Exclusive Featured เกษตรรอบด้าน

เปิดหลังบ้าน “Jim Thompson Farm”เมื่อเกษตรกรรมและวัฒนธรรมอีสานกลายเป็นพื้นที่ส่งต่ออาชีพให้คนพื้นถิ่นอย่างยั่งยืน

หลังจากการประกาศ “พักฟาร์ม” ในปี 2568 เพื่อปรับปรุงพื้นที่ครั้งใหญ่ ปลายปี 2569 นี้ จิม ทอมป์สัน ฟาร์ม เตรียมกลับมาสร้างตำนานบทใหม่ ที่จะยกระดับทั้งงานศิลปะ การเกษตร และวัฒนธรรมอีสานให้เข้มข้นและยิ่งใหญ่กว่าที่เคยมีมา

จิม ทอมป์สัน ฟาร์ม จากที่เคยเป็นแหล่งผลิตไข่ไหมและปลูกหม่อนเพื่อส่งโรงงานทอผ้า ใน พ.ศ. 2542 ฟาร์มได้มีการพัฒนาและเติบโตมากลายเป็นจุดหมายปลายทางของนักท่องเที่ยวในช่วงฤดูหนาว ด้วยลานฟักทองยักษ์และทุ่งดอกไม้กว้างสุดสายตาที่เป็นจุดเช็กอินแรกๆ ของไทย นอกจากความงามแล้ว ฟาร์มยังนำเรือนอีสานโบราณมาจัดเป็นหมู่บ้านมีชีวิต ให้ผู้มาเยือนได้สัมผัสวัฒนธรรมท้องถิ่นอย่างใกล้ชิด และช่วยสร้างงานพร้อมกระจายรายได้สู่ชุมชนรอบข้างให้มีรายได้ที่มั่นคงขึ้น

คุณต้อง บุตรศรีชา ผู้จัดการ จิม ทอมป์สัน ฟาร์ม

คุณต้อง บุตรศรีชา ผู้จัดการ จิม ทอมป์สัน ฟาร์ม หรือที่น้องๆ พี่ๆ พนักงานมักจะเรียกกันติดปากว่า “ลุงต้อง” ด้วยความสนุกสนาน เป็นกันเอง และรอยยิ้มที่เปื้อนหน้าอยู่ตลอดเวลาของลุงนั่นเอง

เมื่อเร็วๆ นี้ทางทีมงานเทคโนโลยีชาวบ้าน และเส้นทางเศรษฐี ได้มีโอกาสพูดคุยและสัมภาษณ์กับลุงต้อง ทามกล่างบรรยากาศที่เต็มไปด้วยความสนุกสนาน และความกระฉับกระเฉงในการเดินเหินของลุงต้อง ที่เป็นเหมือนเครื่องหมายบ่งบอกกับเราว่า ที่เขาเรียกกันว่า “ลุงต้อง” เป็นเพียงคำนำหน้าที่บอกอายุเท่านั้นเอง


เอาละเรามาเข้าเรื่องกันเลยดีกว่าว่าพวกเราได้พูดคุยแลกเปลี่ยนอะไรกับลุงต้องบ้าง ซึ่งมีหลายเรื่องมากที่ลุงต้องได้ถ่ายทอดให้ฟัง พวกเราได้ใช้เวลาพูดคุยกันเป็นเวลาเกือบ 2 ชั่วโมง แน่นอนว่าหากนำมาเขียนใช้ความยาวประมาณ 10 หน้าก็คงไม่พอ เราจึงขอสรุปมาให้อ่านเพื่อสร้างแรงบันดาลใจให้กับทุกคนที่ได้อ่าน แล้วเกิดความตื่นเต้นที่จะได้ไปสัมผัสบรรยากาศที่ จิม ทอมป์สัน ฟาร์ม กันให้ได้สักครั้ง

โดยคำถามแรกที่เราถามกับลุงต้องก็คงจะหนีไม่พ้นคำถามถึงจุดเริ่มต้นของจิม ทอมป์สัน จากโรงงานผ้าไหม สู่แหล่งท่องเที่ยวเชิงเกษตร และวัฒนธรรมอีสาน

“ในสมัยก่อนจิม ทอมป์สัน มีโรงงานทอผ้าปลูกหม่อนเลี้ยงไหมอยู่ที่อำเภอปักธงชัยอยู่ประมาณ 260 ไร่ส่วนจิม ทอมป์สัน ฟาร์ม ที่จัดเป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงเกษตรมีพื้นที่ประมาณ 720 ไร่ ซึ่งในตอนนั้นเราไม่ได้คิดเรื่องของการท่องเที่ยวเพราะภารกิจหลักของเรา คือการปลูกหม่อนเลี้ยงไหม เพื่อเอาไข่ไหมส่งไปให้เกษตรกรในภาคอีสานกว่า 18 จังหวัด รวมๆ แล้วมีจำนวนสมาชิกประมาณ 3,500 ครอบครัว เพื่อเลี้ยงไหมและส่งรังไหมมาให้เราเพื่อสาวเป็นเส้นไหม ป้อนสู่โรงงานทอผ้า

แต่ด้วยพื้นที่ของฟาร์มที่มีเยอะมาก รวมถึงเรามีนักวิชาการเกษตร มีกลุ่มพนักงานคนงานที่ปลูกหม่อนเลี้ยงไหม จะมีช่วงว่างประมาณ 3-4 เดือน หรือตั้งแต่เดือนพฤศจิกายนไปจนถึงเดือนพฤษภาคม เราเลยชวนทุกคนมาช่วยกันออกไอเดียว่าใครอยากทำโครงการอะไรบ้าง

แต่ถ้าจะให้ระดับนักวิชาการเกษตรมาปลูกถั่วฝักยาวหรือแตงกวาทั่วไป มันก็ดูไม่ท้าทายฝีมือเท่าไหร่ เราเลยมองหาพืชที่แปลกใหม่มาทดลองปลูก เพื่อให้มีมูลค่าสูงขึ้น จนได้ฟักทองหลากหลายสายพันธุ์มาปลูก ซึ่งสมัยก่อนเราปลูกกันเยอะมากถึง 20-30 สายพันธุ์เลยครับ ส่วนพืชผักอื่นๆ เราก็จะเน้นตัวที่มีราคาดีและสามารถนำไปแปรรูปต่อได้

ซึ่งในช่วงปี พ.ศ. 2542 ที่ฟาร์มเริ่มเปิดให้เยี่ยมชมปีแรก พืชผลที่เราปลูกส่วนใหญ่จะนำไปแจกจ่ายให้พนักงานก่อน และเราก็เริ่มลองเปิดฟาร์มจัดงานท่องเที่ยวเฉพาะวันเสาร์-อาทิตย์ ในช่วงฤดูหนาวประมาณเดือนธันวาคมถึงมกราคม แต่ปรากฏว่านักท่องเที่ยวเริ่มหนาตาขึ้นเรื่อยๆ จนถึงวันละ 2,000-3,000 คน

จนกระทั่งปี 2547 ที่เกิดเหตุการณ์สึนามิ ทำให้นักท่องเที่ยวเปลี่ยนเป้าหมายจากทะเลมาเที่ยวภูเขาแทน ซึ่งตอนนั้นเขาใหญ่กำลังโด่งดังมาก แล้วอำเภอวังน้ำเขียวก็เป็นพื้นที่ติดต่อกับเขาใหญ่ จิม ทอมป์สัน ฟาร์ม ซึ่งเป็นทางผ่านพอดีจึงกลายเป็นจุดแวะพักยอดนิยมที่ใครๆ ก็ต้องแวะก่อนกลับ

จากเดิมที่เราตั้งใจเปิดให้เข้าชมเพียง 20 วัน ก็ต้องขยายเวลาออกไปเรื่อยๆ จนกลายเป็น 1 เดือน ถึงเดือนครึ่ง เพราะจำนวนคนเยอะขึ้นอย่างต่อเนื่อง จนพุ่งสูงถึง 300,000 คนต่อเดือนในปี 2558 ทำให้ที่นี่กลายเป็นจุดหมายปลายทางสำคัญ และเป็นต้นแบบแหล่งท่องเที่ยวเชิงเกษตรและวัฒนธรรมอีสานมาจนถึงทุกวันนี้ครับ”

แล้วนอกจากทำท่องเที่ยวเชิงเกษตรแล้ว ทำไมต้องมาผนวกกับประเพณีและวัฒนธรรมอีสานละ

“เพราะสำหรับ จิม ทอมป์สัน ฟาร์ม แล้ว ทุกลมหายใจเข้าออกของเราคืออีสานครับ เหมือนความเป็นอีสานมันอยู่ในเลือดเนื้อของเราอยู่แล้ว ด้วยทำเลที่ตั้งของฟาร์มอยู่ในอำเภอปักธงชัย จังหวัดนครราชสีมา ซึ่งเป็นพื้นที่หัวใจของอีสาน แล้วในสมัยก่อนเกษตรกรผู้ปลูกหม่อนเลี้ยงไหมประมาณ 3,000-4,000 ครอบครัว ก็ล้วนแต่เป็นคนอีสานทั้งนั้น

จะว่าไป จิม ทอมป์สัน ฟาร์ม เราก็คือคนที่ช่วยสร้างตลาด สร้างอาชีพ และสร้างรายได้ให้คนอีสานมาโดยตลอด เพียงแต่ผลิตภัณฑ์ที่เราทำนั้น เรานำไปขายในระดับสากลและส่งออกไปต่างประเทศเท่านั้นเองครับ”

รวมไฮไลต์ที่ต้องห้ามพลาด
เมื่อมา “จิม ทอมป์สัน ฟาร์ม”
เกษตร วัฒนธรรม ศิลปะ ดนตรีอีสาน

“ถ้าถามว่าไฮไลต์ของฟาร์มคืออะไร…ตอนแรกเราไม่เคยคิดถึงเรื่องนี้เลยครับ เราแค่ตั้งใจปลูกดอกไม้ให้คนมาถ่ายรูป มาชื่นชมความงาม และได้มาทานอาหารอีสานกันอย่างมีความสุข จุดเริ่มต้นของคำว่า ‘ไฮไลต์’ จริงๆ มาจากคำถามของนักข่าวที่มักจะถามเราทุกปีว่า ‘ปีนี้มีอะไรเด่น’

ผมจำได้ว่าช่วงปี 2554 เรายังตอบไม่ได้เลยครับ เพราะเราก็ปลูกฟักทองเหมือนเดิม มีดอกไม้หลากหลายสายพันธุ์ และมีผ้าขายเหมือนเดิม คำถามนั้นเลยทำให้เรากลับมานั่งคิดจริงจังว่าจะสร้างจุดเด่นอะไรขึ้นมา จากเดิมที่เรามุ่งเน้นอยู่ 3 แกนหลัก คือ 1. เรื่องเกษตรและวัฒนธรรม เช่น งาน ‘มังมูนคูณข้าว’ หรือ ‘เต๋อเติน เวินวัง’ ที่นำวิถีเกษตรมาผูกกับงานบุญ 2. เรื่องผ้า เน้นงานฝีมือ อย่าง ‘คักแท้แท้ แพรอีโป้’ และ 3. เรื่องวัฒนธรรม เริ่มจากดนตรีอย่าง ‘สุดสะแนน แดนอีสาน’ ไปจนถึง ‘ออนซอนหลาย ลายผ้าอีสาน’ เราวนเวียนถ่ายทอดเรื่องราวสลับกันไปใน 3 แกนนี้ จนกระทั่งช่วงก่อนโควิด เราจึงเริ่มขยับมาเปลี่ยนธีมให้มีความหลากหลายและร่วมสมัยมากขึ้น

และนอกจาก 3 เรื่องหลักที่เล่าไปแล้ว ไฮไลท์สำคัญที่ จิม ทอมป์สัน ฟาร์ม อยากนำเสนอคือ ‘สังคมเกษตรของภาคอีสาน’ ครับ เราอยากถ่ายทอดให้เห็นว่ารากเหง้าของคนไทยคือเกษตรกรอย่างแท้จริง สังเกตได้จากประเพณีโบราณ ทั้งบุญข้าวจี่หรือบุญข้าวสาก ทุกอย่างล้วนผูกพันกับรอบการผลิตทางการเกษตรทั้งสิ้น

ซึ่งวิถีชีวิตคนอีสานแต่ก่อนเติบโตมาบนพื้นฐานนี้ อย่างวันพระ 8 ค่ำ 15 ค่ำ นอกจากคนจะไปทำบุญที่วัดแล้ว ยังเป็นวันหยุดพักแรงงานสัตว์ด้วย ส่วนวันอื่นๆ เราก็ทำนาทำสวนกันตลอด ไม่มีวันหยุดเสาร์-อาทิตย์เหมือนสมัยนี้ แม้แต่โรงเรียนสมัยผมเป็นเด็ก เขาก็ไม่เรียก ‘ปิดเทอม’ นะครับ แต่เรียกว่า ‘ปิดดำนา’ กับ ‘ปิดเกี่ยวข้าว’ เพราะถ้าฝนยังไม่ตกโรงเรียนก็ยังไม่ปิด ต้องรอฝนตกจนน้ำขังนา ผู้ใหญ่บ้านถึงจะไปบอกให้ครูใหญ่ปิดเทอม เพื่อที่จะให้ลูกให้หลานไปช่วยกันทำนา แล้วพอถึงฤดูเกี่ยวข้าว ก็ต้องปิดเกี่ยวข้าว ก็สื่อให้เห็นว่าอะไรก็ตามของคนสมัยก่อนคือทำนาทำไว้กินก่อน เหลือแบ่งปัน เอาไปทำบุญ แล้วถึงจะเอาไปขาย

ไฮไลต์ที่ต้องห้ามพลาด ‘หมู่บ้านอีสาน’

กับอีกหนึ่งไฮไลต์ที่ไม่อยากให้พลาดคือ ‘หมู่บ้านอีสาน’ ที่เราตั้งใจถ่ายทอดเรื่องราวชีวิตผ่านเอกลักษณ์การสร้างเรือนของคนอีสานแต่ละถิ่น ซึ่งพวกเราทุ่มเทกันมากในการออกไปตระเวนดูแบบบ้านของแต่ละจังหวัดในภาคอีสาน ได้เห็นหลายรูปแบบทั้งเรือนโข่ง เฮือนเกย หรือเรือนแฝดว่าของจริงเป็นอย่างไร ก็เกิดจากประสบการณ์ที่ผมได้สัมผัสมาเอง มาผสมผสานกับภาพจำของฝ่ายบริหารสมัยก่อนที่เคยนั่งรถเข้าหมู่บ้านคนอีสานเพื่อเข้าไปซื้อไหม แล้วประทับใจภาพบ้านยกสูงที่มีคอกควายอยู่ใต้ถุน ข้างบ้านปลูกหม่อนเลี้ยงไหม และแว่วเสียงพิณเสียงแคนขับกล่อมยามค่ำคืน เราจึงหยิบเอาบรรยากาศเหล่านั้นมาเนรมิตเป็นซุ้มประตูและถนนทางเข้าหมู่บ้านอีสาน ซึ่งทั้งหมดนี้ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ แต่คือความตั้งใจที่จะชุบชีวิตอดีตขึ้นมาใหม่ครับ”

พื้นที่ 720 ไร่ บริหารจัดการอย่างไร
ให้เกิดความคุ้มค่าและยั่งยืนที่สุด

“พื้นที่ 720 ไร่ ฟังดูใหญ่มหาศาลจนหลายคนสงสัยว่าเราบริหารจัดการอย่างไร และต้องใช้คนเยอะแค่ไหน สมัยก่อนเฉพาะส่วนที่ดูแลฟาร์มเราใช้พนักงานร้อยกว่าคนครับ แต่ปัจจุบันในช่วงที่ยังไม่มีกิจกรรมใหญ่ เราลดจำนวนคนลงเหลือประมาณ 10 กว่าคน โดยเน้นช่วยกันดูแลพื้นที่ บูรณะบ้านอีสาน ปลูกดอกไม้เพื่อรักษาพันธุ์ และทำส่วนของปลูกหม่อนเลี้ยงไหม ซึ่งในส่วนนี้เราค่อนข้างลงตัวเพราะมีทั้งโรงเลี้ยงและระบบอีแวป ที่ช่วยควบคุมสภาพอากาศได้ ทำให้การจัดการเรื่องไหมไม่มีปัญหา

แต่สิ่งที่ยากและต้องวางแผนอย่างหนักคือการปลูกดอกไม้ เมื่อก่อนเราเน้นหว่านให้เป็นทุ่ง แต่ตอนหลังเราปรับมาปลูกเป็นแปลงเพื่อที่จะกำหนดวันออกดอกได้แม่นยำขึ้น ตรงนี้ก็ถือเป็นอีกหนึ่งสาเหตุทำให้หลายคนไม่กล้าปลูกดอกไม้สายพันธุ์ใหม่ๆ เพราะหัวใจสำคัญคือ ‘แปลงทดลอง’ ผมจะไม่ยอมให้ลงพื้นที่จริงเด็ดขาดถ้ายังไม่ผ่านการทดลองจนเห็นผลลัพธ์ที่ชัดเจน แม้แต่เมล็ดพันธุ์จากญี่ปุ่นที่ระบุว่าออกดอกใน 45 วัน พอมาเจออากาศบ้านเราที่ร้อนกว่า บางทีแค่ 35 วันก็ออกดอกแล้ว

ซึ่งความเปลี่ยนแปลงของสภาพอากาศในแต่ละปีถือเป็นตัวแปรสำคัญมาก อย่างมีปีหนึ่งก่อนเริ่มงานเพียงสัปดาห์เดียว อุณหภูมิลดฮวบลงมาเหลือ 9-10 องศา ทำให้ดอกคอสมอส และดอกดาวกระจายที่เราปลูกมาเป็นสิบปีไม่ออกดอกตามกำหนด คือออกช้ากว่าเดิมไปประมาณ 10 วัน เราถึงขั้นต้องใช้วิธีเปิดสปอร์ตไลต์ส่องแปลงคอสมอสตอนกลางคืน เพื่อให้ความอบอุ่นและกระตุ้นการออกดอก เพราะงานท่องเที่ยวเรามีกำหนดวันเปิด-ปิดที่ชัดเจน

เพราะฉะนั้นความหวังสูงสุดของคนทำงาน ของคนทำแหล่งท่องเที่ยวคือวันเปิดงานวันแรก ผมขอแค่ให้ดอกไม้บานสัก 20-30% ก็พอแล้ว เพื่อไม่ให้นักท่องเที่ยวที่เขาตั้งใจมาหาเราต้องผิดหวัง แต่บางครั้งทุกอย่างก็ไม่ได้สมบูรณ์แบบเสมอไป เช่น ถ้าสัปดาห์สุดท้ายก่อนปิดงานเจอแดดที่ร้อนจัดจนดอกไม้เหี่ยวแห้งไวเกินไป เราก็ต้องยอมรับความเป็นจริง เพราะนี่คือวิถีของการทำเกษตรครับ”

“2026 จิม ทอมป์สัน ฟาร์ม
เตรียมพร้อมสู่ ฟาร์มเฟสติวอล”

“หลังจากที่เราได้พักฟาร์มเพื่อปรับปรุงพื้นที่ครั้งใหญ่ ปลายปี 2569 นี้ จิม ทอมป์สัน ฟาร์ม พร้อมแล้วที่จะเชิญชวนทุกคนกลับมาร่วมเปิดประสบการณ์ใหม่ไปกับเรา

การกลับมาครั้งนี้เรามีการปรับโฉมครั้งสำคัญ จากที่เคยเป็นฟาร์มทัวร์นั่งรถชมวิวแบบเดิม เรากำลังก้าวสู่การเป็น ‘ฟาร์มเฟสติวัล’ อย่างเต็มตัว โดยจะเน้นการลงรายละเอียดในทุกมิติ ทั้งประเพณีวัฒนธรรมอีสานที่เข้มข้นขึ้น และงาน Art on Farm ที่เราตั้งใจทำให้มีความถาวรและกลมกลืนกับพื้นที่มากขึ้น ไม่ใช่แค่การยกผลงานมาตั้งโชว์ชั่วคราว แต่คือการถ่ายทอดความหลากหลายของอีสานในมุมที่ลึกซึ้งกว่าเดิม

ที่สำคัญ เราจะเน้นการทำงานร่วมกับศิลปินและชุมชนอย่างจริงจัง เพื่อเนรมิตให้อีเวนต์นี้เป็นพื้นที่แห่งการเรียนรู้ร่วมกันสำหรับทุกคน สุดท้ายนี้ ผมขอฝากช่องทางติดตาม Jim Thompson Official ซึ่งตอนนี้เรากำลังตั้งใจทำคอนเทนต์บอกเล่าเรื่องราวของอาหารและวัฒนธรรมอีสานอย่างต่อเนื่อง ฝากติดตามและเป็นกำลังใจให้พวกเราด้วยนะครับ” ลุงต้อง กล่าวทิ้งท้าย

สำหรับใครที่ตั้งใจอยากจะไปเยือน จิม ทอมป์สัน ฟาร์ม ให้ได้สักครั้ง สามารถติดตามรายละเอียดและความเคลื่อนไหวต่างๆ เพิ่มเติมได้ที่หน้าเพจ :Jim Thompson Farm

Related Posts