Advertorial

สุพรรณฯ ต้นแบบปลูก ‘ข้าวลดโลกร้อน’ สู่ ‘ข้าวคาร์บอนต่ำ’เพิ่มประสิทธิภาพ ลดต้นทุน และเพิ่มรายได้ให้เกษตรกร

วิธีการปลูกข้าวแบบดั้งเดิมที่มีน้ำขังตลอดฤดูปลูก เกิดก๊าซมีเทน หนึ่งในสาเหตุของภาวะโลกร้อน กรมการข้าวจึงส่งเสริมวิธีทำนาแบบรักษ์โลก ด้วยเทคนิค “เปียกสลับแห้ง” ใส่ปุ๋ยตามค่าวิเคราะห์ดิน ลดการเผาตอซังข้าวและฟางข้าว ซึ่งสามารถลดการเกิดก๊าซมีเทน ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกลงได้ถึง 30% เมื่อเทียบกับวิธีทำนาปกติแล้ว ยังเพิ่มผลผลิตข้าวได้มากขึ้น ส่งผลให้เกษตรกรมีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น เพราะมีโอกาสสร้างรายได้เพิ่ม จากการขายคาร์บอนเครดิต และการปลูกข้าวคาร์บอนต่ำ ยังขับเคลื่อนข้าวไทยสู่ตลาดพรีเมียม ตอบโจทย์ตลาดโลกที่ต้องการข้าวปลอดภัย เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม

“ข้าวคาร์บอนต่ำ” 1 ล้านไร่

นายปวิตร จันทร์หอม นักวิชาการเกษตรชำนาญการ สถาบันวิทยาศาสตร์ข้าวแห่งชาติ  กรมการข้าว  กล่าวว่า  การปลูกข้าวแบบดั้งเดิมที่มีน้ำขังในนาข้าวตลอดเวลา เป็นสาเหตุสำคัญที่ก่อให้เกิดก๊าซเรือนกระจก ซึ่งส่วนใหญ่เป็นก๊าซมีเทน ที่เกิดจากการย่อยสลายสารอินทรีย์ในนาข้าวที่มีน้ำขัง และการใช้ปุ๋ยเคมีทำให้เกิดก๊าซไนตรัสออกไซด์ รวมทั้งการเผาตอซังและฟางข้าวหลังจากการเก็บเกี่ยว ทำให้เกิดก๊าชคาร์บอนไดออกไซด์ ส่งผลทำให้เกิดก๊าซเรือนกระจกเพิ่มขึ้น

กรมการข้าวจึงขับเคลื่อนโครงการ “ข้าวคาร์บอนต่ำ” 1 ล้านไร่ ส่งเสริมให้เกษตรกรปลูกข้าวคาร์บอนต่ำ ด้วยวิธีการทำนาแบบเปียกสลับแห้ง โดยฝังท่อตรวจระดับน้ำในแปลงนาที่ปรับระดับ ทำให้เกษตรกรสามารถตรวจวัดปริมาณน้ำในแปลงนาได้ และไม่จำเป็นต้องขังน้ำในนาตลอดเวลา  ส่งผลให้ประหยัดน้ำ และพลังงานจากการสูบน้ำ

นอกจากนี้กรมการข้าวยังส่งเสริมการใช้ปุ๋ยตามค่าวิเคราะห์ดิน ทำให้ใช้ปุ๋ยได้ตรงตามความจำเป็นของพืช รวมทั้งส่งเสริมการใช้จุลินทรีย์ชีวภัณฑ์ย่อยสลายตอซังและฟางในนาข้าวได้ภายใน 7 – 10 วัน เป็นการเพิ่มปริมาณธาตุอาหารให้กับนาข้าว ลดการใช้ปุ๋ยเคมี ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากนาข้าว ลดต้นทุนการผลิต  และยกระดับราคาข้าวคาร์บอนต่ำให้เป็นสินค้าพรีเมียม สร้างรายได้เพิ่มขึ้น การปลูกข้าวคาร์บอนต่ำ จึงช่วยสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจผ่านคาร์บอนเครดิตและตอบโจทย์ตลาดโลกที่ใส่ใจสิ่งแวดล้อม


“ ในมิติทางเศรษฐกิจ  ข้าวคาร์บอนต่ำเปิดประตูรายได้ให้กับชาวนา 2แนวทางคือ 1. ยกระดับข้าวไทยสู่ตลาดพรีเมี่ยมทั้งในและต่างประเทศ 2. การขายคาร์บอนเครดิต จากการทำนาโดยมีจัดการน้ำแบบเปียกสลับแห้งที่ผ่านการรับรองสามารถนำไปขายได้ เรียกว่า การขายอากาศสะอาด นั่นเอง การปลูกข้าวคาร์บอนต่ำ ไม่เพียงแต่ช่วยลดโลกร้อน แต่ยังช่วยให้เกษตรกรสามารถแข่งขันในตลาดโลกที่ให้ความสำคัญกับความยั่งยืนมากขึ้น ” นายปวิตรกล่าว

นายปวิตร กล่าวเพิ่มเติมว่า กลุ่มแปลงใหญ่เกษตรสมัยใหม่ (ข้าว) ตำบลเดิมบาง อำเภอเดิมบางนางบวช จังหวัดสุพรรณบุรีนับเป็นต้นแบบ  “แปลงใหญ่ข้าวคาร์บอนต่ำ” แห่งแรกและแห่งเดียวในประเทศไทย ที่ทำนาลดโลกร้อน ขายคาร์บอนเครดิตได้จริง และมีรายได้สูงขึ้นจากการขายข้าวคาร์บอนต่ำในราคากิโลกรัมละ  10-11 บาท จากเดิมที่เคยขายข้าวกิโลกรัม  5-6 บาท ปัจจุบันกลุ่มฯแห่งนี้ได้ยกระดับเป็นศูนย์เรียนรู้เรื่องการทำนาลดโลกร้อน มีแปลงสาธิตการปลูกข้าวคาร์บอนต่ำ ให้กลุ่มเกษตรกรทั่วประเทศได้เข้ามาศึกษาเรียนรู้ การทำนาแบบรักษ์โลกที่ตอบโจทย์ทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน

แปลงใหญ่เกษตรสมัยใหม่ (ข้าว) ตำบลเดิมบาง จ.สุพรรณบุรี ต้นแบบการปลูกข้าวลดโลกร้อนแห่งแรกของประเทศไทย

คุณติ๊ก – สวณีย์ โพธิ์รัง ผู้จัดการนาแปลงใหญ่เกษตรสมัยใหม่ใส่ใจสิ่งแวดล้อม จ.สุพรรณบุรี กล่าวว่า  เกษตรกรได้รวมตัวกันจัดตั้งกลุ่มแปลงใหญ่เกษตรสมัยใหม่ (ข้าว) ตำบลเดิมบางตั้งแต่ปี 2558  โดยมีเป้าหมายเพื่อลดต้นทุนการทำนา และผลิตข้าวคุณภาพดี  ปัจจุบันทางกลุ่มมีสมาชิกจำนวน 133 ราย พื้นที่ปลูกข้าวโดยรวม 6,000 ไร่

“ ปัจจุบัน ชาวนาได้รับผลกระทบจากสภาวะโลกร้อนเยอะที่สุด เพราะสภาวะอากาศที่แปรปรวนคาดเดาไม่ได้ ทำให้ผลผลิตข้าวลดลง ชาวนาจำเป็นต้องปรับตัวทำนาแบบรักษ์โลก เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ซึ่งการทำนาแบบเปียกสลับแห้ง ลดการใช้น้ำ ลดการปล่อยก๊าซมีเทน และเพิ่มผลผลิตได้ในเวลาเดียวกัน ทั้งเพิ่มโอกาสสร้างรายได้จากคาร์บอนเครดิต ทุกวันนี้ ข้าวคาร์บอนต่ำ กำลังเป็นที่ต้องการตลาดทั่วโลก ถ้าเราไม่ปรับตัว ยังทำนาแบบเดิมๆ เราก็จะขาดทุนต่อไปเรื่อยๆ ค่ะ  ” คุณติ๊กกล่าว

เทคโนโลยีการปลูกข้าวลดโลกร้อนทำง่าย ได้ผลจริง   

คุณติ๊กกล่าวว่า  การทำนาแบบลดโลกร้อนไม่ได้ยุ่งยากอะไร เพียงแต่เกษตรกรต้องเข้าใจ กระบวนการทำและค่อยๆ ปรับเปลี่ยนไปทีละส่วน เริ่มจากปรับหน้าดินด้วยระบบแสงเลเซอร์ สามารถลดการใช้น้ำได้ 30 – 50% มีผลผลิตข้าวที่เพิ่มขึ้น 20% และ ลดปัญหาวัชพืชและแมลงศัตรูข้าว คือ หนูนาและหอยเชอรี่ได้ การลงทุนทำเทคโนโลยีนี้ถือให้ผลตอบแทนที่คุ้มค่าในระยะยาว

การจัดการน้ำแบบเปียกสลับแห้งในนาข้าว โดยใช้ท่อแกล้งข้าวฝังในแปลงนา เพื่อตรวจวัดระดับน้ำใต้ดิน วิธีนี้สามารถลดการใช้น้ำลง 30 – 50% ลดการเกิดก๊าซมีเทน รากข้าวแข็งแรง และต้านทานโรคและแมลงศัตรูพืชได้มากขึ้น

เทคโนโลยีการจัดการธาตุอาหารในนาข้าว ช่วยประหยัดต้นทุนทำนาได้มาก การทำนาแบบเดิม สมัยก่อน จะใช้ปุ๋ยเคมีไม่ต่ำกว่า 60 – 70 กิโลกรัมต่อไร่ หลังปรับใช้ปุ๋ยตามค่าวิเคราะห์ดิน เลือกใช้ชนิดปุ๋ยให้เหมาะสม เพียงพอ ให้ตรงตามเวลาการเติบโตของต้นข้าว คือ ระยะกล้า ระยะแตกกอ และ ระยะสร้างรวงอ่อน สามารถลดปริมาณการใช้ปุ๋ยลงอยู่ที่ 45 กิโลกรัมต่อไร่แล้ว ยังลดปัญหาต้นข้าวล้มได้อีก และลดการเกิดก๊าซไนตรัสออกไซด์ในแปลงนาอีกด้วย

เทคโนโลยีการจัดการฟางข้าวและตอซังข้าว โดยปลอดการเผา คือ การไถกลบฟางและตอซังข้าวลงในแปลงนา และนำฟางข้าวออกจากนา เพื่อเป็นอาหารสัตว์ วัสดุปลูกเพาะเห็ด ช่วยลดการเกิดฝุ่นPM 2.5. ได้อย่างดีแล้ว ยังสร้างรายได้เพิ่มจากการขายฟางอัด การขายเห็ดฟางอีกด้วย

ปลูกข้าวคาร์บอนต่ำ สร้างรายได้เพิ่มหลายทาง 

คุณติ๊กกล่าวว่า  หลังจากทางกลุ่มหันมาปลูกข้าวแบบเปียกสลับแห้ง ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก สามารถขายข้าวในราคาสูงขึ้นกว่าเดิม ในปี 2565 บริษัทบางจาก รับซื้อข้าวคาร์บอนต่ำจำนวน 40 ตันในราคากิโลกรัมละ 26 บาทจากเดิมที่เคยขายได้กิโลกรัมละ  19 บาท   ทำให้กลุ่มของเรามีชื่อเสียงเป็นที่รู้จักในกลุ่มสิ่งแวดล้อม  หลังจากนั้นทางกลุ่มยังมีรายได้เพิ่มจากการขายข้าวคาร์บอนต่ำและขายเอกสารการทำข้าวคาร์บอนต่ำ ให้กับบริษัทโตมีฟู๊ด ซึ่งเป็นผู้ส่งออกข้าว โดยมีรายได้อยู่ที่ตันละ 15,500บาท เมื่อเทียบกับการขายข้าวทั่วไปที่มีรายได้เพียงตันละ 10,000บาทเท่านั้น

สำหรับการขายเอกสารการทำข้าวคาร์บอนต่ำ ไม่มีขั้นตอนที่ยุ่งยากแต่อย่างใด  เพราะเป็นสิ่งที่เกษตรกรต้องจดบันทึกตั้งแต่การวางแผนการผลิตจตถึงขั้นตอนการเก็บเกี่ยวอยู่แล้ว ในแต่ละขั้นตอน เกษตรกรต้องถ่ายรูปเซลฟี่หน้าตัวเองในแปลงนาและส่งข้อมูลผ่านแอพพลิเคชั่นไลน์ให้ลูกค้าตรวจสอบย้อนกลับ และมีบริษัท Audit ตรวจสอบข้อมูลการทำนาลดโลกร้อนอีกครั้งว่าการปฎิบัติถูกต้องตามข้อมูลที่ส่งไปหรือไม่ โดยเกษตรกรจะได้รับค่าจดบันทึกตันละ  500 บาทซึ่งในระยะเวลา 1ปีที่ผ่านมา ทางกลุ่มฯ มีรายได้จากค่าจดบันทึกประมาณ   700,000 บาท

หลังจากทางกลุ่มหันมาทำนาเปียกสลับแห้ง สามารถขายคาร์บอนเครดิตให้กับ  บริษัท สไปโร คาร์บอน จำกัด ได้ตั้งแต่ปี 2564  คิดเป็นรายได้เฉลี่ย 8,500 บาท/ปี และ ขายคาร์บอนเครดิตบริษัท วรุณา จำกัดในราคาไร่ละ 500 บาท และ  ขายคาร์บอนเครดิตให้บริษัท Carbon Alliance ผ่าน อบก. (องค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก)ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างการดำเนินงานให้กับสมาชิกจำนวน 124 รายพื้นที่เพาะปลูกรวม3,020ไร่   หากครบ 5 ปีจะสามารถเคลมคาร์บอนเครดิตได้ไร่ละ 150 บาท

ศูนย์เรียนรู้ลดโลกร้อนช่วยเกษตรกรปรับเปลี่ยนวิถีทำนาเพื่อยกระดับชีวิตสู่ความยั่งยืน

คุณติ๊กกล่าวว่า  ศูนย์เรียนรู้ลดโลกร้อน“นาแปลงใหญ่ เกษตรสมัยใหม่ ใส่ใจสิ่งแวดล้อม”   ก่อตั้งเมื่อปี 2563  โดยกระทรวงทรัพยากรและสิ่งแวดล้อม  โดยพิจารณาคัดเลือกจากแหล่งปลูกข้าวใน 5 จังหวัด ซึ่งสุพรรณบุรี ถูกคัดเลือกให้เป็นศูนย์การเรียนรู้ทำนาแบบลดโลกร้อน เป็นแห่งแรกและแห่งเดียวของประเทศไทย ทำหน้าที่ถ่ายทอดองค์ความรู้และนวัตกรรมด้านการเกษตรที่สามารถลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในภาคการเกษตรได้อย่างเป็นรูปธรรม

ปัจจุบันทางศูนย์ฯ มีแปลงสาธิตการปรับระดับหน้าดิน เป็นการปรับระดับพื้นที่นาข้าวด้วยระบบแสงเลเซอร์  ตลอดจนเผยแพร่ข้อมูลการทำนาเปียกสลับแห้ง เป็นการจัดการน้ำให้เกิดความคุ้มค่า รวมทั้งเทคนิคการจัดการธาตุอาหารในนาข้าว การแปรสภาพฟางและตอซังข้าวโดยวิธีต่างๆ แทนการเผา เป็นการทำนาแบบรักษาสิ่งแวดล้อม ควบคู่กับการเพิ่มผลผลิต ลดต้นทุนได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ศูนย์เรียนรู้ลดโลกร้อน นาแปลงใหญ่ เกษตรสมัยใหม่ ใส่ใจสิ่งแวดล้อมอำเภอเดิมบางนางบวช จังหวัดสุพรรณบุรี ถือเป็นต้นแบบการปลูกข้าวลดโลกร้อนโดยใช้เทคโนโลยีบริหารจัดการแปลง ของกรมการข้าว โดยใช้นวัตกรรมการปลูกข้าวแบบเปียกสลับแห้งและการปลูกข้าวคาร์บอนต่ำ นับเป็นการสร้างอนาคตที่มั่นคงให้ชาวนาไทยได้อย่างยั่งยืน และเป็นก้าวสำคัญต่อภาคเกษตรกรรมไทยในการก้าวสู่การปล่อยคาร์บอนต่ำและค่าสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero)ในที่สุด

Related Posts