Featured พืชทำเงิน เกษตรรอบด้าน

อดีตนักโฆษณาเผยวิชาญี่ปุ่น ปลูกมันหวาน 2 ไร่ ยอดขายออนไลน์พุ่ง 2.5 แสน/เดือน

เคยสงสัยไหมว่าทำไมผู้บริโภคถึงยอมจ่ายแพงกว่า เพื่อให้ได้กินมันสายพันธุ์ญี่ปุ่น คำตอบไม่ได้อยู่ที่แค่สายพันธุ์ แต่อยู่ที่รายละเอียดตั้งแต่การเตรียมดิน เทคนิคการปลูก ไปจนถึงการบ่มให้หวานจัด ซึ่งส่งผลให้ราคาขายในตลาดต่างกันมาก

คุณอู๊ด-อภิสิทธิ์ ลิ้มวัฒนาพิบูลย์ เกษตรกรผู้ปลูกมันหวานญี่ปุ่น เจ้าของไร่รวมสุข

วันนี้ คุณอู๊ด-อภิสิทธิ์ ลิ้มวัฒนาพิบูลย์ เกษตรกรผู้ปลูกมันหวานญี่ปุ่น เจ้าของไร่รวมสุข อยู่ที่อำเภอหนองสองห้อง จังหวัดขอนแก่น จะมาเผยวิชาลับการปลูกมันหวานส่งตรงจากญี่ปุ่น พร้อมกางสูตรสำเร็จว่าพื้นที่แค่ 2 ไร่ ก็สามารถปั้นมูลค่าให้กลายเป็นรายได้หลักแสนต่อเดือนได้อย่างไร

คุณอู๊ด เล่าว่า ก่อนจะผันตัวมาเป็นเกษตรกร เขาคร่ำหวอดอยู่ในวงการโฆษณามานานกว่า 20 ปี ในย่านธุรกิจใจกลางกรุงเทพฯ จนถึงจุดอิ่มตัว…จุดที่เริ่มรู้สึกว่างานที่ทำอยู่ไม่สนุกและไม่มีความตื่นเต้นอีกต่อไป ซึ่งสำหรับเขาถือเป็นสัญญาณที่บอกว่าถึงเวลาแล้วที่จะต้องเริ่มต้นทำอะไรใหม่ๆ จึงตัดสินใจทิ้งชีวิตเมืองกรุง กลับบ้านเกิดมาสานฝันที่รอคอยมาตลอด 20 ปี นั่นคือการทำเกษตรอย่างที่ตั้งใจไว้

“ความฝันในการทำเกษตรของผม เริ่มต้นจากการได้ไปเรียนรู้ดูงานที่ประเทศญี่ปุ่น ซึ่งหนึ่งในของขึ้นชื่อที่นั่นคือมันหวาน ผมจำได้ว่าตอนนั้นไปยืนรอเพื่อนซื้อของ แล้วมีกลิ่นหอมโชยมาพอดี เลยเดินตามกลิ่นไปจนเจอเข้ากับร้านขายมันหวานญี่ปุ่น ผมจึงได้ลองซื้อมาทานดู แม้ราคาในตอนนั้นจะแพงมาก ถ้าเทียบเป็นเงินไทยตอนนั้นก็ตกหัวละ 100 กว่าบาท แต่พอได้ชิมแล้ว ผมรู้สึกทันทีว่านี่คือมันที่อร่อยที่สุดตั้งแต่เคยชิมมา กลายเป็นความฝันตั้งแต่วันนั้นว่าถ้ามีโอกาส อยากจะลองปลูกให้ได้สักครั้ง และวันนี้ความฝันของผมก็เป็นจริงแล้วครับ”


ถอดบทเรียนความผิดพลาด
สู่ผลผลิตที่ถูกใจ 100 เปอร์เซ็นต์

คุณอู๊ด บอกว่า จากพื้นที่ว่างข้างบ้านและความรู้ที่เป็นศูนย์ เริ่มต้นการเป็นเกษตรกรด้วยการทุ่มเทศึกษาข้อมูลอย่างหนัก ตั้งแต่การเฟ้นหาต้นพันธุ์ที่นำเข้าจากญี่ปุ่นโดยตรง มาจนถึงวันนี้เป็นเวลากว่า 3 ปี ในบทบาทคนปลูกมันหวาน

แต่กว่าจะมีผลผลิตที่น่าภาคภูมิใจอย่างทุกวันนี้ ต้องผ่านการล้มลุกคลุกคลานและลองผิดลองถูกร่วมปี เพื่อเรียนรู้ธรรมชาติของมันหวานญี่ปุ่นอย่างแท้จริง

การปลูกรอบแรก ผมประสบปัญหา ปลูกไปแล้วมันมีแต่ใบแต่ไม่มีหัว แต่ความล้มเหลวครั้งนั้นไม่ได้ทำให้ผมท้อถอย ผมนำทักษะจากการทำงานประจำมาปรับใช้ คือการกลับมาทบทวนและหาข้อมูลเพิ่ม ผมจึงเข้าไปปรึกษาเกษตรอำเภอและได้รับคำแนะนำให้กลับไปเริ่มที่พื้นฐาน ศึกษานิสัยของพืชชนิดนี้ให้ลึกซึ้ง ตั้งแต่การเตรียมพื้นที่ไปจนถึงการเลือกปุ๋ยให้ตรงตามช่วงที่พืชต้องการ จนได้รู้ว่ามันญี่ปุ่นไม่ชอบน้ำแฉะ และต้องการการบำรุงที่แตกต่างกันในแต่ละระยะการเติบโต

การปลูกรอบที่สอง ผมนำความรู้มาปรับปรุงดินและใส่ปุ๋ยคอกตามคำแนะนำ เมื่อครบ 3 เดือนผลลัพธ์เริ่มน่าชื่นใจเพราะเริ่มมีหัวให้เห็น แต่รสชาติกลับยังไม่เป็นที่พอใจ มันยังไม่หวานและไม่หนึบเท่าที่ควร นั่นแปลว่าผมเริ่มปลูกเป็นแล้ว แต่ยังขาดเทคนิคการทำให้มันหวานแบบที่ตลาดชอบ

การปลูกรอบที่สาม ผมจึงเสาะหาความรู้เพิ่มเติมจากผู้เชี่ยวชาญที่ญี่ปุ่น จนได้พบความลับสำคัญคือ การยกดินให้สูงเพื่อให้หัวมันมีพื้นที่ขยายตัวและทรงสวยคล้ายแคร์รอต รวมถึงการเติมแร่ธาตุที่จำเป็นทั้งธาตุหลักและธาตุรอง ทั้งทางใบและทางรากเพื่อให้ได้รสชาติที่หวานฉ่ำ

เมื่อทำตามสูตรนี้ในรอบที่ 3 ผลลัพธ์ที่ได้คือความสำเร็จครับ ผมได้ทั้งมันหวานที่ทรงสวยและรสชาติที่อร่อยถูกใจ เป็นรางวัลตอบแทนความพยายามตลอด 3 ปีที่ผ่านมา”

“เบนิฮารุกะ”
สายพันธุ์อันดับ 1
ที่ตลาดต้องการ

สำหรับการปลูกมันหวานญี่ปุ่น คุณอู๊ด บอกว่า ที่ฟาร์มเลือกใช้พื้นที่ 2 ไร่ มุ่งเน้นไปที่สายพันธุ์ “เบนิฮารุกะ” เป็นหลัก เนื่องจากมีรสชาติหวานเป็นเอกลักษณ์ กลิ่นหอม เนื้อเนียนนุ่ม และไม่มีเสี้ยน ทำให้เป็นที่ต้องการของตลาดมากที่สุด

และอีกข้อได้เปรียบคือ เมื่อเราปลูกเอง เราสามารถควบคุมคุณภาพให้ใกล้เคียงกับของนำเข้า แต่ส่งต่อให้ลูกค้าได้ในราคาย่อมเยากว่า ทำให้ผู้บริโภคเข้าถึงได้ง่ายขึ้น

อย่างไรก็ตาม “การทำตลาด” ถือเป็นบทเรียนบทที่สี่ ของการลองผิดลองถูก หลังจากที่เคยผ่านขั้นตอนการปลูกจนได้รสชาติที่ลงตัวมาแล้ว แต่ในรอบที่สี่ นี้กลับประสบปัญหาใหม่คือ “ผลิตได้อร่อย…แต่ขายไม่เป็น” ในตอนแรกคิดแค่ว่าถ้าเราปลูกให้ได้คุณภาพแล้วนำไปวางขายตามตลาดแถวบ้านก็น่าจะขายได้ แต่ความเป็นจริงกลับไม่ใช่ เพราะต้องเจอกับกลไกตลาดในท้องถิ่น หากตั้งราคาตามคุณภาพสินค้าก็ไม่มีคนซื้อ แต่ถ้าต้องยอมขายถูกเพียงกิโลกรัมละ 20-30 บาท ก็จะประสบปัญหาขาดทุนทันที

จุดนี้เองที่ทำให้ต้องหันมาศึกษาเรื่องการทำตลาดออนไลน์อย่างจริงจัง เพื่อสร้างโอกาสและมองหาช่องทางใหม่ๆ ที่ตอบโจทย์สินค้าพรีเมียมของฟาร์มให้ได้มากที่สุด

เทคการปลูกมันหวาน
จากตำราเกษตรกรญี่ปุ่น

คุณอู๊ด ให้ข้อมูลว่า มันสายพันธุ์ญี่ปุ่นสามารถปลูกในไทยได้โดยไม่มีปัญหา เพราะตามธรรมชาติแล้วมันหวานญี่ปุ่นจะไม่ชอบน้ำแฉะ ซึ่งพื้นที่ตรงนี้เป็นดินทรายจึงถือว่ามีความเหมาะสมอย่างมากในการปลูก

ส่วนเรื่องสภาพอากาศ มันหวานญี่ปุ่นจะชอบอากาศเย็นและมีลมพัดผ่าน แต่จะไม่ชอบฝน ดังนั้น ในช่วงที่มีฝนชุกจะแนะนำให้เน้นปลูกเพื่อเก็บต้นพันธุ์แทนการปลูกเพื่อเก็บเกี่ยวหัว

การเตรียมดินคือหัวใจหลัก

การเตรียมดินคือหัวใจหลัก อันดับแรกต้องพิจารณาสภาพดินก่อน อย่างในพื้นที่ภาคอีสานที่เป็นดินทราย จะเลือกใช้ปุ๋ยคอกที่หาได้ง่ายในท้องถิ่น เช่น มูลวัวหรือมูลสุกร นำมาตากแดดเพื่อลดความร้อน จากนั้นนำไปผสมกับแกลบแล้วไถพรวนทิ้งไว้ 1 เดือน เพื่อปรับสภาพดินให้พร้อมที่สุด

การยกแปลงและระบบน้ำ เทคนิคสำคัญที่ช่วยให้หัวมันทรงสวย คือการยกแปลงให้สูงประมาณ 40-50 เซนติเมตร เพื่อเพิ่มพื้นที่ในการขยายหัวมันให้เต็มที่ จากนั้นจึงติดตั้งระบบสายน้ำหยด โดยวางระยะห่างระหว่างต้นอย่างน้อย 30 เซนติเมตร แต่ถ้าจะให้ดีที่สุดควรอยู่ที่ 40-50 เซนติเมตร เพื่อให้รากแตกแขนงและหาอาหารได้สะดวก

ยกแปลงและระบบน้ำ

การเตรียมยอดและการปลูก ก่อนปลูกให้นำยอดที่เตรียมไว้มาแช่น้ำ 1 คืน (จะใช้หรือไม่ใช้น้ำยาเร่งรากก็ได้) เพียงคืนเดียวรากฝอยจะเริ่มงอกออกมา ที่นี่จะเลือกปักยอดในช่วงเช้าเพื่อความสะดวกในการทำงาน โดยใช้เทคนิคปักยอดเอียง 45 องศาเพื่อให้รากแทงลงดินได้มากที่สุด เมื่อรากแตกแขนงหาอาหารได้ดีและแตกยอดใบได้สมบูรณ์ ผลผลิตหัวมันก็จะออกมาสมบูรณ์

การดูแลรดน้ำ จะรดน้ำแค่ช่วงเช้าและเย็น วันละประมาณ 5-10 นาที ตั้งแต่เริ่มปลูกไปจนถึงเก็บเกี่ยว โดยเปิดน้ำแค่พอให้ดินชุ่มเท่านั้น มันหวานญี่ปุ่นถือเป็นพืชอีกหนึ่งชนิดที่ช่วยประหยัดน้ำได้เป็นอย่างดี

การบำรุงปุ๋ย สำหรับการบำรุงปุ๋ย หลักๆ จะแบ่งใส่เป็น 3 ช่วง หลังจากลงปลูกไปแล้วประมาณ 20 วัน จะเริ่มให้ปุ๋ยทั้งทางรากและทางใบ โดยช่วงแรกจะใช้ปุ๋ยสูตรเสมอ 16-16-16 จากนั้นพอต้นเริ่มแตกใบเยอะขึ้น จะเสริมปุ๋ยทางใบโดยเน้นสูตรตัวหน้าสูงเป็นหลัก จนกระทั่งเข้าสู่เดือนสุดท้าย เมื่อต้นสมบูรณ์และใบเขียวสวยแล้ว จะเปลี่ยนมาใช้ปุ๋ยสูตรตัวหลังสูงเพื่อเร่งความหวาน โดยใช้วิธีโรยบริเวณรอบโคนต้นในปริมาณ 1 ช้อนโต๊ะ พร้อมทั้งมีการฉีดพ่นปุ๋ยทางใบควบคู่กันไปทุกๆ 10 วัน

เทคนิคเพิ่มความหวาน หัวใจสำคัญอยู่ที่สายพันธุ์ การเลือกใส่ปุ๋ยให้ถูกช่วงตามที่พืชต้องการ และที่สำคัญที่สุดคือการบ่มเพราะต่อให้ดูแลมาดีเพียงใด แต่หากเก็บเกี่ยวแล้วส่งให้ลูกค้าทันทีโดยไม่ผ่านกระบวนการบ่ม มันหวานก็จะไม่ให้รสชาติที่ต้องการ

เทคนิคคือหลังจากเก็บเกี่ยวผลผลิตเสร็จแล้ว ให้นำมาบ่มไว้ในโกดังหรือสถานที่ที่แดดส่องไม่ถึงและมีอากาศถ่ายเทสะดวก โดยใช้เวลาบ่มประมาณ 7-10 วัน เพื่อกระตุ้นให้มันสะสมความหวานจนเต็มที่ก่อนจะส่งถึงมือลูกค้า

การป้องกันและกำจัดโรคแมลง ศัตรูตัวฉกาจของมันหวานคือด้วงงวงมันเทศ ซึ่งหากเข้าไปกัดกินผลผลิตแล้วจะทำให้มีกลิ่นเหม็นจนทานไม่ได้ สำหรับการแก้ปัญหานั้นสามารถทำได้ 2 วิธี

1. วิธีภูมิปัญญาชาวบ้าน เป็นเทคนิคที่เกษตรอำเภอแนะนำมา คือให้ปลูกตามทิศทางลม โดยสังเกตว่าลมพัดไปทางไหนให้ปลูกไปทางนั้นเพื่อให้ลมช่วยพัดพาแมลงออกไป วิธีนี้ทำได้ง่ายแต่ได้ผลจริง เพียงแค่ลองโยนฟางขึ้นฟ้าดูว่าปลิวไปทิศทางใด ก็ให้เริ่มปลูกไปตามทิศทางนั้นครับ

2. การใช้สารชีวภาพ คือการใช้เชื้อราบิวเวอเรียฉีดพ่นทุกๆ 3-4 วัน เพื่อควบคุมแมลง แม้วิธีนี้อาจจะต้องใช้เวลาและไม่เห็นผลทันตาเหมือนการใช้สารเคมี แต่เป็นการเน้นป้องกันอย่างต่อเนื่องเพื่อให้ผลผลิตปลอดภัยและไม่มีแมลงรบกวน

ปริมาณผลผลิต ในด้านปริมาณผลผลิต ที่ฟาร์มจะเน้นผลิตให้สัมพันธ์กับยอดขายเป็นหลัก โดยตั้งเป้าไว้ที่สัปดาห์ละประมาณ 1,500-2,000 กิโลกรัม ด้วยการวางแผนปลูกใหม่ทุกๆ 2 สัปดาห์ เพื่อให้มีผลผลิตหมุนเวียนสำหรับขายได้ทุกวันและทุกสัปดาห์

ซึ่งแนวคิดนี้จะต่างจากเกษตรกรส่วนใหญ่ที่มักจะปลูกครั้งละมากๆ แล้วเก็บเกี่ยวทีเดียว แต่สำหรับการขายออนไลน์นั้นทำแบบนั้นไม่ได้ เพราะหากสินค้าขาดสต๊อกเพียงวันเดียว ระบบของแอปพลิเคชันจะปิดกั้นการมองเห็นและส่งผลกระทบต่อยอดการเข้าถึงทันที ดังนั้น เราจึงต้องวางแผนการผลิตด้วยตัวเองอย่างรัดกุม เพราะหากทำมากเกินไปผลผลิตก็จะเหลือทิ้ง แต่หากทำพอดีกับแผนที่วางไว้ก็จะสร้างรายได้ได้อย่างต่อเนื่อง

เทคนิคการทำตลาดออฟไลน์-ออนไลน์
ขายยังไงให้ยอดขายทะลุหลักแสน

สำหรับเทคนิคการทำตลาด คุณอู๊ด อธิบายว่า ทางฟาร์มเน้นทำทั้งตลาดออฟไลน์และออนไลน์ควบคู่กันไป แต่สัดส่วนหลักจะอยู่ที่ตลาดออนไลน์มากกว่า สำหรับตลาดออฟไลน์จะเน้นกลุ่มคนเมืองที่มีกำลังซื้อสูง เช่น การออกบูธที่ตลาด อ.ต.ก. หรือ K-Village ส่วนตลาดออนไลน์จะครอบคลุมทุกแพลตฟอร์ม ทั้ง Shopee, TikTok และ Facebook รวมถึงมีการเปิดขายแบบเดลิเวอรีเพิ่มเติมในช่วงที่มีผลผลิตออกมาจำนวนมาก

ปัจจุบันมันหวานญี่ปุ่นของ “ไร่รวมสุข” ขายอยู่ที่ขีดละ 30 บาท หรือกิโลกรัมละ 300 บาท ซึ่งสามารถสร้างรายได้เติบโตขึ้นจากช่วงแรกอย่างต่อเนื่องประมาณ 20-30 เปอร์เซ็นต์ โดยเฉลี่ยรายได้ ณ ปัจจุบันอยู่ที่ประมาณ 250,000 บาทต่อเดือน

เคล็ดลับสำคัญคือ สินค้าต้องมีคุณภาพ การตลาดต้องแม่นยำเพื่อหาลูกค้าให้เจอ และที่ขาดไม่ได้คือการขนส่งที่รวดเร็ว หัวใจสำคัญอยู่ที่การบริหารจัดการตั้งแต่วางแผนปลูกไปจนถึงการสต๊อกสินค้า โดยเราเน้นส่งของแบบวันต่อวันทันทีที่ได้รับคำสั่งซื้อ เพื่อให้สินค้าถึงมือลูกค้าเร็วที่สุด ซึ่งนอกจากจะเป็นความต้องการของลูกค้าแล้ว ยังสอดคล้องกับกฎของแต่ละแพลตฟอร์มด้วย ดังนั้น เราจึงต้องปรับตัวและเรียนรู้เทคโนโลยีใหม่ๆ อยู่เสมอเพื่อให้ก้าวทันความเปลี่ยนแปลง

ในยุคที่มีการแข่งขันสูง
ปรับตัวยังไงให้อยู่รอดและมั่นคง

“พื้นฐานเกษตรกรไทยของเราเก่งอยู่แล้วครับ แต่ยังขาดสิ่งที่เรียกว่าการบูรณาการทางการตลาด โดยเฉพาะตลาดออนไลน์ ซึ่งผมมองว่าเป็นโอกาสมหาศาลสำหรับพวกเรา ถ้าเรารู้จักทำตลาดด้วยตัวเอง ผมเน้นย้ำว่าต้องลองทำเองนะครับ หากเราเปิดใจเรียนรู้และลงมือทำ ผมเชื่อว่าอีกไม่นานทุกคนจะสามารถสร้างตลาดของตัวเองได้โดยไม่ต้องพึ่งพาพ่อค้าคนกลาง และนี่คือโอกาสทองของเรา

ผมอยากแนะนำทั้งเกษตรกรรุ่นใหม่และเกษตรกรรุ่นเก่าที่พอจะปรับตัวได้ ให้ลองก้าวเข้าสู่โลกออนไลน์ดูครับ โดยเน้นการทำตลาดแบบจริงใจ สื่อสารให้ผู้บริโภคเห็นว่าสินค้าที่เขาได้รับนั้น ปลูกจากดินที่มีคุณภาพและดูแลด้วยหัวใจของเกษตรกรจริงๆ ครับ” คุณอู๊ด กล่าวทิ้งท้าย

สำหรับท่านใดที่สนใจสอบถามข้อมูลการปลูกมันหวานญี่ปุ่นเพิ่มเติม สามารถติดต่อได้ที่เพจ : ไร่รวมสุข ขอนแก่น – Rairuamsuk Khonkaen เบอร์โทร. 098-995-6589

เผยแพร่ออนไลน์ล่าสุด เมื่อวันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2569

Related Posts