พืชทำเงิน
กขจ1 (วังทอง 72) เป็นข้าวญี่ปุ่น พันธุ์ใหม่ หรือจาปอนิกาไม่ไวต่อช่วงแสง อายุเก็บเกี่ยว 98-113 วัน (นาปี) และ 105-123 วัน (นาปรัง) เมื่อปลูกโดยวิธีปักดำให้ผลผลิต 953 กิโลกรัมต่อไร่ ต้านทานต่อโรคไหม้ ประวัติพันธุ์ ได้จากการผสมเดี่ยวระหว่างสายพันธุ์ข้าว PSL95037-25-1-2-PAN-1 กับพันธุ์ Shubu ฤดูนาปี 2555 ที่ศูนย์วิจัยเชียงราย ฤดูนาปี 2556-2557 ปลูกคัดเลือกแบบสืบตระกูลที่ศูนย์วิจัยข้าวพิษณุโลก จนได้สายพันธุ์ที่คงตัวทางพันธุกรรม ลักษณะประจำพันธุ์ – ข้าวเจ้าจาปอนิกาไม่ไวต่อช่วงแสง – อายุการเก็บเกี่ยว 98-113 วัน (ฤดูนาปี) และ 105-123 วัน (ฤดูนาปรัง) เมื่อปลูกโดยวิธีปักดำ – ลักษณะทรงกอตั้ง สูงประมาณ 93 เซนติเมตร ลำต้นค่อนข้างแข็ง ใบสีเขียวเข้ม – เมล็ดร่วงยาก ข้าวเปลือกสีฟาง มีหาง – ปริมาณอะมิโลสต่ำ (17.31 เปอร์เซ็นต์) – ข้าวเมื่อหุงสุก มีลักษณะนุ่มเหนียว สีขาวนวล เลื่อมมันเล็กน้อย ลักษณะเด่น – ศักยภาพการให้ผลผลิต 953 กิโลกรัมต่อไร่ – ต้านทานต่อโรคไหม้ได้ดีกว่าพันธุ์ ก.วก.1 และ ก.วก.2 – มีคุณภาพเมล็ดทางกายภาพดี ท้องไข่น้อยกว่าพันธุ์ ก.วก.1 แล
นายรพีภัทร์ จันทรศรีวงศ์ อธิบดีกรมวิชาการเกษตร เปิดเผยว่า ศูนย์วิจัยพืชไร่อุบลราชธานี กรมวิชาการเกษตร ได้ดำเนินงานวิจัยงาทั้งด้านเทคโนโลยีการปลูก การผลิตงา และการแปรรูป มีองค์ความรู้และเทคโนโลยีการปลูกงาในสภาพไร่และนา ทั้งในระบบอินทรีย์ เกษตรดีที่เหมาะสม (GAP) และเทคโนโลยีการผลิตเมล็ดพันธุ์ วิทยาการหลังการเก็บเกี่ยว และการแปรรูปงาเพิ่มเพื่อมูลค่าให้แก่งา พร้อมที่จะถ่ายทอดให้แก่กลุ่มเกษตรกรที่สนใจ โดยเฉพาะ “งาดำพันธุ์อุบลราชธานี 3” ซึ่งลักษณะเด่นให้ผลผลิตเฉลี่ย 135 กิโลกรัมต่อไร่ เมล็ดโต มีสารต้านอนุมูลอิสระสูง 12,813 มิลลิกรัมต่อกิโลกรัม แคลเซียมสูง 0.73% และมีอายุเก็บเกี่ยว 80-85 วัน ที่ผ่านมาเกษตรกรมีความพึงพอใจกับผลผลิต “งาดำพันธุ์อุบลราชธานี 3” สามารถปลูกเป็นพืชหลังนา ทดแทนการปลูกข้าวนาปรัง มีรายได้เสริมจากการจำหน่ายผลผลิตงาดำพันธุ์อุบลราชธานี 3 รวมทั้งผู้ประกอบการมีความพึงพอใจกับผลผลิตงาอินทรีย์แต่ยังมีปัญหาปริมาณผลผลิตยังไม่เพียงพอต่อความต้องการของตลาด การเพิ่มพื้นที่ของการปลูกงาดำพันธุ์อุบลราชธานี 3 จึงมีความจำเป็น ซึ่งเกษตรกรรายใหม่มีความสนใจและอยากเรียนรู้การปลูกงาดำพันธุ์อุบล
จังหวัดอุบลราชธานี ถือเป็นจังหวัดที่มีการทำนาเป็นอันดับ 1 ของภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนล่าง ในพื้นที่จังหวัดอุบลราชธานีมีความเหมาะสมในการปลูกข้าวหอมมะลิ โดยธรรมชาติที่ให้ผลผลิตข้าวหอมมะลิ ที่มีความหอมและนุ่มกว่าข้าวหอมมะลิที่ปลูกในพื้นที่จังหวัดอื่นของภาคอีสาน ที่มาของ “ข้าวแสงแรก” เป็นข้าวเหนียวพื้นเมืองสีแดง ที่ชาวบ้านในจังหวัดปลูกกันมานาน แต่ก่อนไม่ค่อยนิยมปลูก เนื่องจากไม่มีคนรับซื้อ ทำให้ยังไม่มีงานวิจัยรองรับ ส่วนใหญ่ชาวนามักจะปลูกรวมกับข้าวนาปีไว้รับประทานกันในครอบครัว เพราะเป็นข้าวที่ให้ผลผลิตน้อยแค่ไร่ละ 400-500 กิโลกรัม จึงไม่นิยมปลูกกันมากนัก ความพิเศษคือเมื่อนำไปหุงจะมีกลิ่นหอมคล้ายวานิลลา ต่อมาได้มีการรวบรวมสายพันธุ์ เพื่อนำมาวิเคราะห์ในระดับห้องปฏิบัติการจากแล็บเอกชน เพื่อหาคุณค่าทางโภชนาการ และได้ตั้งชื่อข้าวเหนียวแดงใหม่ เป็น “ข้าวแสงแรก” เนื่องจากปลูกในพื้นที่ตั้งอยู่เส้นแวง 105 องศาตะวันออก ถือเป็นจังหวัดแรกของไทยที่เห็นดวงอาทิตย์ขึ้น โดยมีคุณลักษณะแตกต่างจากข้าวหอมมะลิจังหวัดอื่นๆ คือ ข้าวมีเมล็ดเรียวยาว เนื้อข้าวมีความเหนียวนุ่มจากยางข้าวเหนียวปนเล็กน้อย มีกลิ่นหอมเป็
ก่อนหน้านี้เทคโนโลยีชาวบ้าน ได้เผยแพร่เรื่องราวจุดกำเนิดข้าวไทยไปแล้ว ครั้งนี้จึงอยากจะนำเรื่องของจุดกำเนิดพิธีกรรมและความเชื่อเกี่ยวกับข้าว ให้ทุกท่านได้อ่านและเข้าถึงศิลปะและวัฒนธรรมข้าวกันมากขึ้น โดยอ้างอิงข้อมูลมาจากมูลนิธิข้าวไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ จุดกำเนิดพิธีกรรมและความเชื่อเกี่ยวกับข้าว ถ้าจะพูดถึงพิธีกรรมที่เกี่ยวกับข้าวในสังคมไทย อาจพูดได้ว่าหมายถึงพิธีกรรมเกือบทั้งหมดในสังคมไทยทีเดียว เพราะพิธีกรรมที่มีความหมายและมีความสำคัญต่อชีวิตของคนไทย ซึ่งส่วนใหญ่เป็นชาวไร่ชาวนานั้น ที่สำคัญที่สุดก็คือ พิธีกรรมที่เกี่ยวกับการทำมาหากิน และการทำมาหากินของคนไทยในสังคมไทยนั้น ตั้งแต่อดีตก็คือการทำเกษตรกรรม การเพาะปลูก ซึ่งก็ไม่พ้นการทำไร่ทำนานั่นเอง จุดมุ่งหมาย ความหมาย และความสำคัญของพิธีกรรมที่เกี่ยวกับการเพาะปลูกหรือที่เกี่ยวกับข้าวก็คือ เพื่อความอุดมสมบูรณ์ ดังนั้น พิธีกรรมทั้งหมดหรือจุดประสงค์หลักของพิธีกรรมที่เกี่ยวกับข้าวเกี่ยวพันกับการแก้ไขปัญหาของชาวบ้าน ที่สะท้อนให้เห็นถึงภูมิปัญญาของชาวบ้านในการเผชิญกับปัญหาเรื่องปากเรื่องท้อง เรื่องความอยู่รอดของชาวบ้านนั่นเอง พิธีกรรมดั้งเดิม
“ข้าว” เป็นพืชอาหารที่สำคัญชนิดหนึ่งของโลก โดยเฉพาะประเทศในภูมิภาคเอเชียที่บริโภคข้าวเป็นอาหารประจำวันมากกว่าในภูมิภาคอื่นๆ ของโลก “แต่ทำไมนะ” ประชากรในภูมิภาคเอเชียรวมถึงประเทศไทย ที่เป็นแหล่งกำเนิดพันธุ์ข้าวกว่า 20,000 ชนิด แต่กลับรู้จักและได้บริโภคข้าวจริงๆ ไม่เกิน 10 สายพันธุ์ เทคโนโลยีชาวบ้าน พาทุกท่านไปย้อนเรื่องราวจุดกำเนิดและประวัติข้าวไทย ทั้งในเรื่องของศิลปะและวัฒนธรรมข้าว ชนิดของข้าว และการบริโภคข้าวของคนไทยในอดีตถึงปัจจุบัน โดยอิงข้อมูลจากมูลนิธิข้าวไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ จุดกำเนิดและประวัติข้าวไทย รู้หรือไม่ว่าพันธุ์ข้าวที่มนุษย์เพาะปลูกในปัจจุบันพัฒนามาจากข้าวป่าในตระกูล Oryza gramineae สันนิษฐานว่า พืชสกุล Oryza มีถิ่นกำเนิดในเขตร้อนชื้นของทวีป Gondwanaland ก่อนผืนดินจะเคลื่อนตัวและเคลื่อนออกจากกันเป็นทวีปต่างๆ เมื่อ 230-600 ล้านปีมาแล้ว จากนั้นกระจายจากเขตร้อนชื้นของแอฟริกา เอเชียใต้ เอเชียตะวันออกเฉียงเหนือ ออสเตรเลีย อเมริกากลางและใต้ ข้าวสามารถเจริญเติบโตได้ตั้งแต่ความสูงระดับน้ำทะเลถึง 2,500 เมตรหรือมากกว่า ทั้งในเขตร้อนและเขตอบอุ่น ทั้งในที่ราบลุ่มจนถึงที่สูง ครอบ
สองสามี – ภรรยา ที่ชอบค้าขายและความท้าทาย เงินเดือนรวมกันเฉียดแสน ตัดสินใจโบกมือลาชีวิตมนุษย์เงินเดือนในเมืองกรุง ออกเดินทางตามความฝัน ด้วยการปักหมุดสร้างสวนไผ่แห่งความสุข 9 ไร่ ที่จังหวัดอุดรธานี เก็บหน่อไม้ขายวันละ 30 กิโลกรัม ขายกิ่งพันธุ์ร่วมด้วย รายได้เดือนละ 75,000 บาท ชีวิตแฮปปี้ ได้อยู่กับลูกชาย 2 คน ได้สูดอากาศบริสุทธิ์ แถมได้กินหลากเมนูอร่อยๆ ทำจากหน่อไม้ตลอดทั้งปี คุณเพ็ญศิริ ลลิตวิภาส หรือคุณโบว์ ภรรยาคุณสมเจตน์ หรือคุณสิงห์ สองสามีภรรยาเจ้าของสวนไผ่ ณ บ้านทุ่ง ที่จังหวัดอุดรธานี เล่าว่า ฝ่ายสามีเคยทำงานด้านคอมพิวเตอร์ 14 ปี รับหน้าที่เป็นอาจารย์สอนระบบเซิร์ฟเวอร์ ณ บริษัทเอกชนแห่งหนึ่ง เงินเดือนราว 60,000 บาท ส่วนตัวเองจบบัญชี จากโรงเรียนเทคนิคกรุงเทพพณิชยการ ทำธุรกิจส่วนตัว ขายงานศิลปะตุ๊กตาปูนปลาสเตอร์ระบายสี และกระเป๋าผ้าลดโลกร้อน รวมรายได้ 2 คนต่อเดือนก็เกือบ 1แสนบาท อย่างไรก็ตามแม้รายได้จะดี แต่ภรรยาในวัย 37 ปี บอกว่า ไม่ได้ชื่นชอบวิถีชีวิตในกรุงเทพฯ ตรงกันข้ามวางแผนบั้นปลายชีวิตไว้ว่า อยากมีครอบครัวที่อบอุ่น อยากเลี้ยงลูกเอง และที่สำคัญอยากประกอบอาชีพอิสระ นี่คือแรงบ
ออเดอร์เข้ารัวๆ ยายวัย 72 สู้ภัยแล้ง เลี้ยง ตั๊กแตนปาทังก้าขาย รายได้ดีแบบเป็นตัวกิโลกรัมละ 250 บาท ส่วนไข่กิโลละ1 หมื่นบาท มีเท่าไหร่ก็ไม่พอขาย คุณยายวงเดือน ไชยสูงเนิน อายุ 72 ปี ชาวบ้าน บ้านทองหลาง ตำบลในเมือง อำเภอพิมาย จังหวัดนครราชสีมา สู้วิกฤติภัยแล้ง หันมาเลี้ยงตั๊กแตนปาทังก้าขายสร้างรายได้ โดยเริ่มจากซื้อไข่ตั๊กแตนมา 1 ขีดหรือ 100 กรัม นำมาเพาะขายได้ 500 ตัว จากนั้นให้ตั๊กแตนเพาะผสมพันธุ์กันเอง จนได้ไข่รุ่นใหม่ แล้วนำมาขยายพันธุ์ต่อ ซึ่งได้ผลดี จึงเริ่มเพาะขายเอง ซึ่งขั้นตอนของการเลี้ยงตั๊กแตน เริ่มจากการเตรียมสถานที่เลี้ยงต้องเป็นระบบปิด ใช้มุ้งตาข่ายเขียวขนาดเล็กมาเย็บต่อกัน ให้เป็นโรงเรือนเพาะเลี้ยงรูปทรงสี่เหลี่ยม กว้าง 3 เมตร ยาว 4 เมตร จากนั้น นำไข่ตั๊กแตนมาเพาะเลี้ยง เมื่อตั๊กแตนฟักออกจากไข่ ก็เริ่มให้อาหารด้วยใบกล้วยหรือหญ้า ฉีดพรมน้ำเช้า-เย็น รอให้ตั๊กแตนมีอายุ 45 วัน ก็จะเริ่มผสมพันธุ์กันเอง และออกไข่ในกระบะทราย แล้วทยอยเขี่ยเอาไข่ตั๊กแตนเก็บไว้ โดยเว้นระยะห่าง 2 วัน จึงค่อยเก็บใหม่ เมื่อตั๊กแตนอายุได้ 60 วัน ก็จะเริ่มทยอยจับตัวส่งขายได้ ซึ่งมีออร์เดอร์สั่งซื้อตั๊กแต
ที่บ้านบูโล๊ะ หมู่ที่ 4 ตำบลท่าแพ อำเภอท่าแพ จังหวัดสตูล บนพื้นที่ 16 ไร่ กลางสวนยางพาราต้นใหญ่ที่ล้อมรอบ เกษตรกรรุ่นใหม่ยังสมาร์ทประจำอำเภอท่าแพ ได้ลงมือปลูกแตงโมพันธุ์ตอปิโดแซมสวนยางกล้าอ่อน โดยขณะนี้ได้ให้ผลผลิตขนาดใหญ่พร้อมเก็บเกี่ยว หลังลงมือปลูกเพียง 65 วัน ก็สามารถเก็บเกี่ยวผลผลิตได้แล้ว การปลูกแตงโมบนพื้นที่ขนาดใหญ่ ด้วยการใช้ระบบการปลูกโดยใช้พลาสติกคลุมดิน ให้น้ำ ปุ๋ย ผ่านระบบน้ำใต้ผ้ายางพลาสติก เป็นชุดความรู้ที่ น้องด๊ะ หรือ นางสาววิลาวรรณ เปรมใจ อายุ 26 ปี บุตรสาวคนที่ 3 ของ นายก อบต.ท่าเรือ ที่หลงใหลในอาชีพเกษตร จบปริญญาตรี มหาวิทยาลัยแม่โจ้ วิชาเอกพืชผัก ได้เรียนรู้และศึกษาจนนำมาซึ่งการลงมือทำ น้องด๊ะ อายุ 26 ปี เกษตรกรรุ่นใหม่ หรือยังสมาร์ทฟาร์มอำเภอท่าแพ หลังจบการศึกษาจากแม่โจ้กลับบ้าน ลงมือทำการเกษตรทันทีที่โค่นยางพาราแก่ เพื่อปลูกแตงโมบนพื้นที่ 16 ไร่แซมต้นยางพาราที่ปลูกใหม่ เพื่อใช้พื้นที่ให้เกิดประโยชน์สูงสุด จากที่เกษตรกรหลายคนไม่กล้าปลูกเพราะกลัวปัญหานานาและในอำเภอท่าแพนับเป็นเจ้าแรกที่ปลูกแตงโมแปลงใหญ่สุด ด้วยเกษตรกรรุ่นใหม่จนประสบความสำเร็จ น้องด๊ะ ยังสมาร์ทฟาร์ม
แปลงเกษตรของเด็กนักเรียนในโรงเรียนรวมไทยพัฒนา 3 ตำบลรวมไทยพัฒนา อำเภอพบพระ จังหวัดตาก มีไอเดียทำบวบงูให้ตรงสวย ขายได้ราคา ซึ่งปกติผลของบวบงูจะมีลักษณะยาว เรียว บิดโค้งไปมาตามความยาวของผล พบผลตรงน้อยมาก มีลายสีเขียวอ่อนหรือขาวพาดยาวเป็นแนวตั้ง แต่บางพันธุ์ก็จะเป็นสีเขียวอ่อนพาดลายขาว หรือเป็นสีขาวไม่เห็นลายก็มี ความยาวของผลบวบงูสามารถยาวได้ถึง 200 เซนติเมตร เลยทีเดียว สำหรับแปลงเกษตรของเด็กนักเรียนโรงเรียนรวมไทยพัฒนา 3 มีวิธีทำบวบงูให้ตรงสวยงาม ด้วยการเก็บก้อนหินภายในบริเวณโรงเรียน นำมาผูกห้อยไว้กับปลายผลของบวบงู ตั้งแต่ผลของบวบงูมีความยาว ประมาณ 5 เซนติเมตรขึ้นไป ซึ่งทำให้บวบงูมีรูปทรงของผลตรงสวยงาม เมื่อนำไปขายจะได้ราคาดีกว่าผลบวบงูที่บิดโค้งงอไปมา และวิธีนี้หากใครจะนำไปใช้ก็ไม่ขัดข้อง เผยแพร่ออนไลน์ล่าสุด เมื่อวันพุธที่ 28 กันยายน พ.ศ. 2559
ฟางข้าวที่อยู่ในนา สามารถนำมาเปลี่ยนให้เป็นปุ๋ย เพราะฟางข้าวมีธาตุฟอสฟอรัสสูงมาก เป็นประโยชน์ต่อดิน และโพแทสเซียม จะช่วยในการสร้างรวงและสร้างแป้งให้ข้าว ซึ่งสองแร่ธาตุนี้มีอยู่แล้วในฟางข้าว เกษตรกรจึงมีการใช้ฟางข้าวให้เกิดประโยชน์สูงสุด จึงจัดการเปลี่ยนให้เป็นปุ๋ยเสียเลย วิธีการนำฟางมาย่อยสลายสามารถทำได้หลากหลายวิธีดังนี้ 1. นำฟางมาหมักกลบกับดิน แล้วใช้จุลินทรีย์ย่อยสลายเข้าไป 2. การใส่จุลินทรีย์เข้าไปย่อยสลาย ใช้สาร พด.2 จากกรมพัฒนาที่ดิน หรือจะหมักเองจากจุลินทรีย์หน่อกล้วยก็ได้ เพราะในหน่อกล้วยมีกลุ่มจุลินทรีย์ที่โคนกล้วยอยู่แล้วเพราะมีความชื้น จุลินทรีย์ชอบเกาะกลุ่มอยู่ ก็นำมาขยายเชื้อ โดยการใช้กากน้ำตาลผสมกับหน่อกล้วยสับ แล้วก็หมักทิ้งไว้ 7 วัน หลังจากนั้นก็นำมาบีบให้เกิดหัวเชื้อ จะได้หัวเชื้อจุลินทรีย์หน่อกล้วย หลังจากนั้นก็นำไปใส่กับน้ำเปล่าแล้วเติมกากน้ำตาลลงไป คนทุกวัน ทิ้งไว้ประมาณ 5 วัน แล้วก็นำไปปล่อยในแปลงนา 3. เวลานำไปปล่อยในแปลงนา คนปล่อยไม่จำเป็นต้องเดินเข้าไปในนา เพราะเราต้องปล่อยน้ำเข้านาอยู่แล้ว ให้ใส่สายยางตั้งถังไว้ แล้วก็หยดลงไปเพียงแค่นั้น น้ำไปถึงไหนจุลินทรีย์ก็ว
