ไม่กี่เดือนก่อน ภาพปลาหมอคางดำที่ถูกจับได้ครั้งละหลายร้อยกิโลกรัมยังเป็นข่าวใหญ่ กรมประมงลงพื้นที่ นักการเมืองลงพื้นที่ สื่อมวลชนลงพื้นที่ คำว่า “วาระแห่งชาติ” ถูกใช้ซ้ำแล้วซ้ำอีก
แต่เมื่อเวลาผ่านไป กระแสเริ่มเงียบลง ข่าวลดลง กิจกรรมลดลง งบประมาณลดลง มีเพียงอย่างเดียวที่ดูเหมือนจะไม่ลดลง คือจำนวนปลาหมอคางดำในสายตาของคนที่ยังต้องอยู่กับมันทุกวัน
ตลอดช่วง 1-2 เดือนที่ผ่านมา สื่อสังคมออนไลน์ยังคงปรากฏภาพเดิมซ้ำแล้วซ้ำเล่า อวนที่เต็มไปด้วยปลาหมอคางดำ คลองที่มองเห็นฝูงปลาว่ายอยู่ริมตลิ่ง ชาวบ้านที่บ่นว่าเคยมีจุดรับซื้อ แต่วันนี้ไม่มีแล้ว ชาวประมงที่บอกว่าจับได้มาก แต่ไม่รู้จะขายให้ใคร
คำถามเริ่มเกิดขึ้นในหลายพื้นที่ ปลาหมอคางดำกลับมาเพิ่มขึ้นจริง หรือเป็นเพราะคนที่เคยกำจัดมันเริ่มหายไป ในทางวิทยาศาสตร์ ไม่มีใครยืนยันได้ในวันนี้ว่าประชากรปลาหมอคางดำทั่วประเทศกำลังเพิ่มขึ้นอีกระลอก

แต่ในทางสังคม ความรู้สึกของคนในพื้นที่กำลังส่งสัญญาณบางอย่าง พวกเขาไม่เชื่อว่าปัญหาจบแล้วเพราะพวกเขายังเห็นปลาอยู่ทุกวัน นี่คือจุดที่น่าสนใจที่สุดของปัญหาปลาหมอคางดำ
2 ปีที่ผ่านมา ประเทศไทยทุ่มทรัพยากรจำนวนมากไปกับคำว่า “กำจัด” แต่แทบไม่มีใครกล้าพูดว่า การกำจัดสัตว์น้ำต่างถิ่นที่ตั้งประชากรได้แล้วในธรรมชาติ เป็นภารกิจที่แทบเป็นไปไม่ได้ยิ่งเมื่อสัตว์ชนิดนั้นสามารถอาศัยอยู่ได้ทั้งน้ำจืด น้ำกร่อย และน้ำเค็ม ขยายพันธุ์ได้รวดเร็ว ปรับตัวเก่ง และแทบไม่มีศัตรูตามธรรมชาติ
คำถามจึงไม่ใช่จะกำจัดให้หมดอย่างไร แต่คือจะควบคุมมันอย่างไรให้อยู่ในระดับที่ธรรมชาติและชุมชนยังรับมือได้ และนั่นทำให้หลายฝ่ายเริ่มหันกลับมามองแนวคิดที่ครั้งหนึ่งเคยถูกมองเป็นเพียงมาตรการเสริม
นั่นคือ “การสร้างมูลค่า” เพราะในโลกความเป็นจริง คนจะจับปลาอย่างต่อเนื่องก็ต่อเมื่อปลาตัวนั้นมีราคา ไม่ใช่เพราะมีคำสั่งจากรัฐ ไม่ใช่เพราะมีโครงการชั่วคราว แต่เพราะการจับปลาสามารถสร้างรายได้กลับคืนมาได้จริง นี่คือ เหตุผลที่ผ่านมา เราเริ่มเห็นปลาหมอคางดำเดินทางออกจากคลองไปสู่โรงงานและสายการผลิตในรูปแบบที่หลายคนไม่เคยคาดคิด
เริ่มจากอาหารสำหรับคน จากปลาที่เคยถูกมองว่าเป็นผู้ร้ายของระบบนิเวศ วันนี้หลายชุมชนในจังหวัดชายฝั่งนำมาผลิตเป็นปลาแดดเดียว ปลาหวาน ลูกชิ้นปลา และปลาร้า บางพื้นที่พัฒนาเป็นกุนเชียงปลา บางพื้นที่ผลิตเป็นน้ำปลา
ที่น่าสนใจคือ เมื่อตัดอคติเรื่องชื่อออกไป เนื้อปลาหมอคางดำกลับมีคุณภาพใกล้เคียงปลานิล มีโปรตีนสูง ไขมันต่ำ และสามารถนำมาแปรรูปได้หลากหลาย ปลาแดดเดียวจากสมุทรสงครามและเพชรบุรีเริ่มมีตลาดของตัวเอง น้ำปลาจากปลาหมอคางดำถูกพัฒนาจนมีรสชาติใกล้เคียงน้ำปลาทะเล ปลาร้าปลาหมอคางดำกลายเป็นสินค้าของชุมชนหลายแห่ง สิ่งเหล่านี้อาจไม่ใช่การแก้ปัญหาระดับประเทศในทันที แต่กำลังสร้างแรงจูงใจให้คนจับปลาออกจากระบบนิเวศมากขึ้น

ในอีกด้านหนึ่ง ปลาหมอคางดำกำลังกลายเป็นวัตถุดิบสำคัญของอุตสาหกรรมอาหารสัตว์ ปลาหลายล้านกิโลกรัมถูกส่งเข้าสู่โรงงานปลาป่น เปลี่ยนจากปลาในคลองให้กลายเป็นอาหารกุ้ง อาหารปลา อาหารไก่ และอาหารสุกร แม้มูลค่าต่อหน่วยจะไม่สูงนัก แต่ข้อดีคือสามารถรองรับปริมาณปลาจำนวนมหาศาลได้ ซึ่งเป็นสิ่งที่ระบบการจัดการปลาหมอคางดำต้องการมากที่สุด
ไม่ต่างจากแนวคิดการเปลี่ยนปลาหมอคางดำให้เป็นอาหารปูทะเล โครงการนำร่องหลายแห่งในภาคใต้พบว่า ปลาที่เคยสร้างปัญหา สามารถกลายเป็นวัตถุดิบเลี้ยงปูขาวที่มีมูลค่าสูงกว่าเดิมหลายเท่า จากปลาไร้ราคาในคลอง กลายเป็นปูทะเลที่มีมูลค่าหลักร้อยบาทต่อกิโลกรัม
ในภาคเกษตร เรื่องราวยิ่งน่าสนใจกว่านั้น ปลาหมอคางดำจำนวนมหาศาลถูกนำไปผลิตน้ำหมักชีวภาพ สวนยางพารา สวนปาล์ม และสวนผลไม้หลายแห่งเริ่มใช้ผลิตภัณฑ์เหล่านี้แทนปุ๋ยเคมีบางส่วน ขณะที่กากปลาที่เหลือยังสามารถนำไปผลิตเป็นปุ๋ยอินทรีย์ได้อีกทอดหนึ่ง แทบไม่มีส่วนใดของปลาที่ต้องถูกทิ้ง
หากมองไปไกลกว่านั้น อนาคตที่น่าสนใจอาจอยู่ในสิ่งที่คนส่วนใหญ่มองไม่เห็น นั่นคือ “ก้างปลา” นักวิจัยหลายสถาบันพบว่า ก้างปลาหมอคางดำมีปริมาณแคลเซียมสูง และสามารถสกัดเป็นผงแคลเซียมคุณภาพสูงได้ จากสัตว์น้ำที่เคยถูกมองว่าเป็นขยะทางนิเวศ กำลังถูกพัฒนาไปสู่วัตถุดิบสำหรับอุตสาหกรรมอาหารสุขภาพเป็นการเพิ่มมูลค่าจากหลักบาท สู่หลักสิบ หรือหลักร้อยบาทต่อกิโลกรัม

ทั้งหมดนี้อาจไม่ใช่คำตอบสุดท้าย แต่กำลังสะท้อนความจริงข้อหนึ่ง การจัดการปลาหมอคางดำอาจไม่ควรผูกติดอยู่กับคำว่า “กำจัด” เพียงอย่างเดียวเพราะการกำจัดต้องใช้งบประมาณ ต้องใช้เจ้าหน้าที่ ต้องใช้โครงการ และเมื่อโครงการจบ การกำจัดก็มักจบตามไปด้วย
แต่ถ้าปลาตัวนี้มีมูลค่า การจับปลาจะไม่ขึ้นอยู่กับงบประมาณรัฐอีกต่อไป ชาวบ้านจะจับเพราะมีรายได้ โรงงานจะรับซื้อเพราะมีวัตถุดิบ ผู้ประกอบการจะพัฒนาเพราะมีตลาดและระบบเศรษฐกิจจะกลายเป็นกลไกควบคุมประชากรปลาโดยธรรมชาติ
สุดท้ายแล้ว ปัญหาปลาหมอคางดำอาจไม่ได้อยู่ที่ปลา แต่อยู่ที่ว่าเราจะเลือกมองมันเป็นอะไร เป็นภาระที่ต้องใช้งบประมาณไล่กำจัดไปตลอด หรือเป็นทรัพยากรที่สามารถดึงออกจากระบบนิเวศ พร้อมสร้างมูลค่ากลับคืนสู่ชุมชน เพราะในวันที่การกำจัดเริ่มสะดุด คำตอบของปัญหาอาจไม่ได้อยู่ที่อวนผืนใหญ่ขึ้น แต่อยู่ที่การทำให้ปลาหมอคางดำมีราคามากพอ จนคนอยากจับมันขึ้นมาจากน้ำทุกวัน
