โกโก้ ถือเป็นพืชที่คนรู้จักดีและกินได้ทุกเพศทุกวัย เดิมทีโกโก้มีถิ่นกำเนิดมาจากทวีปอเมริกาใต้ สมัยก่อนคนไทยจะรู้จักแค่ว่านี่คือโกโก้หรือช็อกโกแลต แต่ไม่เคยเห็นผลจริงๆ สักทีว่าหน้าตาเป็นยังไง
ช่วงหลายปีมานี้ การปลูกโกโก้เริ่มแพร่หลายในไทย มีการส่งเสริมทั้งจากภาครัฐและบริษัทต่างๆ จนหลายคนเจ๊ง เพราะปลูกแล้วไม่รู้จะไปขายที่ไหน พอถึงเวลาบริษัทที่เคยรับปากว่าจะรับซื้อก็หายตัวไป ทำให้เกษตรกรหลายรายเข็ดและมองโกโก้ในแง่ลบ
อย่างไรก็ตาม วันนี้กระแสโกโก้ได้หวนกลับมาอีกครั้ง คราวนี้คนปลูกต้อง “รู้เท่าทันการตลาด” คือต้อง ปลูกเอง แปรรูปเอง ขายเอง และง้อพ่อค้าคนกลางให้น้อยที่สุด ถ้าทำแบบนี้ได้ โกโก้ก็จะกลายเป็น “พืชทางรอด” ของคนปลูกได้อย่างแท้จริง

คุณแอน-อัจฉราพรรณ จันต๊ะบุญ ครูสอนวิทยาศาสตร์ เจ้าของ “สวนคำหล้า คาเคา” ตำบลแม่เจดีย์ใหม่ อำเภอเวียงป่าเป้า จังหวัดเชียงราย ผู้พลิกวิกฤตสวนโกโก้ของพ่อ จากที่เคยขายผลสดได้เพียงครั้งละ 250 บาท เปลี่ยนมาแปรรูปเพิ่มมูลค่าด้วยการทำ “ช็อกโกแลตบาร์” จนมียอดขายเดือนละกว่า 1,000 ชิ้น สร้างรายได้หลักแสนต่อเดือน
คุณแอนอธิบายถึงสถานการณ์ตลาดโกโก้ในจังหวัดเชียงรายว่า ปัจจุบันถือว่ากำลังไปได้สวย ผลผลิตยังมีน้อย ไม่เพียงพอต่อความต้องการของตลาด ทำให้ราคาผลสดขยับสูงขึ้นกว่าเมื่อก่อน
หากย้อนไปช่วงปี 64 ราคาผลผลิตจะอยู่ที่ประมาณ 4-5 บาทต่อกิโลกรัม แต่ปัจจุบันราคาสูงขึ้นเป็น 10-15 บาทต่อกิโลกรัม ส่วนสาเหตุหลักที่ทำให้ผลผลิตไม่พอกับความต้องการ คุณแอนมองว่าส่วนหนึ่งเกิดจากเกษตรกรยังขาดความเชื่อมั่น เพราะยังไม่รู้จักต้นโกโก้ดีพอ และไม่แน่ใจว่าจะกลายเป็นพืชเศรษฐกิจตัวจริงเหมือนกับ “กาแฟ” ได้หรือไม่ เนื่องจากเพิ่งมีการปลูกอย่างจริงจังไม่ถึง 10 ปี
ประกอบกับเมื่อช่วงปี 66 พอราคาตก ชาวสวนก็พากันตัดต้นโกโก้ทิ้งไปเป็นจำนวนมาก แต่ล่าสุดเริ่มมีคนกลับมาปลูกเพิ่มขึ้น และมองว่าในอนาคตจะมีคนปลูกมากขึ้นอีก เพราะทางภาครัฐเองก็หันมาสนับสนุนทั้งเรื่องการปลูกและการส่งเสริมการรับซื้ออย่างจริงจัง
“โกโก้”พืชเศรษฐกิจน่าปลูก
ปลูกดูแลง่าย อนาคตสดใส
คุณแอน บอกว่า “คำหล้า คาเคา” มีจุดเริ่มต้นมาจากคุณพ่อที่มีอาชีพรับราชการ และมองหาอาชีพเสริมไว้รองรับหลังเกษียณ ซึ่งคุณพ่อมีความชอบในทางเกษตรอยู่แล้ว แต่ไม่อยากปลูกพืชที่ต้องดูแลเอาใจใส่มากเกินไป
จึงตัดสินใจเลือกปลูกโกโก้จำนวน 7 ไร่ เพราะตอบโจทย์เรื่องการปลูกและดูแลง่าย ใช้ต้นทุนไม่สูง ปลูกครั้งเดียวสามารถเก็บผลผลิตขายได้นานถึง 30-50 ปี ประกอบกับในช่วงนั้นหน่วยงานภาครัฐเองก็มีการส่งเสริมการปลูกด้วย
“ในช่วงแรกแอนก็ไม่ได้เข้ามาช่วยดูแลมากเท่าไหร่ แต่พอปลูกโกโก้เข้าปีที่ 6 ผลผลิตราคาตกต่ำมาก ปีนั้นจำได้ว่าขายโกโก้ผลสดแล้วได้เงินมาแค่ 250 บาท เลยบอกคุณพ่อไปว่าไม่ต้องขายให้เขาแล้ว เดี๋ยวเราจะไปเรียนการแปรรูปเพิ่มเอง
จากนั้นก็ใช้เวลาเรียนรู้เรื่องการหมัก การตาก ลองผิดลองถูกอยู่ประมาณ 1 ปี จนสามารถนำผลผลิตของสวนทั้งหมดมาแปรรูปเพิ่มมูลค่าได้ และยังต่อยอดสร้างงานสร้างอาชีพให้คนในชุมชนด้วยการรับซื้อผลผลิตในนามวิสาหกิจชุมชนคำหล้า คาเคา รวมถึงเกษตรกรนอกเครือข่ายอีก 20 คน เพื่อนำผลผลิตมาแปรรูปทั้งหมด”

สำหรับที่สวนจะเปิดรับซื้อทุกๆ 14-15 วัน ซึ่งเป็นช่วงที่ผลผลิตออกพอดี การรับซื้อทั่วไปจะแบ่งเป็น 3 เกรด คือ เกรดเอ เกรดบี และเกรดซี แต่ทางสวนจะรับซื้อแค่ 2 เกรด คือเกรดเอและเกรดบี โดยเกรดเอรับซื้อกิโลกรัมละ 10 บาท ต้องมีน้ำหนักผล 3 ขีดขึ้นไป ความสุกอยู่ที่ 40-80 เปอร์เซ็นต์ ส่วนเกรดบีรับซื้อกิโลกรัมละ 5 บาท คือน้ำหนักผลต่ำกว่า 3 ขีดลงไป
ในส่วนของเกรดสุดท้ายคือเกรดซี บางเจ้าจะรับซื้อกิโลกรัมละ 1 บาท คือน้ำหนักต่ำกว่า 2 ขีดลงไป ซึ่งเป็นเกรดที่ซื้อไปทำปุ๋ย เพื่อให้เกษตรกรระบายผลผลิตออกจากสวนให้หมด เพราะถ้าทิ้งไว้จะเน่าเป็นเชื้อรา
ทางด้านปริมาณการรับซื้อ ถ้าเป็นหน้าหนาวจะได้ผลผลิตรอบละ 1-2 ตัน แต่ถ้าเป็นหน้าร้อนจะได้น้อยไม่ถึงครึ่งตัน และจะปิดรับซื้อตั้งแต่เดือนเมษายนถึงเดือนสิงหาคม เพราะผลผลิตออกน้อยจนไม่เพียงพอต่อการหมักหนึ่งล็อต
ปลูกโกโก้ให้เป็น แปรรูปให้เก่ง
หนทางสร้างรายได้หลักแสนต่อเดือน
คุณแอน บอกว่า โกโก้เป็นพืชที่มีข้อดีหลายอย่าง ข้อแรกคือปลูกและดูแลง่าย แต่สิ่งสำคัญคือต้องมีแหล่งน้ำ สองคือเป็นพืชที่ปลูกครั้งเดียวเก็บเกี่ยวได้นานหลายสิบปี แถมยังเก็บผลผลิตได้ทุกๆ 14-15 วัน คนวัยเกษียณก็ทำได้ ที่สำคัญคือมีราคาดีกว่าการปลูกลำไยในภาคเหนือ ณ ตอนนี้
ในแง่ของการบริโภค โกโก้สามารถกินได้ทุกเพศทุกวัย ตั้งแต่เด็กไปจนถึงวัยชรา ต่างจากพืชบางชนิดที่มีข้อจำกัดเรื่องช่วงอายุ ส่วนการแปรรูปก็ทำได้หลากหลาย ทั้งเมนูเครื่องดื่ม คราฟต์โซดา แอลกอฮอล์ เครื่องสำอาง ไปจนถึงยา

สำหรับสายพันธุ์ที่สวนเลือกปลูกหลักๆ มี 2 สายพันธุ์ คือ สายพันธุ์ IM1 ผลดิบมีสีม่วงอมแดง ผลสุกสีส้มอมเหลือง จุดเด่นคือกลิ่นหอม ให้ช็อกโกแลตเกรดพรีเมียม เหมาะสำหรับนำไปทำเครื่องดื่มหรือช็อกโกแลตที่มีกลิ่นหอมเฉพาะตัว และสายพันธุ์ชุมพร 1 ผลดิบสีเขียว ผลสุกสีเหลือง ให้เนื้อและปริมาณไขมันเยอะ เป็นโกโก้เกรดทั่วไปที่ตลาดต้องการ
เทคนิคการปลูก โกโก้เป็นพืชที่ปลูกได้เกือบทุกพื้นที่ของประเทศ ขอเพียงเป็นพื้นที่ที่อยู่สูงจากระดับน้ำทะเลไม่เกิน 800 เมตร ถ้าสูงกว่านั้นไม่แนะนำ โดยสภาพดินของที่สวนจะมีลักษณะเป็นดินเหนียวปนทราย
วิธีการเพาะเมล็ด ต้องใช้เมล็ดพันธุ์จากต้นแม่พันธุ์ที่มีอายุ 10 ปีขึ้นไป นำมาเพาะลงในกระบะทรายที่มีความลึกประมาณ 15 เซนติเมตร โดยวางเมล็ดเรียงบนทรายแล้วใช้ทรายกลบทับอีกที ทิ้งไว้ 14 วัน จากนั้นย้ายลงถุงปลูกต่ออีกประมาณ 4 เดือน ซึ่งวัสดุปลูกในถุงจะประกอบไปด้วย ดิน แกลบดำ และปุ๋ยคอก เมื่อต้นแข็งแรงดีแล้วจึงย้ายลงแปลงปลูก โดยใช้ระยะห่างระหว่างต้นประมาณ 3×3 เมตร หรือ 3×4 เมตร พื้นที่ 1 ไร่ จะปลูกได้ประมาณ 120-150 ต้น
การดูแลรดน้ำ หากมีแหล่งน้ำเพียงพอควรให้น้ำทุกอาทิตย์ แต่ที่สวนมีแหล่งน้ำค่อนข้างจำกัด จึงปรับการให้น้ำเป็นทุกๆ 15 วันครั้ง โดยใช้วิธีปล่อยน้ำเข้าสวนแค่พอให้ดินชุ่ม ทำแบบนี้ไปเรื่อยๆ ยกเว้นในช่วงฤดูฝน
ข้อควรระวัง ในช่วงหน้าแล้งถ้าน้ำไม่พอจะเกิดปัญหา “เมล็ดงอก” ซึ่งตอนนี้ที่สวนกำลังประสบปัญหาอยู่ เนื่องจากสภาพอากาศที่เปลี่ยนฉับพลัน พอหมดฝนแล้วเข้าหนาวทันที ทำให้เมล็ดงอกไปกว่า 30 เปอร์เซ็นต์ของเมล็ดดิบ ลักษณะคือผลยังไม่สุกแต่เมล็ดข้างในเริ่มมีรากและเปลี่ยนเป็นสีน้ำตาลเหมือนผ่านการหมักมาแล้ว ทั้งที่เปลือกข้างนอกยังเป็นสีเขียว ปัญหานี้เกิดจากการขาดน้ำกะทันหัน ส่งผลให้ไม่สามารถนำมาหมักเพื่อแปรรูปได้ ต้องคัดออกไปทำไวน์หรือทำปุ๋ยแทนเท่านั้น
การบำรุงใส่ปุ๋ย โกโก้เป็นพืชที่ไม่ต้องบำรุงเยอะ ถือเป็นข้อดีที่ช่วยลดต้นทุนได้มาก โดยที่สวนจะใส่ปุ๋ยทุก3-4 เดือน ใช้ปุ๋ยสูตรเสมอ 16-16-16 ผสมกับปุ๋ยอินทรีย์ หว่านบริเวณรอบทรงพุ่มปริมาณ 1-2 กำมือ

ปัยหาโรคและแมลง ปัญหาหลักของโกโก้ที่สวนพบเจอคือ เชื้อราไฟทอปธอรา ซึ่งส่วนใหญ่จะเกิดในช่วงหน้าฝน สาเหตุเกิดจากไม่ได้ตัดแต่งทรงพุ่ม ทำให้ใยแน่นเกินไปและดินมีความชื้นสูง จนผลโกโก้กลายเป็นสีดำเสียหาย ดังนั้น โกโก้จึงเป็นพืชที่ต้องหมั่นตัดแต่งกิ่งบ่อยๆ ให้ใต้โคนต้นโล่งและอากาศถ่ายเทสะดวก เพื่อลดการเกิดโรค
นอกจากนี้ โดยเฉพาะสายพันธุ์ IM1 ที่มีกลิ่นหอมเฉพาะตัว มักจะมีหนอนเจาะต้น บางครั้งกิ่งแห้งตายหรือตายทั้งต้น ซึ่งต้องรีบกำจัดเพื่อไม่ให้ลามไปยังต้นอื่น ส่วนเรื่องกระรอกที่เข้ามาขโมยแทะกินผลบ้าง ตรงนี้ทางสวนก็ปล่อยไปตามธรรมชาติ
ระยะเวลาเก็บเกี่ยว ตั้งแต่เริ่มปลูกจนถึงเก็บเกี่ยวครั้งแรกใช้เวลาประมาณ 3 ปี จากนั้นจะเก็บผลผลิตได้เรื่อยๆ ทุก 14-15 วัน ปัจจุบันต้นโกโก้ที่สวนอายุประมาณ 7 ปี ให้ผลผลิตเฉลี่ยประมาณ 35 ลูกต่อต้น ในทุกๆ รอบการเก็บ
70% ของความอร่อยอยู่ที่ “การหมัก”
เทคนิคสำคัญที่คนทำโกโก้ห้ามพลาด
เมื่อถามว่าเทคนิคการหมักสำคัญมากน้อยแค่ไหน คุณแอนอธิบายว่า ขั้นตอนการหมักมีผลต่อกลิ่นและรสชาติมากถึง 70 เปอร์เซ็นต์ โดยที่สวนจะใช้เวลาหมักประมาณ 9 วัน
ขั้นตอนการหมัก ใช้ลังไม้เป็นหลัก รองด้วยใบตองแล้วนำเมล็ดที่แกะแล้วใส่ลงไป ปิดฝาให้สนิทไม่ให้อากาศเข้าเป็นเวลา 2 วัน หลังจากนั้นจึงทำการเปิดเพื่อพลิกเมล็ดให้สัมผัสอากาศ แล้วหมักต่ออีก 7 วัน ซึ่งในระหว่างนี้จะมีการวัดอุณหภูมิและค่า pH รวมถึงการสุ่มเทสต์เมล็ดเพื่อดูว่าเนื้อบ่มสมบูรณ์ดีหรือยัง

การตากและเก็บรักษา เมื่อหมักครบตามกำหนด นำมาตากบนตะแกรงในที่อากาศถ่ายเทสะดวกอีกประมาณ 8-9 วัน จนความชื้นต่ำกว่า 7 เปอร์เซ็นต์ จากนั้นจะนำมาเก็บในถุงเกรนโปร ซึ่งเป็นถุงที่ช่วยป้องกันความชื้นและสภาพแวดล้อมจากภายนอก รวมถึงป้องกันมอดและแมลงต่างๆ ได้เป็นอย่างดี

การแปรรูปสู่ช็อกโกแลตบาร์ หลังจากเก็บเมล็ดไว้ประมาณ 1 เดือน นำมาอบด้วยเตาอบขนมที่อุณหภูมิ 130 องศาเซลเซียส ประมาณ 40 นาที แล้วนำไปกะเทาะเปลือกเพื่อให้ได้โกโก้นิบส์ โดยขั้นตอนนี้จะจ้างคนในชุมชนทำในราคากิโลกรัมละ 50 บาท จากนั้นจะนำโกโก้นิบส์ที่ได้ไปปั่นในเครื่องทำช็อกโกแลตต่ออีก 72 ชั่วโมง แล้วจึงนำมาขึ้นรูปเป็นช็อกโกแลตบาร์ ซึ่งขั้นตอนนี้ถือเป็นเทคนิคเฉพาะตัวที่สำคัญเช่นกัน
โกโก้ทำอะไรได้บ้าง
ส่องไอเดียแปรรูปอัพมูลค่า
คุณแอน บอกว่า ช่องทางการขายมีทั้งออนไลน์และออฟไลน์ โดยออนไลน์จะมีทั้ง Shopee, TikTok และเพจ Facebook ส่วนออฟไลน์จะเป็นกลุ่มลูกค้าที่เข้ามาซื้อโดยตรงที่หน้าสวน
ผลิตภัณฑ์แปรรูปหลักของสวนประกอบไปด้วย
คาเคานิบส์ (Cacao Nibs) ขนาด 200 กรัม ราคา 200 บาท
คาเคาแมส (Cacao Mass) ขนาด 250 กรัม ราคา 400 บาท
ชาเปลือกโกโก้ ขนาด 50 กรัม ราคา 100 บาท
ช็อกโกแลตบาร์ มี 4 สูตร คือ สูตร 100 เปอร์เซ็นต์, 90 เปอร์เซ็นต์, 75 เปอร์เซ็นต์ และสูตรนม 65 เปอร์เซ็นต์ (น้ำหนัก 50 กรัม ราคา 120 บาทเท่ากันทุกสูตร)

นอกจากนี้ ยังมีต้นพันธุ์โกโก้ จำหน่ายหน้าสวนต้นละ 20 บาท (ออนไลน์ต้นละ 30 บาท) โดยผลิตภัณฑ์เด่นที่ขายดีที่สุดคือ ดาร์กช็อกโกแลต 100 เปอร์เซ็นต์ และ 90 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งยอดขายรวมทุกอย่างตกเดือนละกว่า 1,000 ชิ้น สร้างรายได้ประมาณ 120,000 บาทต่อเดือน
หากเทียบกับต้นทุนถือว่าคุ้มค่ามาก เพราะการลงทุนเรื่องเครื่องมือไม่ได้สูงเท่ากาแฟ โดยจะใช้งบลงทุนหลักหมื่นเท่านั้น แต่สิ่งสำคัญคือต้องลง “เวลาและทักษะ” มากกว่าตัวเงิน เพราะตั้งแต่เริ่มเก็บผลสดไปจนถึงแปรรูปเป็นช็อกโกแลตบาร์ ต้องใช้ความใจเย็นและเวลาทำนานถึง 22-23 วันเลยทีเดียว
เกษตรกรมือใหม่
เตรียมตัวอย่างไร
“สำหรับเกษตรกรที่สนใจอยากปลูก สิ่งแรกที่ต้องคำนึงถึงคือเรื่องแหล่งน้ำ ซึ่งสำคัญมาก ใครที่จะปลูกทางภาคเหนือแทนสวนลำไยเดิมควรเตรียมแหล่งน้ำให้พร้อม
การคำนวณรายได้เบื้องต้นคิดง่ายๆ พื้นที่ 1 ไร่ ปลูกได้ประมาณ 100 ต้น ผลผลิตต่อรอบจะได้ขั้นต่ำประมาณ 1 กิโลกรัมต่อต้น แปลว่าทุกๆ 14 วัน เราจะมีผลผลิต 100 กิโลกรัม หรือใน 1 เดือนจะได้ผลผลิต 200 กิโลกรัมต่อไร่ และจะเพิ่มขึ้นในปีถัดๆ ไป ถ้าขายเป็นผลสดก็จะมีรายได้ประมาณ 2,000-3,000 บาทต่อไร่ต่อเดือน โดยที่ไม่ต้องใช้ปุ๋ยเยอะ
ในอนาคตที่สวนมีแผนจะขยายพื้นที่ปลูกและส่งเสริมให้คนในชุมชนปลูกมากขึ้น โดยทำงานร่วมกับทางอำเภอเพื่อผลักดันให้เป็นศูนย์การเรียนรู้ประจำอำเภอด้วย ส่วนการแปรรูปเราจะคราฟต์ให้มีรสชาติที่หลากหลายมากขึ้น เช่น การดึงรสสัมผัสแบบผลไม้หรือดอกไม้ออกมา เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มและทำให้เกิดความยั่งยืนต่อไป” คุณแอน กล่าวทิ้งท้าย
สนใจสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม ติดต่อได้ที่ : Facebook Fanpage: Khamla Cacao คำหล้า คาเคา เบอร์โทรศัพท์: 080-785-3631
