Advertorial

“คิดใหม่กล้าเปลี่ยน” เทวินทร์ผันอากาศจากธุรกิจไอทีสู่ข้าวอินทรีย์ศรีสะเกษ

ในโลกของธุรกิจไอทีที่หมุนเร็วและเต็มไปด้วยการแข่งขัน มีภาพที่แตกต่างอย่างสิ้นเชิงกับผืนนาเขียวขจีที่บ้านหนองสิมใหญ่ อำเภอห้วยทับทัน จังหวัดศรีสะเกษ แต่สำหรับ เทวินทร์ ผันอากาศ อดีตนักธุรกิจด้านไอทีที่ทำงานในสายช่างและอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์มากว่า 10 ปี ได้ตัดสินใจเปลี่ยนเส้นทางชีวิตครั้งสำคัญ เขาทิ้งโลกของเทคโนโลยี หันมาพลิกฟื้นผืนดินที่ได้รับมรดกให้กลายเป็นแปลงเกษตรอินทรีย์ที่หล่อเลี้ยงชีวิตและสร้างแรงบันดาลใจ


พลิกวิถีเก่า
เดินหน้าลุยเกษตรอินทรีย์

แต่ก่อนก็ไม่คิดว่าจะมาทำเกษตร เพราะคิดว่าจะดำเนินเส้นทางในเรื่องของธุรกิจส่วนตัว แต่เมื่อมีโอกาส เราต้องเปลี่ยน!”

เทวินทร์เริ่มเล่าถึงจุดเปลี่ยนเมื่อมีโอกาสได้ลงมือทำ หลังได้รับมรดกจากครอบครัวเป็นผืนนา แต่เขาตระหนักดีว่าการทำเกษตรแบบเดิมอาจไม่ใช่คำตอบ จึงเลือกที่จะ “คิดใหม่ ทำใหม่” โดยศึกษาเรื่องการทำเกษตรที่สามารถเพิ่มผลผลิตแต่ประหยัดต้นทุน และที่สำคัญที่สุดคือ ปลอดภัย ทั้งต่อตนเองและผู้บริโภค ซึ่งนำมาสู่การตัดสินใจทำเกษตรอินทรีย์

“การที่เราจะมาทำอินทรีย์ แน่นอนครับ อันดับแรกอยู่ที่ใจเราก่อน ถ้าใจเรายอมรับที่จะเปลี่ยนแปลง ทุกอย่างก็สามารถเป็นไปได้” เทวินทร์กล่าวอย่างหนักแน่น


การเปลี่ยนผ่านครั้งนี้ไม่ใช่เรื่องง่าย เขาต้องเผชิญกับข้อท้วงติงจากครอบครัวและคนรอบข้างที่มองว่า การทำอินทรีย์จะได้ผลผลิตน้อยกว่าการใช้เคมีทั่วไป ดังนั้นต้องเปลี่ยนความคิดตนเองก่อน แล้วค้นหาวิธีการจัดการว่าต้องทำอย่างไรให้ได้ผลผลิตมากขึ้น แก้ไขข้อท้วงติงหรือข้อสงสัยให้ได้ จนสามารถตอบโจทย์ของเพื่อนเกษตรกรด้วยกันและหันมาร่วมแนวทางเดียวกันมากขึ้น

จากผืนนา 6 ไร่ ของตนเองเพียง 1 ราย ขยายเป็นกลุ่มเกษตรกรรวม 35 รายทั่วอำเภอ ก่อตั้งศูนย์ข้าวชุมชนและวิสาหกิจชุมชนบ้านหนองสิม ร่วมมือกันพัฒนาคุณภาพ และเพิ่มประสิทธิภาพในการผลิต นอกจากนี้ยังมีการแปรรูปผลิตภัณฑ์ข้าว เพื่อเพิ่มมูลค่าและสร้างรายได้ที่ยั่งยืนให้กับชุมชน

ปัจจุบัน ความมุ่งมั่นของคุณเทวินทร์ไม่ได้หยุดอยู่แค่การผลิตแบบอินทรีย์ธรรมดา แต่เขายังมุ่งเป้าไปสู่มาตรฐานระดับสากล จนได้รับมาตรฐานข้าวอินทรีย์สากล EU Organic และ USDA Organic ซึ่งเป็นใบเบิกทางสำคัญในการส่งจำหน่ายสู่ตลาดชั้นนำทั้งในและต่างประเทศ

กลยุทธ์ “Smart Farmer” เมล็ดพันธุ์และตลาดคุณภาพ

​ความสำเร็จของคุณเทวินทร์ไม่ได้มาด้วยโชคช่วย แต่มาพร้อมกับ กลยุทธ์ การบริหารจัดการและนวัตกรรมเพื่อการเปลี่ยนแปลงที่ต้องอาศัยความรู้และทักษะแบบผู้ประกอบการเกษตรยุคใหม่ หรือที่เรียกว่า “เกษตรกรปราดเปรื่อง” (Smart Farmer) ตามแนวทางที่ ศูนย์เมล็ดพันธุ์ข้าวศรีสะเกษ กรมการข้าว ดำเนินโครงการสนับสนุนมาอย่างต่อเนื่อง

หนึ่งในปัญหาใหญ่ที่เราเคยเจอในช่วงแรกคือ ข้าวกลายพันธุ์เป็นข้าวแดง ซึ่งทำให้ถูกตัดราคา นอกเหนือจากความรู้เรื่องการจัดการ ศูนย์เมล็ดพันธุ์ข้าวศรีสะเกษ ยังสนับสนุนพันธุ์ข้าวคุณภาพที่ได้มาตรฐาน เรามั่นใจในพันธุ์ข้าวที่ได้มาจากศูนย์ฯ เพราะมีการตรวจสอบมาตรฐาน ซึ่งทำให้ข้าวเราไม่เหมือนแต่ก่อนที่มีพันธุ์ปนเยอะมาก เราตัดปัญหาตัวนี้ได้เลย และประหยัดพันธุ์ข้าวด้วย”

เทวินทร์เล่าต่อว่า นอกจากการคัดเลือกเมล็ดพันธุ์แล้ว ยังเลือกใช้เทคนิคการปลูกแบบ “หยอด” แทนการ “หว่าน” ทำให้ลดปริมาณการใช้เมล็ดพันธุ์ลงได้อย่างมาก จากการหว่านที่ใช้ 15-20 กิโลกรัมต่อไร่ ลดเหลือเพียง 8-10 กิโลกรัมต่อไร่ ถือเป็นการลดต้นทุนและเพิ่มประสิทธิภาพไปพร้อมกัน

ในฐานะประธานกลุ่มเขาไม่เพียงแต่พัฒนาตนเองเท่านั้น แต่ยังสร้างความเข้มแข็งให้กับชุมชนด้วยการรวมกลุ่มสร้างตลาด และผลลัพธ์จากมาตรฐานอินทรีย์ทำให้กลุ่มสามารถสร้างช่องทางการจำหน่ายได้อย่างดี จนได้ทำ MOU กับโรงแรมดุสิตธานี จำหน่ายข้าวสารอินทรีย์ และ ข้าวมาตรฐาน EU เพื่อบริการลูกค้าโรงแรมในเครือได้รับประทานข้าวหอมมะลิอินทรีย์คุณภาพ

​ปัจจุบันทางกลุ่มสามารถรวบรวมและแปรรูปข้าวสารอินทรีย์เพื่อจำหน่ายได้ในปริมาณที่น่าพอใจ โดยอยู่ที่ประมาณ 12 ตัน ถึง 20 ตันต่อเดือน ซึ่งไม่เพียงแค่สมาชิกในกลุ่มเท่านั้นที่ได้ประโยชน์ แต่ยังมีการรับซื้อข้าวจากเครือข่ายเกษตรกรในพื้นที่อำเภอห้วยทับทันและอำเภอใกล้เคียง เพื่อนำมาแปรรูปอีกด้วย

มองหาความมั่นคง เกษตรอินทรีย์คือคำตอบ

ความสำเร็จไม่อาจวัดค่าได้ในวันนี้ เพราะเทวินทร์มองว่า “เรื่องของการแปรรูปข้าว การพัฒนาข้าว เป็นองค์ประกอบหนึ่ง ซึ่งทำให้กลุ่มมีรายได้หรือทำให้เกษตรกรมีรายได้เพิ่มขึ้น แต่ความสำเร็จของเราคือเป้าหมายที่อยากให้เกษตรกรทุกท่าน หันมาทำอินทรีย์ให้มากที่สุด อย่างน้อยในประเทศไทยของเรา ถ้าปลูกข้าวอินทรีย์เกิน 50% จึงจะถือว่าสบายใจ”

เขาเน้นย้ำถึงความสำคัญของการเปลี่ยนแปลงในชีวิต และการเลือกเส้นทางที่สร้างผลดีต่อตนเองและสิ่งแวดล้อมด้วย พร้อมทิ้งท้ายด้วยการยืนยันถึงคุณค่าของวิถีเกษตรอินทรีย์ว่า

ชีวิตคนเราต้องมีการเปลี่ยนแปลง เราอาจจะเคยอยู่ในด้านของไอที จากเทคโนโลยีที่เคยพีคสุดก็ต่ำลงมาสุดก็ได้ครับ… พอเรามาทำเรื่องของเกษตรอินทรีย์ เราก็ต้องมีเรื่องการเปลี่ยนแปลงในสิ่งที่ทำให้เกิดผลดีกับเรา เกิดผลดีกับสิ่งแวดล้อม ผมขอยืนยันเลยว่า การทำเกษตรอินทรีย์ เป็นเส้นทางที่ทำให้ทุกคนมีความมั่นคง ยั่งยืน แล้วก็ปลอดภัย เป็นการสืบสานต่อยอดสู่รุ่นลูกต่อไป เกษตรอินทรีย์ ถือว่าเป็นเป้าหมายที่ดีที่สุดครับ

ไม่ว่าจะในฐานะ “อดีตนักธุรกิจไอที” “เกษตรกรพอเพียง” หรือ “เกษตรกรปราดเปรื่อง” เทวินทร์ ผันอากาศ คือต้นแบบที่พิสูจน์ให้เห็นว่า ความรู้ เทคโนโลยี และการบริหารจัดการที่ทันสมัย ผสานเข้ากับความตั้งใจและวิถีอินทรีย์ สามารถพัฒนาวงการข้าวไทยให้เติบโตอย่างยั่งยืน และเป็นแรงบันดาลใจให้เกษตรกรไทยก้าวไปสู่มาตรฐานสากลได้อย่างภาคภูมิ

Related Posts