ประเทศไทยเป็นหนึ่งในประเทศที่มี ความหลากหลายทางภูมิประเทศและภูมิอากาศ จึงเอื้อต่อการปลูกกาแฟหลากหลายสายพันธุ์ ตั้งแต่ภาคเหนือที่เย็นสบาย เหมาะกับกาแฟอาราบิก้า ไปจนถึงภาคใต้ที่ชื้นร้อน เหมาะกับโรบัสต้าและลิเบอริก้า กาแฟแต่ละสายพันธุ์ไม่เพียงแค่ต่างกันที่รสชาติและกลิ่น แต่ยังสะท้อนวิถีชีวิต วัฒนธรรม และภูมิปัญญาการเกษตรในแต่ละถิ่นอย่างลึกซึ้ง

ตลอดหลายปีที่ผ่านมา กาแฟไทย ก้าวขึ้นมาเป็นหนึ่งในพืชเศรษฐกิจที่เติบโตอย่างรวดเร็ว โดยมีสายพันธุ์หลักที่นิยมปลูกคือ อาราบีก้า และ โรบัสต้า จุดเด่นของต้นกาแฟคือสามารถทนแล้ง ทนฝน ดูแลง่าย และไม่ต้องรดน้ำบ่อย จึงเข้ากับภูมิประเทศและภูมิอากาศของไทยเป็นอย่างดี
พื้นที่เพาะปลูกกาแฟสำคัญอยู่ใน ภาคเหนือและภาคใต้ ซึ่งต่างมีเงื่อนไขทางธรรมชาติที่เหมาะกับสายพันธุ์ต่างกัน ทำให้กาแฟที่ได้มีรสชาติและเอกลักษณ์เฉพาะถิ่นที่โดดเด่นไม่แพ้ประเทศใดในโลก
สำหรับ ภาคเหนือ โดยเฉพาะจังหวัดเชียงใหม่ เชียงราย และน่าน ถือเป็นแหล่งปลูก กาแฟอาราบีก้า ชั้นดี ด้วยอากาศเย็นตลอดปีและพื้นที่สูงจากระดับน้ำทะเล ต้นกาแฟจึงเจริญเติบโตได้อย่างสมบูรณ์ ให้เมล็ดคุณภาพสูง เป็นที่ต้องการทั้งในและต่างประเทศ
ภาคใต้ของไทย โดยเฉพาะจังหวัดชุมพร นครศรีธรรมราช พังงา และระนอง เป็นพื้นที่เหมาะสมต่อการปลูก กาแฟสายพันธุ์โรบัสต้า เนื่องจากมีภูมิอากาศร้อนชื้นและพื้นที่ราบลุ่ม ซึ่งเป็นเงื่อนไขสำคัญที่เอื้อต่อการเจริญเติบโตของสายพันธุ์นี้
จากการพัฒนาและปลูกจริงในพื้นที่ต่าง ๆ ของประเทศ พบว่า มี 4 สายพันธุ์หลัก ที่ได้รับความนิยมและมีคุณภาพโดดเด่น นั่นคือ Arabica, Robusta, Liberica และ Excelsa แต่ละสายพันธุ์มีเรื่องราวที่น่าสนใจดังนี้
1. กาแฟอาราบิก้า (Arabica) เสน่ห์แห่งขุนเขาภาคเหนือ
ถิ่นที่ปลูก : เชียงใหม่ เชียงราย ลำปาง แม่ฮ่องสอน และน่าน โดยเฉพาะบนพื้นที่สูงกว่า 1,000 เมตร
จุดเด่น
- นิยมปลูกมากในภาคเหนือเพราะต้องการอากาศเย็น
- มีพันธุ์ที่กรมวิชาการเกษตรพัฒนาขึ้น เช่น กวก.เชียงใหม่ 80 (Catimor/CIFC 7963) ซึ่งทนโรคราสนิมใบและให้ผลผลิตสูง
- ผลผลิตต่อไร่สูงกว่า Typica หรือ Bourbon หลายเท่า
รสชาติ
- กลิ่นหอมละมุน ซับซ้อน มีโทนผลไม้ ดอกไม้ และรสหวานเปรี้ยวที่บาลานซ์
- นิยมใช้ในกาแฟพรีเมียมและกาแฟสเปเชียลตี้
2. กาแฟโรบัสต้า (Robusta) ความเข้มข้นจากภาคใต้
ถิ่นที่ปลูก: ชุมพร สุราษฎร์ธานี ระนอง พังงา และนครศรีธรรมราช
จุดเด่น
- ทนต่ออากาศร้อนชื้นและน้ำขังได้ดี
- ต้นแข็งแรง ผลผลิตสูงกว่าพันธุ์อาราบิก้า
- มีคาเฟอีนมากกว่าอาราบิก้าเกือบสองเท่า
รสชาติ
- เข้มข้น ขม มีบอดี้แน่น
- นิยมใช้ทำกาแฟผสม (Blend) หรือเอสเพรสโซ่ที่ต้องการความเข้มจัด
- เป็นกาแฟหลักที่ใช้ทำ “กาแฟโบราณ” หรือ “โอเลี้ยง” ของไทย
3. กาแฟลิเบอริก้า (Liberica) ความแปลกใหม่ที่กำลังมาแรง
ถิ่นที่ปลูก: ภาคใต้ตอนล่าง เช่น สงขลา ปัตตานี และนราธิวาส ซึ่งมีสภาพอากาศร้อนชื้นจัด
จุดเด่น
- ต้นสูงใหญ่ ใบและผลขนาดใหญ่กว่าสายพันธุ์อื่น
- ทนทานต่อโรคและสภาพแวดล้อมที่ชื้นจัด
- ให้ผลผลิตได้นาน อายุการใช้งานของต้นยาวนาน
รสชาติ
- มีความพิเศษเฉพาะตัว กลิ่นออกผลไม้สุก เช่น สับปะรด ทุเรียน หรือดอกไม้ป่า
- กำลังเป็นที่นิยมในตลาดกาแฟพิเศษ (Specialty Coffee) เนื่องจากหาได้ยาก
4. กาแฟเอ็กเซลซ่า (Excelsa) ความเข้มที่มีเสน่ห์
ถิ่นปลูก พบได้บ้างในพื้นที่ร้อนชื้นของภาคใต้ เช่น นครศรีธรรมราชและแถบเทือกเขา
รสชาติ : เข้มข้น แต่แฝงความเปรี้ยวสดชื่นและหวานนุ่ม ปัจจุบันได้รับความนิยมในแอฟริกาและตลาดต่างประเทศ
จุดเด่น
- เป็นสายพันธุ์ที่หายากในไทย มีปลูกเพียงเล็กน้อย
- ต้นทนทาน แต่ผลผลิตต่อไร่ไม่สูง
- ได้รับความนิยมในวงการกาแฟสเปเชียลตี้ เพราะรสชาติแตกต่างจากกาแฟทั่วไป
รสชาติของกาแฟยังขึ้นอยู่กับระดับการคั่วเมล็ด ซึ่งมีผลต่อกลิ่น สี และบอดี้ของกาแฟด้วย
ระดับของการคั่วกาเเฟมี 3 ระดับ ดังนี้
- ระดับคั่วอ่อน (Light Roast) จะให้กลิ่นหอมชัดแบบผลไม้ รสชาติออกเปรี้ยวและหวาน เหมาะกับการดื่มแบบกาแฟร้อนโดยไม่ใส่นมหรือน้ำตาล
- ระดับคั่วกลาง (Medium Roast) จะให้รสชาติที่กลมกล่อมขึ้น บอดี้เริ่มมีความเข้ม กลิ่นคล้ายคาราเมลหรือถั่ว คั่วกลางจึงเป็นระดับที่ได้รับความนิยมสูงสุดทั้งในไทยและต่างประเทศ เนื่องจากดื่มง่ายและเหมาะกับทั้งแบบร้อนและเย็น
- ระดับคั่วเข้ม (Dark Roast) จะให้รสชาติเข้มข้น กลิ่นไหม้อ่อน ๆ สีเมล็ดน้ำตาลเข้มเกือบดำ ไม่มีรสเปรี้ยวหวาน และเหมาะกับการชงเป็นกาแฟเย็นหรือเมนูที่ต้องการความเข้มเต็มตัว เช่น อเมริกาโน่เย็น หรือกาแฟใส่นมข้น
ผู้เขียน : กัญญาณัฐ ทองดีธนชาต
ขอบคุณข้อมูลจาก : https://chaodoi.co.th/coffee-bean-thailand/
http://clinictech.ops.go.th/online/cmo/site_blog_show.asp?id=200
https://www.doa.go.th/hort/?page_id=53000
