สานฝันจนประสบความสำเร็จ จากคำถามที่อยู่ในใจมานาน การทำผักส่งออกมันยากขนาดไหนกันเชียว วันนี้กำนันบัญชาได้พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่าไม่ยากอย่างที่คิด กว่าจะมาถึงทุกวันนี้ได้ก็ผ่านอะไรมาไม่น้อย แต่ต้องกล้าและเปิดใจ ทำให้ทุกวันนี้กำนันบัญชาสามารถส่งผักสวนครัวของไทยไปไกลระดับโลกได้สำเร็จ

คุณบัญชา พวงสวัสดิ์ หรือที่คนในชุมชนรู้จักกันในชื่อ “กำนันบัญชา” เริ่มต้นจากความข้องใจว่า “ผักสวนครัวที่ปลูกกันเองในบ้าน ทำไมถึงต้องขายผ่านพ่อค้าคนกลางในราคาต่ำเพียงกิโลกรัมละ 3-5 บาท” คำถามนี้กลายเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญ ที่ทำให้กำนันบัญชาลุกขึ้นมาคิดต่อยอดอย่างจริงจัง เขาเริ่มพัฒนาเกษตรบนพื้นที่ 10 ไร่ โดยเน้นปลูกพืชผักสวนครัวเกือบ 20 ชนิด และปรับรูปแบบการขายใหม่ หันมาเน้นการส่งออกไปยังตลาดยุโรป พร้อมระบบประกันราคา ที่ช่วยให้ไม่ต้องกังวลกับความผันผวนของตลาดอีกต่อไป
ทุกวันนี้เราได้ยินคำว่า ‘ไร่นาสวนผสม’, ‘เกษตรทฤษฎีใหม่’, หรือ ‘เศรษฐกิจพอเพียง’ กันบ่อยมาก แต่หลายคนก็ยังสงสัย ว่ามันต้องเริ่มยังไง ต้องทำแบบไหนกันแน่ กำนันบัญชา บอกว่า “สิ่งสำคัญคือ ต้องมองรอบตัวเราก่อน ว่าอะไรที่ ‘กินได้’ หรือ ‘ขายได้’ แล้วค่อยเอาตรงนั้นมาเป็นจุดเริ่มต้น ไม่ต้องไปวิ่งตามกระแสว่าอะไรแพงแล้วรีบปลูก เพราะถ้าเราปลูกตามคนอื่น แต่พื้นที่เราหรือความถนัดเราไม่เหมาะ มันไปไม่รอดหรอก”

กำนันบัญชา ยังย้ำอีกว่า ความรู้รอบตัว คือ กุญแจสำคัญ แต่ที่สำคัญพอๆ กันคือ การเข้าใจตลาด “เราต้องรู้ว่า สิ่งที่เราจะปลูกหรือจะทำ มันมีคนต้องการมากแค่ไหน ตลาดเขาต้องการจริงไหม หรือแค่ช่วงกระแส แล้วมันก็วูบไป ถ้าเราเลือกถูก มันก็กลายเป็นรายได้ที่ยั่งยืนให้เราได้”
“เราก็แค่เอาสิ่งที่มีอยู่แล้ว มาทำให้มันมีมูลค่าเพิ่มขึ้นเท่านั้นเอง” คุณบัญชาเล่าว่า ผักสวนครัวอย่างโหระพา กะเพรา ที่ปลูกกันอยู่ทั่วๆ ไป ชาวบ้านส่งขายผ่านพ่อค้าคนกลางไปยังตลาดใหญ่ๆ อย่างตลาดไทหรือสี่มุมเมือง ได้ราคากิโลละ 3–5 บาทเท่านั้นเอง ซึ่งมันก็อดคิดไม่ได้ว่า “จะทำยังไงให้ผักพวกนี้ขายได้ราคาดีกว่านี้?”
หลายคนพูดกันว่าการส่งออกผักไปต่างประเทศมันยาก ฟังแล้วดูเหมือนเป็นเรื่องไกลตัว แต่คุณบัญชากลับมองต่างออกไป เพราะในปี 2530 เขาเคยเป็นเยาวชนแลกเปลี่ยนไทย-แคนาดา และได้ใช้ชีวิตอยู่ที่นั่น เขาเริ่มสังเกตว่า บนชั้นวางสินค้าในแคนาดา มีของ “Made in Thailand” แค่ข้าวกับน้ำปลาเท่านั้น แต่ของพื้นบ้านอย่างกล้วย กลับมาจากไต้หวันแทน

“ของไทยเราก็มีตั้งเยอะ ทำไมถึงไม่เห็นในตลาดโลก?” นั่นคือคำถามที่ฝังใจเขามานาน จนกลายเป็นแรงผลักดันให้ลองทำดูเอง และพอได้เริ่มจริงๆ เขากลับพบว่าไม่ได้ยากอย่างที่ใครว่าไว้ “เขาก็มาสอนเลยนะ ว่าผักที่จะส่งออกแค่ต้องเด็ดใบเสีย ใบแหว่งออก ตัดแต่งให้สวย แล้วจัดเรียงให้เสมอกัน เท่านั้นเอง” ความยากมันอยู่ที่ ‘ความคิด’ มากกว่า ‘การลงมือทำ’ เสียอีก
“พอคนเห็นว่าผมปลูกแต่พืชผักพื้นบ้าน อย่างชะพลู เตย ชะอม โหระพา กะเพรา ก็มีคนสงสัยนะว่าทำไมไม่ปลูกอย่างอื่นบ้าง จริงๆ แล้ว พืชพวกนี้มันมีข้อดีของมันอยู่แล้วตามธรรมชาติ”
กำนันบัญชา เล่าว่า “พืชหลายชนิดปลูกครั้งเดียวก็อยู่ได้นาน ไม่ต้องปลูกซ้ำบ่อยๆ อย่างชะพลูกับเตย แค่ลงไว้ครั้งเดียวก็อยู่กับเราไปได้นาน ส่วนชะอมก็แตกยอดเรื่อยๆ ใช้กินใช้ขายได้ตลอด ส่วนโหระพากับกะเพรา ก็อยู่ได้นานถึง 8 เดือนถึง 1 ปี เลยทีเดียว
“พื้นที่ของผมมีอยู่ประมาณ 10 ไร่ รวมๆ แล้วปลูกอยู่เกือบ 20 ชนิด แต่ละอย่างต้องเลือกให้เหมาะกับพื้นที่ เช่น ถ้าเป็นคันนาสูงๆ ผมจะลงมันสำปะหลัง เอาไว้ ส่วนไม้ผลก็ปลูกไว้ทั่วๆ แปลง แล้วใช้พื้นที่โคนไม้ปลูกพวกผักล้มลุกหรือพืชเลื้อยอย่างชะพลู ให้เขาอยู่ด้วยกันแบบเกื้อหนุนกัน ค่อยๆ จัดสรรพื้นที่ให้เหมาะกับ ลักษณะของพืชแต่ละชนิด แบบนี้แหละที่ทำให้ทั้งสวนอยู่ได้แบบยั่งยืน”

สิ่งที่เรามองข้าม ตลาดโลกกลับมองหา
หลายคนที่ปลูกมะละกอ ส่วนใหญ่ก็ปลูกไว้เก็บกินลูก แต่รู้หรือไม่ว่า “ใบมะละกอ” ก็สามารถขายได้ กำนันบัญชา เล่าว่า “ตอนแรกที่มีออเดอร์เข้ามาก็ตกใจเหมือนกัน แปลก เขาซื้อได้ด้วยหรอ เอาไปทำอะไร แต่ก็ขายใครซื้อก็ขาย อย่างใบมะละกอ กิโลกรัมนึงก็อยู่ที่ 30 บาท จากเดิมที่ตัดทิ้งทุกวันนี้เก็บขายหมด”
“ถ้าถามว่าผลผลิตอะไรขายดีสุด ต้องบอกเลยว่า ผักบุ้งจีน โหระพา แล้วก็กะเพรา ถือว่าเป็นตัวท็อป รองลงมาก็มี ชะพลูกับเตย ที่ลูกค้าชอบกันเยอะ” แต่ที่น่าสนใจกว่านั้นคือ ตลาดต่างประเทศกลับมีความต้องการวัตถุดิบแบบบ้านๆ ที่หลายคนอาจนึกไม่ถึง
บางประเทศเขานิยม เม็ดขนุน ใบมะละกอ ยอดมะรุม ยอดมันสำปะหลัง ยอดมันเทศ ใบมะม่วง ใบฝรั่ง รวมๆ แล้วยอดสั่งซื้อผักพื้นบ้านต่อวันก็ไม่น้อย เฉลี่ยแล้วส่งออกกันวันละประมาณ 400-500 กิโลกรัม
ตอนนี้ก็มีส่งออกไปต่างประเทศ หลักๆ ที่จำได้ก็มี สวิตเซอร์แลนด์ เยอรมัน อังกฤษ สหรัฐอเมริกา ส่วนฝั่งเอเชียอย่าง ญี่ปุ่นกับตุรกี ก็มีออเดอร์เข้ามาเรื่อยๆจะเห็นได้ว่า ผักสวนครัวที่ดูธรรมดาในสายตาเรา กลับกลายเป็นวัตถุดิบสำคัญในสายตาของตลาดโลก

จากแปลงผักถึงรถห้องเย็น เบื้องหลังการส่งออกผักของ “กำนันบัญชา”
กำนันบัญชา เล่าว่า ผักที่ตัดจากแปลงมาใหม่ๆ บางทีก็ยังไม่สวย ต้องมานั่งคัดใบเสีย เด็ดใบเหลือง แล้วจับกำให้พอดี ตัดแต่งให้เท่ากัน เรียงยอดให้ดูเรียบร้อย อย่างผักบุ้ง พอเก็บจากแปลงมาทีแรกมันจะดูรกๆ หน่อย ก็ต้องรูดแต่งให้สะอาดเรียบร้อยก่อนถึงจะพร้อมส่ง
ขั้นตอนต่อมา เขาจะล้างผักด้วยน้ำประปาที่เปิดให้ไหลผ่านตลอด เพื่อให้สะอาดและปลอดภัย แล้วจึงนำไปจัดใส่ตะกร้าของแต่ละบริษัทตามออร์เดอร์ที่ได้รับมา รอให้รถห้องเย็นของแต่ละเจ้ามารับสินค้าไปส่งต่อ
หลายคนอาจสงสัยว่า “ทำไมไม่จัดการแพ็กเอง จะได้ขายได้ราคาสูงกว่านี้?” แต่กำนันบัญชาก็คิดมาแล้วว่า การตั้งโรงแพ็กเองต้องใช้ต้นทุนสูง ทั้งค่าก่อสร้าง ค่าห้องเย็น และแรงงานเพิ่มอีกหลายคน “ถ้าบวกลบกันดีๆ สมมุติว่าราคาเพิ่มขึ้นกิโลละ 10 บาท แต่ต้องจ้างคนเพิ่ม สร้างโรงเรือนอีก มันอาจไม่คุ้ม” เขาจึงเลือกใช้วิธีที่ทำให้ทุกอย่างจบเป็นตอนๆ ไป ไม่ต้องแบกรับต้นทุนเกินตัว แต่ก็ยังควบคุมคุณภาพได้ดีในแบบของตัวเอง

รวมพลังเกษตรกร สร้างรายได้มั่นคง ด้วย “กลุ่มปลูกผักพื้นบ้านปลอดภัยจากสารพิษ”
“ตอนแรกเราก็ตั้งกลุ่มนี้ขึ้นมา เพราะคิดว่า ถ้าทำคนเดียวมันไปไม่รอด” กำนันบัญชา เล่าย้อนถึงจุดเริ่มต้นของกลุ่มปลูกผักพื้นบ้านปลอดภัยจากสารพิษ ที่วันนี้เติบโตจนกลายเป็น “แปลงใหญ่พืชผักตำบลสิงหนาท”
เขาอธิบายว่า การรวมกลุ่มกัน ช่วยให้สามารถผลิตสินค้าได้ต่อเนื่องตลอดปี เพราะการเกษตรไม่ได้ราบรื่นเสมอไป ฤดูกาลเปลี่ยน โรคพืช แมลงศัตรูพืช ล้วนส่งผลต่อผลผลิต “ถ้าทำคนเดียว บางช่วงก็เจอปัญหาผลผลิตไม่ได้ตามเป้า” แต่เมื่อรวมกลุ่มกัน ใครถนัดปลูกก็ปลูก ใครถนัดขายก็ลุยตลาด ช่วยกันสร้างความแข็งแรงทั้งระบบ
อีกหนึ่งจุดแข็งของกลุ่มคือ การบริหารจัดการราคาที่โปร่งใสและเป็นธรรม “เรากำหนดราคาชัดเจนเลย เช่น ผักกิโลละ 30 บาท กลุ่มจะหักค่าบริหารจัดการ 5 บาท ลูกทีมก็จะได้ 25 บาทเต็มๆ เราประกาศให้เห็นเลยว่าใครได้เท่าไหร่ ไม่มีหมกเม็ด” ไม่เพียงเท่านั้น กลุ่มยังใช้ระบบ ประกันราคา เพื่อให้สมาชิกมีรายได้ที่มั่นคง ไม่ต้องลุ้นราคาขึ้นลงเหมือนที่ผ่านมา ข้อดีคือเรารู้เลยว่าเราจะได้เงินเท่าไหร่ ไม่ต้องลุ้นให้ราคาขึ้นสองวันแล้วลงไปสองเดือน ถ้าเราผลิตได้ตามที่ตกลงไว้ รายได้ก็จะสม่ำเสมอ

ปลูกผักให้ “ตรงใจตลาด” ไม่ใช่แค่ “โตไว” บทเรียนจากกำนันบัญชา
กำนันบัญชา เล่าถึงช่วงเริ่มต้นที่ได้เรียนรู้เรื่องมาตรฐานสินค้าเกษตร ว่าไม่ใช่แค่ปลูกให้ได้เยอะๆ หรือให้ดูใหญ่ๆ เท่านั้น คำว่าสวยของตลาดส่งออก ไม่ใช่ต้องใหญ่โตมโหฬาร แค่ไม่ช้ำ ไม่เน่า ดูสะอาด ก็ถือว่า ‘ผ่าน’ แล้ว แต่หัวใจจริงๆ ที่เปลี่ยนวิธีคิดของเขา คือแนวคิด ‘ตลาดนำการผลิต’ กำนันบัญชา เล่าว่า “เราต้องศึกษาว่าตลาดเขาต้องการอะไร แล้วผลิตให้ตรงนั้น ไม่ใช่ปลูกก่อนแล้วค่อยหาที่ขาย แบบนั้นมันไปไม่รอด”
วันนี้สวนของเขาทำงานร่วมกับบริษัทผู้ส่งออกหลายเจ้า ทั้งที่ส่งให้ร้านอาหาร ซูเปอร์มาร์เก็ต ไปจนถึงตลาดต่างประเทศ เพราะมี ใบรับรอง GAP (Good Agricultural Practice) ซึ่งเป็นมาตรฐานที่บริษัทเหล่านี้มองหา เขาจึงถูกติดต่อเข้ามาอย่างต่อเนื่อง
“พอเรามีใบ GAP ชื่อ เบอร์โทรฯ ที่อยู่ของเราจะอยู่ในระบบของกรมวิชาการเกษตร บริษัทก็จะเข้ามาดูว่าใครมีผักอะไรที่เขาต้องการ แล้วเขาก็โทรมาเองเลย” กำนันบัญชา กล่าว

ปัจจุบันสวนของกำนันบัญชาผลิตผักส่งออกได้ วันละ 300–400 กิโลกรัม แต่เขาก็ยังมีพื้นที่สำหรับออร์เดอร์เพิ่ม ถ้ามีผักคุณภาพอีก 300 กิโลกรัม เขาก็บอกว่า “ขายได้แน่นอน” แต่เขาย้ำชัดว่า “ผมไม่ใช่ตลาดไทนะครับ” ไม่ใช่พื้นที่ที่ใครจะเอาผักมากองขายได้ทุกเมื่อ
“บางคนคิดว่าเรารับหมดเท่าที่มี ไม่ใช่เลยครับ เราทำตามออร์เดอร์ วันนี้ลูกค้าสั่งอะไรมา เราต้องดูว่ามีตรงตามนั้นไหม เพราะออร์เดอร์แต่ละสัปดาห์ไม่เหมือนกัน” ด้วยเหตุนี้ เขาจึงวางแผนปลูกผัก หลากหลายชนิด ตลอดทั้งปี เพื่อให้ตอบโจทย์ความต้องการของตลาด และสร้างรายได้แบบยั่งยืน
กว่าที่กำนันบัญชาจะมาถึงจุดนี้ได้ ต้องอาศัยทั้งเวลา โอกาส และบทเรียนจากชีวิต แต่สิ่งสำคัญที่สุดคือ ‘ใจ’ ต้องมีเป้าหมาย ต้องมีแรงผลักดัน และต้องกล้าฝันให้ไกล
“ผมภูมิใจที่ได้มายืนอยู่ตรงนี้ในแบบของผมเอง ไม่ต้องแต่งตัวหรู ไม่ต้องใส่เสื้อแบรนด์เนม ไม่ต้องขับรถราคาแพง เพราะสิ่งที่ผมได้จากเส้นทางนี้ ไม่ใช่แค่เรื่องเงิน แต่มันคือความสุขจากการได้อยู่กับครอบครัว ได้พูดคุยกับลูกทุกวัน ได้ใช้ชีวิตที่เรียบง่ายแต่เต็มไปด้วยคุณค่า” กำนันบัญชา กล่าว
การค้าหรือการทำธุรกิจ บางครั้งราคาแพงก็ไม่ได้การันตีว่าดีที่สุด แต่สิ่งที่สำคัญกว่าคือ ขายได้ และขายได้อย่างยั่งยืน โดยใช้หลัก ‘ตลาดนำการผลิต’ คือรู้ว่าตลาดต้องการอะไร แล้วค่อยผลิตตามถึงจะไปได้ไกล
หากท่านไหนสนใจอยากสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม สามารถติดต่อเพิ่มเติมได้ที่เบอร์โทรศัพท์ 089-8043854 กำนันบัญชา
