกับดินทุกชนิดเหมือนกัน ต้องการแสงแดดมากพอสมควร เนื่องจากเป็นพืชที่มีใบดก ใบใหญ่ แต่กิ่งก้านเล็ก กรอบ หักง่าย จึงไม่ทนทานต่อสภาพลมแรง ขยายพันธุ์ด้วยเมล็ด งอกงาม เจริญเติบโตเร็ว สามารถใช้ใบประกอบอาหาร และทุกส่วนใช้ประโยชน์เป็นยา ได้ตั้งแต่ต้นเล็กๆ อายุเดือนเศษๆ กลิ่นที่ไม่มีใครเหมือน ใช้เป็
ในแต่ละบ้านก็จะมีสวนหรือต้นไม้ที่ปลูกเพื่อสร้างร่มเงา จะช่วยเพิ่มความสวยและน่าอยู่ให้กับบ้านได้มากทีเดียว ให้บรรยากาศดูธรรมชาติ นั่งจิบกาแฟยามเช้า เป็นแหล่งพักผ่อนหย่อนใจนอกบ้าน บางคนการจัดสวนอาจกลายเป็นงานอดิเรกอย่างหนึ่งไปแล้ว วันนี้เทคโนโลยีชาวบ้านจะพามารู้จักวิธีการ “เนรมิตรสวนสวยแบบง่ายๆ ด้วย 6 เครื่องมือการเกษตร ใช้งานง่าย ราคาไม่แพง” เพื่อความสะดวกสบายและไม่สิ้นเปลืองจ้างคนมาดูแล ทำได้ด้วยตัวเอง อุปกรณ์และเครื่องมือในการทำสวนแต่ละชนิด มีการใช้งานที่แตกต่างกัน ดังนั้น ก่อนการทำสวนควรเตรียมอุปกรณ์และเครื่องมือให้ตรงกับจุดประสงค์และการใช้งานด้วย การเลือกซื้ออุปกรณ์นั้นไม่ควรเลือกซื้อของราคาถูกเพียงอย่างเดียว เพราะของราคาถูกอาจจะใช้งานได้ดีแค่ในช่วงแรกๆ ควรพิจารณาเครื่องมือที่มีราคาเหมาะสมกับคุณภาพมากกว่า จะทำให้ใช้งานได้ยาวๆ ไม่เสียเงินซ้ำซ้อน ถ้าต้องการให้สวนสวย ก็ต้องหมั่นดูแล เอาใจใส่ ซึ่งสามารถลงมือทำด้วยตัวเองได้ง่ายๆ เป็นแหล่งพักผ่อนหย่อนใจที่ให้ความร่มรื่น ร่มเย็นให้กับคนในครอบครัวได้อีกด้วย 1.ถุงมือทำสวน ผิวหนังของมนุษย์ค่อนข้างบอบบาง การบาดธรรมดาทำให้เลือดไหลออกมา และจุลิน
