เทคโนโลยีชาวบ้าน ขอแสดงความยินดีอย่างยิ่งกับไร่องุ่นและโรงผลิตไวน์กราน-มอนเต้ (GranMonte) ที่สร้างชื่อเสียงให้กับวงการไวน์ไทย ด้วยการคว้ารางวัลระดับโลกถึง 2 เหรียญทอง จากเวทีการแข่งขันไวน์นานาชาติที่ใหญ่ที่สุดในทวีปยุโรปอย่าง AWC Vienna ประจำปี 2025
ในบรรดาไวน์ที่ส่งเข้าประกวดเกือบ 10,000 ชนิด จากผู้ผลิตกว่า 1,300 รายทั่วโลก ไวน์ของกราน-มอนเต้สามารถคว้าเหรียญทองมาครองได้สำเร็จถึง 2 ชนิด ได้แก่ ไวน์สปาร์คกลิ้ง 2022 Crémant Méthode Traditionnelle Extra Brut และไวน์ขาว 2024 GranMonte Elements Natural Wine Chenin Blanc
นอกจากนี้ กราน-มอนเต้ยังได้รับรางวัลอีก 9 เหรียญเงิน และได้รับการยกย่องให้เป็น “สตาร์ไวน์เนอรี่ 2 ดาว” (2-Star Winery) ซึ่งเป็นเครื่องยืนยันถึงคุณภาพและมาตรฐานที่ยอดเยี่ยมของไวน์ไทยในเวทีระดับนานาชาติอย่างแท้จริง

ในฐานะที่ “เทคโนโลยีชาวบ้าน” ได้มีโอกาสใกล้ชิดและติดตาม “กราน-มอนเต้” มาโดยตลอด โดยเฉพาะการได้สัมภาษณ์คุณนิกกี้ ถึงเบื้องหลังการทำไวน์อันน่าทึ่ง
วันนี้จึงอยากร่วมยืนยันอีกเสียงว่า นอกจากรสชาติไวน์จะยอดเยี่ยมจนคว้ารางวัลระดับโลกแล้ว ความใส่ใจในทุกขั้นตอนก็ไม่เป็นสองรองใคร ตั้งแต่การปลูก การดูแลองุ่นอย่างพิถีพิถันภายในไร่ จนได้ผลผลิตที่ดีที่สุด นี่คือสิ่งที่ทำให้ความสำเร็จของ กราน-มอนเต้ ไม่ใช่เรื่องของโชคช่วย แต่เป็นความทุ่มเทในทุกรายละเอียดจริงๆ
ตั้งแต่สภาพภูมิอากาศ ดิน และการบำรุงธาตุอาหารอย่างเหมาะสม “แล้ง เย็น แดดดี” คือสิ่งที่องุ่นทำไวน์ต้องการ เรื่องสภาพอากาศสำหรับการปลูกองุ่นทำไวน์ คุณนิกกี้อธิบายว่า หลักๆ แล้วช่วงที่ผลผลิตออกจะต้องไม่มีฝน อากาศแล้ง เย็น แดดดี ซึ่งพื้นที่เขาใหญ่มีปัจจัยเหล่านี้ทั้งหมด และมีความสูงจากระดับน้ำทะเลประมาณ 350-600 เมตร ประกอบกับในช่วงหน้าหนาวพื้นที่ตรงนี้จะมีลมจากจีนพัดผ่านเข้ามาทางเวียดนาม ลมนี้จะเป็นลมหนาวและแห้ง ส่งผลดีต่อการปลูกองุ่นมากๆ

“ที่กราน-มอนเต้จะเก็บองุ่นเสร็จในช่วงเดือนกุมภาพันธ์ถึงเดือนมีนาคม เสร็จแล้วจะเริ่มตัดแต่งกิ่งครั้งที่ 1 ในช่วงเดือนพฤษภาคม และเริ่มตัดแต่งกิ่งครั้งที่ 2 ในช่วงเดือนตุลาคม ตัดแต่งกิ่งให้ปลอดโรค ให้ตาขององุ่นรับแดดได้เต็มที่ เพื่อให้ตาองุ่นแตกออกมาจะให้ช่อดอกในช่วงหน้าหนาวพอดี อากาศแห้งและเย็น เพราะฉะนั้นหากพื้นที่ไหนมีสภาพอากาศแบบนี้ “แดดดี อากาศเย็น” สามารถปลูกได้เพราะเป็นสภาพอากาศที่องุ่นชอบมาก และพื้นที่ปลูกต้องระบายน้ำได้ดี เป็นดินที่น้ำไม่ขัง มีอินทรียวัตถุพอสมควร และมีค่า pH ที่เหมาะสม สามารถปรับปรุงกันได้”
ดิน ที่เหมาะสมสำหรับการปลูกองุ่นทำไวน์จะต้องมีค่า pH อยู่ที่ประมาณ 6-7 และเป็นดินที่มีธาตุเหล็กสูง มีแคลเซียมที่เป็นประโยชน์ต่อองุ่น ระบายน้ำได้ดี โดยพื้นที่ของที่นี่ถือเป็นความโชคดีมากๆ เพราะปลูกองุ่นอยู่บนพื้นที่ดินเหนียวสีแดงประมาณ 50 เปอร์เซ็นต์ เป็นดินที่มีต้นกำเนิดมากจากหินปูน มีอายุ 290 ล้านปี เรียกว่า terra rossa ทำให้ไวน์ที่นี่มีรสชาติเป็นเอกลักษณ์ มีกลิ่นดิน กลิ่นหนัง ไม่เหมือนใคร

การบำรุงปุ๋ย ทุกครั้งหลังจากการเก็บเกี่ยวผลผลิตเสร็จ จะมีการเก็บตัวอย่างดินไปวิเคราะห์เพื่อให้ทราบว่าดินแต่ละแปลงขาดธาตุอะไรบ้าง และจะเติมธาตุอาหารที่ขาดลงไปทุกปี ซึ่งการให้ปุ๋ยของที่นี่จะมีโปรแกรมของทั้งปี ว่าช่วงไหนต้องใส่ปุ๋ยอะไรบ้างตามช่วงของการเจริญเติบโตของต้นองุ่น หากช่วงไหนสังเกตเห็นใบที่มีมากเกินไป หรือกิ่งก้านยาวเกินไป ก็สามารถปรับลดไนโตรเจนในโปรแกรมได้เลย
รวมไปถึงขั้นตอนการเก็บอย่างพิถีพิถันต่างไปจากพืชอื่นๆ เพราะองุ่นทำไวน์ไม่สามารถกำหนดวันเก็บที่แน่นอนได้
“ที่กราน-มอนเต้เราจะกระบวนการตั้งแต่ช่วงเดือนมกราคม จะเป็นช่วงที่ใกล้เก็บผลผลิต เราก็จะมีการเก็บองุ่นจากทุกแปลงทุกๆ 4 วัน แล้วเราจะนำไปในห้องแล็บเพื่อเช็กปริมาณของน้ำตาล ค่า pH ค่า TA (Total Acidity) หรือความเป็นกรดทั้งหมด เราก็จะมีข้อมูลนี้ ทุกๆ 4 วัน พร้อมกับการชิมรสชาติเองด้วย เพื่อทำการตัดสินใจว่าวันไหนที่จะต้องเก็บแปลงไหน ขึ้นอยู่กับผลวิเคราะห์และรสชาติ ไม่ใช่ถึงเวลาจะสามารถเก็บผลผลิตได้พร้อมกันทั้งหมด ต้องตัดสินใจด้วยการชิมอีกครั้ง”
