Exclusive Featured พืชทำเงิน

เกษตรกรวัยเกษียณเมืองคอน พิสูจน์ปลูก ‘วานิลลา’ ในภาคใต้ ผลผลิตดี-รู้ทางไปต่อก่อนผลผลิตออก

โดยทั่วไป วานิลลาถูกมองว่าเป็นพืชที่ให้ผลผลิตได้ดีในพื้นที่ที่มีอากาศค่อนข้างเย็นและมีความชื้นเหมาะสม เช่น พื้นที่สูงในภาคเหนือ หรือบางพื้นที่ของภาคอีสาน เนื่องจากการออกดอกของวานิลลามักได้รับอิทธิพลจากสภาพอากาศที่เย็นลงในบางช่วงของปี ทำให้หลายคนมองว่าพื้นที่ภาคใต้ไม่ใช่แหล่งปลูกวานิลลาที่เหมาะสม

แต่ปัจจุบันนี้ได้เริ่มมีการปลูกวานิลลาเชิงพาณิชย์ในพื้นที่ภาคใต้แล้ว โดยเฉพาะที่จังหวัดนครศรีธรรมราช ซึ่งมีอดีตข้าราชการวัยเกษียณเป็นผู้บุกเบิกทดลองปลูกมานานกว่า 3 ปี หลังศึกษาสายพันธุ์และปรับวิธีการจัดการแปลงให้สอดคล้องกับสภาพภูมิอากาศในพื้นที่

ปีนี้นับเป็นครั้งแรกที่สวนวานิลลาแห่งนี้จะเริ่มเก็บเกี่ยวผลผลิตเชิงการค้า โดยคาดการณ์ผลผลิตไว้ประมาณ 40 เปอร์เซ็นต์ สำหรับผลผลิตในรอบแรก ขณะเดียวกันเจ้าของสวนได้วางแผนด้านการตลาดล่วงหน้า ทั้งการหาช่องทางจำหน่ายและการต่อยอดช่องทางสร้างรายได้ที่หลากหลาย เพื่อรองรับผลผลิตที่กำลังจะออกสู่ตลาด สะท้อนให้เห็นถึงศักยภาพของวานิลลาในฐานะพืชมูลค่าสูงที่สามารถปรับตัวเข้ากับพื้นที่ปลูกใหม่ๆ ได้ หากมีการบริหารจัดการที่เหมาะสม

พี่ยา-ตรียา กลิ่นสุคนธ์ อดีตข้าราชการวัยเกษียณ เจ้าของบ้านสวนวานิลลา นครศรีธรรมราช

พี่ยา-ตรียา กลิ่นสุคนธ์ อดีตข้าราชการวัยเกษียณ ผู้สร้างแรงบันดาลใจครั้งใหม่ให้กับวงการเกษตรมูลค่าสูง ด้วยการเป็นผู้บุกเบิกนำ “วานิลลา” พืชเศรษฐกิจราคาแพงมาทดลองปลูกในโซนภาคใต้สำเร็จ บนพิกัดจังหวัดนครศรีธรรมราช


จากจุดเริ่มต้นในแปลงทดลองขนาด 1 งาน ที่หลายคนเคยตั้งคำถามว่าอากาศภาคใต้จะปลูกได้จริงหรือไม่ วันนี้พี่ยาได้พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่าผลผลิตเติบโตได้ดีเกินคาด จนสามารถเดินหน้าขยายพื้นที่ปลูกเพิ่มอีก 1 งาน รวมเป็น 2 งาน ในปัจจุบัน

พี่ยาเล่าว่า เริ่มปลูกวานิลลาตั้งแต่ปี 2565 โดยหากนับแบบเจาะจง แปลงปลูกแปลงแรกแล้วเสร็จเมื่อวันที่ 1 กันยายน 2565 หรือคิดเป็นระยะเวลากว่า 3 ปีแล้ว ปัจจุบันมีการขยายพื้นที่ปลูกไปยังแปลงที่ 2 ซึ่งเริ่มปลูกมาได้กว่า 1 ปี

ก่อนหน้านี้พี่ยาเคยรับราชการ ส่วนสามีทำงานอยู่ในรัฐวิสาหกิจ ทั้งคู่มีเป้าหมายอยากหาอาชีพทำหลังเกษียณ ประกอบกับเป็นคนที่ชื่นชอบการทำเกษตรอยู่แล้ว จึงเริ่มต้นจากการทำสวนมะพร้าวน้ำหอมและปลูกพืชผสมผสานบนพื้นที่เกือบ 30 ไร่

แปลงปลูกวานิลลาสวนพี่ยา เป็นระเบียบ สวยงาม

สำหรับจุดเริ่มต้นที่สนใจวานิลลานั้น พี่ยาเล่าว่า แม้จะเริ่มปลูกจริงในปี 2565 แต่ส่วนตัวรู้จักวานิลลามาตั้งแต่ปี 2563 โดยมีอาจารย์จากมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ซึ่งมีส่วนในการผลักดันการปลูกวานิลลาในประเทศไทย เป็นผู้แนะนำให้รู้จักพืชชนิดนี้

ขณะนั้น ตนเองทำเกษตรอินทรีย์อยู่แล้ว มีการทำดินและผลิตปุ๋ยใช้เอง จึงมีผู้นำเรื่องราวการทำเกษตรของที่สวนไปบอกอาจารย์ท่านดังกล่าว ก่อนที่อาจารย์จะติดต่อเข้ามาพูดคุยและให้คำแนะนำว่า วานิลลาเป็นพืชที่เหมาะกับผู้สูงวัยหรือผู้เกษียณอายุ เนื่องจากไม่ต้องใช้แรงงานมาก และไม่จำเป็นต้องทำงานกลางแดดจัด

ซึ่งในช่วงแรกต้องบอกตามตรงว่ายังไม่รู้จักวานิลลามากนัก อาจารย์จึงส่งข้อมูลทั้งในประเทศและต่างประเทศมาให้ศึกษา ในช่วงปี 2563 ยังมีผู้ปลูกวานิลลาในประเทศไทยอยู่ไม่มากนัก จึงได้เริ่มศึกษาค้นคว้าหาข้อมูลอย่างจริงจังด้วยตนเอง ทั้งเรื่องลักษณะพืช แหล่งปลูก และแนวโน้มการปลูกในประเทศและต่างประเทศ

“หากย้อนเวลาไปตอนปี 63 ถึงแม้พี่จะสนใจวานิลลามาก แต่พี่ยังไม่ได้ตัดสินใจปลูกทันที พี่ใช้เวลาศึกษาข้อมูลนานกว่า 2 ปี เพื่อติดตามว่ามีใครปลูกวานิลลาในประเทศไทยบ้าง รวมถึงศึกษาตลาดและช่องทางจำหน่าย เพราะคำถามสำคัญที่พี่ยาตั้งไว้กับตัวเองคือ หากปลูกแล้วจะขายที่ไหน และจะนำวานิลลาไปต่อยอดเป็นผลิตภัณฑ์อะไรได้บ้าง”

พอหลังจากศึกษาข้อมูลอย่างรอบด้านเป็นเวลากว่า 2 ปี จึงตัดสินใจเริ่มปลูกวานิลลา เพราะมองว่าตนเองมีความพร้อม และมองเห็นแนวทางในการนำผลผลิตไปต่อยอดได้ในอนาคต จึงเริ่มต้นปลูกบนพื้นที่ 1 งาน และขยายพื้นที่ปลูกอีก 1 งาน ในปัจจุบัน

“ตอนนั้นนอกจากอาจารย์จะบอกว่าวานิลลาเป็นพืชที่ผู้สูงอายุปลูกได้แล้ว อาจารย์ยังให้คำแนะนำอีกว่า ผู้ที่เริ่มปลูกวานิลลาไม่ควรเริ่มจากพื้นที่ขนาดใหญ่ แต่ควรเริ่มต้นจากพื้นที่ประมาณ 1 งานก่อน ซึ่งพี่มองว่าเป็นคำแนะนำที่ถูกต้อง เพราะตลอดระยะเวลา 3 ปีที่ผ่านมา การดูแลวานิลลาทำให้ได้เรียนรู้ธรรมชาติของพืชชนิดนี้อย่างต่อเนื่อง แม้งานดูแลจะไม่หนักมาก แต่เป็นพืชที่ต้องอาศัยความละเอียดและการเอาใจใส่ค่อนข้างสูง เนื่องจากมีความอ่อนไหวต่อสภาพอากาศ แสงแดด และปริมาณฝน ผู้ปลูกจึงต้องหมั่นสังเกตการเปลี่ยนแปลงของต้นอย่างใกล้ชิด”

สำหรับผู้สูงอายุที่อยากปลูก พี่ยามองว่า อายุไม่ได้เป็นอุปสรรคในการปลูกวานิลลาเลย เพราะปัจจุบันมีคนจำนวนไม่น้อยที่กลับมาทำเกษตรหลังเกษียณ โดยเฉพาะในพื้นที่ภาคใต้ที่นิยมปลูกปาล์มน้ำมัน มะพร้าวน้ำหอม หรือทุเรียน ซึ่งล้วนเป็นพืชที่ต้องใช้แรงงานค่อนข้างมากและมีเงินลงทุนสูง

โดยจากข้อมูลที่ศึกษามายังมองว่าสภาพอากาศของภาคใต้มีความเหมาะสมต่อการปลูกวานิลลา โดยเฉพาะลักษณะอากาศร้อนชื้นที่เอื้อต่อการเจริญเติบโตของพืชชนิดนี้ จึงทำให้มั่นใจว่าการตัดสินใจปลูกวานิลลาเป็นทางเลือกที่เหมาะสม

จึงอยากแนะนำผู้ที่กำลังมองหาอาชีพหลังเกษียณ หรือผู้ที่ต้องการสร้างรายได้เสริมให้ลองศึกษาการปลูกวานิลลา เพราะสามารถเริ่มต้นได้จากพื้นที่ไม่มากนัก โดยพื้นที่ประมาณ 1 งาน ก็ถือว่าเหมาะสำหรับผู้เริ่มต้นแล้ว

เทคนิคปลูกวานิลลาพื้นที่ภาคใต้
ให้ประสบความสำเร็จ

พี่ยาเล่าว่า ตลอดระยะเวลากว่า 3 ปีที่ผ่านมา วานิลลาในสวนเริ่มออกดอกและติดฝักแล้ว ทำให้ได้เรียนรู้ธรรมชาติของพืชชนิดนี้มากขึ้น แม้จะไม่ใช่งานที่ใช้แรงงานหนัก แต่เป็นพืชที่ต้องการความละเอียดอ่อนในการดูแล เนื่องจากมีความอ่อนไหวต่อสภาพอากาศ แสงแดด และปริมาณฝน

สำหรับพื้นที่จังหวัดนครศรีธรรมราช ในช่วงแรกยอมรับว่ามีความกังวลอยู่ไม่น้อย เพราะข้อมูลจากผู้ปลูกหลายรายระบุว่าวานิลลาต้องการอากาศเย็นจึงจะออกดอก ขณะที่ภาคใต้มีลักษณะอากาศร้อนชื้นและมีฝนตกชุก

จนเมื่อวานิลลามีอายุประมาณ 2 ปี ก็ได้มีเหตุการณ์บางอย่างเกิดขึ้นให้ได้ใจชื้น คือวานิลลามีดอกออกมา 1 ดอก ท่ามกลางช่วงฝนตกหนักในเดือนเมษายน 2568 และได้ทิ้งผลผลิตไว้ให้ชื่นชมจำนวน 1 ฝัก แต่ก็ถือเป็นสัญญาณสำคัญที่ทำให้เริ่มเห็นความเป็นไปได้ว่าวานิลลาสามารถออกดอกในพื้นที่ภาคใต้ได้

กระทั่งปี 2569 ตาดอกเริ่มออกมากขึ้น ประกอบกับที่ได้ศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมจากหลายแหล่ง ทำให้มีความเข้าใจเกี่ยวกับการกระตุ้นการออกดอกมากขึ้น จากกลุ่มผู้ปลูกวานิลลาที่มีประสบการณ์มาก่อน ทั้งเรื่องการเด็ดยอด และการกระตุ้นให้ต้นเกิดความเครียดในระดับที่เหมาะสม เช่น การงดให้น้ำในบางช่วง เพื่อกระตุ้นการสร้างตาดอก

หลังจากทดลองนำวิธีดังกล่าวมาใช้ พบว่าสามารถกระตุ้นให้เกิดตาดอกได้จริง ทำให้มั่นใจมากขึ้นว่าวานิลลาสามารถออกดอกได้ดีในพื้นที่ภาคใต้ ประกอบกับที่ได้มีการเก็บข้อมูลเพิ่มเติมในเรื่องสภาพอากาศและความชื้น เนื่องจากในหลายพื้นที่ของภาคเหนือและภาคอีสาน ดอกวานิลลาส่วนใหญ่หมดไปตั้งแต่เดือนเมษายน แต่ที่สวนในนครศรีธรรมราชสามารถผสมดอกได้ต่อเนื่องจนถึงกลางเดือนมิถุนายน และขณะเดียวกัน ยังพบว่าฝักร่วงน้อยกว่าหลายพื้นที่ และหลายช่อมีจำนวนฝักมากกว่า 10 ฝักต่อช่อ ซึ่งเป็นข้อมูลที่พี่ยากำลังศึกษาเพิ่มเติมว่าเกิดจากสภาพอากาศในพื้นที่ หรือเกิดจากการจัดการดูแลภายในสวน

การเลือกสายพันธุ์และการวางแปลง พื้นที่ 1 งาน สามารถปลูกวานิลลาได้ประมาณ 120 ต้น หากกำหนดระยะปลูกระหว่างเสา 2 เมตร และระยะห่างระหว่างต้น 1.5 เมตร

ระยะปลูกระหว่างเสา 2 เมตร และระยะห่างระหว่างต้น 1.5 เมตร

ในช่วงเริ่มต้น ที่สวนเลือกปลูกเสาละ 1 ต้น โดยใช้วานิลลาสายพันธุ์แพลนิโฟเลีย (Planifolia) เป็นหลัก และปลูกสายพันธุ์ปอมโปนา (Pompona) จำนวนหนึ่งเพื่อศึกษาเพิ่มเติม เนื่องจากเป็นสายพันธุ์ที่มีต้นพันธุ์ราคาสูงและยังมีข้อมูลการปลูกไม่มากนัก ส่วนในอนาคตมีแผนนำสายพันธุ์ตาฮิติมาศึกษาเพิ่มเติม ซึ่งมองว่า หากปลูกเพื่อการค้า สายพันธุ์แพลนิโฟเลียและตาฮิติเป็นสายพันธุ์ที่น่าสนใจกว่า เพราะมีตลาดรองรับชัดเจน โดยเฉพาะแพลนิโฟเลียซึ่งเป็นสายพันธุ์ที่ตลาดโลกมีความต้องการสูงที่สุด

การเตรียมพื้นที่ปลูก เนื่องจากพื้นที่ภาคใต้มีฝนตกชุก สิ่งสำคัญที่สุดคือพื้นที่ปลูกต้องไม่มีน้ำท่วมขัง และควรยกระดับฐานปลูกให้สูงกว่าพื้นดินประมาณ 30 เซนติเมตร เพื่อป้องกันไม่ให้รากและโคนต้นแช่อยู่ในน้ำเมื่อเกิดฝนตกหนักหรือน้ำไหลผ่าน

ยกระดับฐานปลูกให้สูงกว่าพื้นดินประมาณ 30 เซนติเมตร

ในส่วนของวัสดุปลูก จะเริ่มจากปุ๋ยหมักที่ผลิตเอง ผสมกับถ่านบำรุงดินหรือไบโอชาร์ เพื่อช่วยเก็บความชื้นและเป็นแหล่งอาศัยของจุลินทรีย์ จากนั้นจึงเติมดินและทราย ก่อนคลุมด้วยใบไม้หรือใบไผ่เพื่อรักษาความชื้น และใช้มะพร้าวสับรวมถึงเปลือกมะพร้าวช่วยรักษาสภาพแวดล้อมบริเวณโคนต้น

การสร้างโรงเรือน โรงเรือนของสวนสร้างขึ้นโดยอาศัยแรงงานภายในครอบครัว เพื่อลดต้นทุนโดยแปลงแรกที่สร้างขึ้น เปรียบเสมือนเป็นแปลงเรียนรู้ ทำให้พบว่าหลังคาโรงเรือนค่อนข้างต่ำเกินไป เมื่อสร้างแปลงที่สองจึงปรับให้หลังคาสูงขึ้น

ซึ่งมองว่าความโปร่งของโรงเรือนเป็นปัจจัยสำคัญ เพราะแม้วานิลลาจะเป็นพืชที่พบในธรรมชาติ แต่หากต้องการปลูกเชิงการค้า จำเป็นต้องจัดการเรื่องแสงและสภาพแวดล้อมให้เหมาะสม ที่สวนแห่งนี้มีจุดเด่นคือมีสระน้ำขนาด 6 ไร่ และมีคลองล้อมรอบ จึงช่วยสร้างความชุ่มชื้นและลดอุณหภูมิภายในพื้นที่ปลูกได้เป็นอย่างดี

การดูแลน้ำและปุ๋ย การดูแลทั่วไปจะเน้นการให้น้ำและใส่ปุ๋ยตามปกติ รวมถึงการใช้ชีวภัณฑ์ฉีดพ่นในช่วงที่ฝนตกหนัก

แปลงแรกใช้การรดน้ำด้วยแรงงานคน ส่วนแปลงที่สองติดตั้งระบบสปริงเกลอร์ โดยใช้น้ำจากสระภายในสวน

“ในช่วงปี 2568 ที่มีฝนตกชุก พี่ยาพบปัญหาใบเหลืองและอาการคล้ายเชื้อราในบางจุด จึงแก้ไขโดยปรับโคนต้นให้โปร่ง ลดความอับชื้น ตัดใบที่เป็นโรคออก และใช้เชื้อราไตรโคเดอร์มา รวมถึงจุลินทรีย์บาซิลลัส ซับทิลิส (Bacillus subtilis) ในการป้องกันโรค

ส่วนในช่วงต้นปี 2569 ที่อากาศร้อนจัด พี่ยาเลือกเพิ่มความชื้นให้หน้าดินแทนการฉีดน้ำใส่ต้นโดยตรง เพื่อช่วยลดผลกระทบจากสภาพอากาศร้อน”

ถ่านบำรุงดินหรือไบโอชาร์

ด้านการบำรุงต้น ที่สวนผลิตปุ๋ยหมักใช้เองตามสูตรวิศวกรรมแม่โจ้ 1 มานานกว่า 8 ปี และใช้ดูแลพืชทั้งหมดภายในสวน โดยไม่ใช้สารเคมี

ผลผลิตและการเตรียมบ่มฝัก ปี 2569 ถือเป็นปีแรกที่สวนเริ่มให้ผลผลิตจริง โดยจากวานิลลาประมาณ 100 ต้นในแปลงแรก พบว่ามีต้นที่ออกดอกราว 40 เปอร์เซ็นต์ เป็นผลลัพธ์ที่น่าพอใจสำหรับการให้ผลผลิตครั้งแรก

และในส่วนของการแปรรูป ได้เดินทางไปศึกษาดูงานทั้งที่ดอยตุงและวังน้ำเขียว เพื่อเรียนรู้เรื่องการผสมเกสรและการบ่มฝักวานิลลา แม้ในช่วงแรกจะมีผลผลิตเพียง 1 ฝัก เราก็มีความพยายามนำ 1 ฝักนั้นมาฝึกบ่ม เพื่อเตรียมความพร้อมสำหรับผลผลิตที่จะเพิ่มขึ้นในอนาคต โดยผลการบ่มเบื้องต้นให้กลิ่นหอมเป็นที่น่าพอใจ

ก่อนปลูกต้องมองตลาดให้ออก ตลาดไม่มีตัน

พี่ยาบอกว่า หัวใจสำคัญของการปลูกพืชทุกชนิดไม่ใช่แค่ปลูกให้ได้ผลผลิต แต่ต้องมองตลาดและปลายทางของสินค้าให้ออกก่อนลงมือปลูก

ปัจจุบันที่สวนปลูกพืชท้องถิ่นหลายชนิด ทั้งกล้วยน้ำว้า มะพร้าวน้ำหอม และส้มจี๊ด ซึ่งทุกชนิดถูกนำมาแปรรูปเพื่อเพิ่มมูลค่าและสร้างรายได้อย่างต่อเนื่อง ตัวอย่างเช่น ส้มจี๊ดถูกนำมาผลิตเป็นน้ำส้มจี๊ดพร้อมจำหน่าย ส่วนมะพร้าวน้ำหอมถูกต่อยอดเป็นเมนูเต้าฮวยนมสดมะพร้าวอ่อน จำหน่ายทั้งผ่านช่องทางออนไลน์และตามหน่วยงานต่างๆ

ด้วยเหตุนี้ เมื่อเริ่มปลูกวานิลลา จึงไม่ได้กังวลเรื่องการตลาด เพราะมีแผนรองรับผลผลิตไว้อยู่แล้ว ทั้งการนำไปแปรรูปเป็นไอศกรีม ขนมเค้ก และผลิตภัณฑ์อื่นๆ ที่สามารถเพิ่มมูลค่าได้ นอกจากนี้ ลูกสาวของตนเองยังเปิดคาเฟ่ ซึ่งปัจจุบันรับผลผลิตจากสวนไปใช้และจำหน่ายอยู่แล้ว ทำให้เกิดการเชื่อมโยงธุรกิจภายในครอบครัวอย่างครบวงจร

รอเก็บเกี่ยวผลผลิต

พี่ยาแนะนำเพิ่มเติมว่า ผู้ที่สนใจปลูกวานิลลาควรเริ่มต้นจากการพึ่งพาตัวเองให้ได้ก่อน อย่ามัวแต่ตั้งคำถามว่าตลาดอยู่ที่ไหน แต่ควรหาวิธีสร้างตลาดของตัวเองให้ได้ เพราะเมื่อมีผลผลิตที่มีคุณภาพ ตลาดจะค่อยๆ เข้ามาหาเอง

“จากประสบการณ์ของพี่ยา ปัจจุบันมีผู้ประกอบการติดต่อขอรับซื้อฝักวานิลลาแห้งล่วงหน้าแล้ว โดยยืนยันว่าหากมีผลผลิตออกสู่ตลาดก็พร้อมรับซื้อทั้งหมด นอกจากนี้ สวนยังกลายเป็นแหล่งศึกษาดูงานสำหรับเกษตรกรจากหลายจังหวัดในภาคใต้ที่ต้องการเข้ามาเรียนรู้ว่าการปลูกวานิลลาในพื้นที่สามารถทำได้จริง”

“วัยเกษียณได้เปรียบกว่าที่คิด”
เมื่อวานิลลากลายเป็นพืชทำเงินของผู้สูงอายุ

แม้อายุจะใกล้เข้าสู่วัย 70 แล้ว แต่พี่ยามองว่าอายุเป็นเพียงตัวเลข ตราบใดที่ยังมีสุขภาพแข็งแรง มีแรงทำงาน และสมองยังคิดวางแผนได้ดี ก็ไม่มีเหตุผลที่จะหยุดเรียนรู้หรือสร้างโอกาสใหม่ๆ ให้กับตัวเอง

พี่ยาเชื่อว่าการทำเกษตรไม่ได้ถูกจำกัดด้วยวัย โดยเฉพาะการปลูกวานิลลา ซึ่งถือเป็นพืชที่เหมาะกับผู้สูงอายุหรือผู้เกษียณอายุอย่างมาก เพราะเป็นพืชที่ต้องอาศัยความใส่ใจมากกว่าการใช้แรงงานหนัก ผู้สูงอายุจึงสามารถดูแลได้อย่างเต็มที่ เนื่องจากมีเวลาอยู่กับแปลงปลูกมากกว่าคนวัยทำงานที่ต้องแบ่งเวลาให้กับงานประจำ

เห็นแล้วชื่นใจ

หนึ่งในขั้นตอนสำคัญของการปลูกวานิลลาคือการผสมเกสร ซึ่งต้องทำด้วยมือ แต่มองว่าไม่ใช่เรื่องยาก ปัจจุบันพี่ยาสามารถผสมเกสรเพียงลำพังในพื้นที่ปลูกขนาด 1 งานได้อย่างสบาย และจากการอบรมที่เคยเข้าร่วม พบว่าคนหนึ่งคนสามารถผสมเกสรดอกวานิลลาได้หลายสิบถึงหลักร้อยดอกต่อวัน ซึ่งข้อดีอีกประการหนึ่งคือ วานิลลาไม่ได้ออกดอกพร้อมกันทั้งหมด ทำให้การผสมเกสรไม่ต้องเร่งรีบหรือใช้แรงงานจำนวนมากในคราวเดียว ผู้สูงอายุจึงสามารถค่อยๆ ดูแลจัดการได้ตามกำลัง

สำหรับผู้ที่กำลังมองหาอาชีพหลังเกษียณ วานิลลาจึงเป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่น่าสนใจ เพราะไม่เพียงสร้างรายได้ แต่ยังเป็นกิจกรรมที่ช่วยให้ผู้สูงอายุได้ใช้เวลาอย่างมีคุณค่า พร้อมสร้างโอกาสทางธุรกิจได้อีกหลายช่องทาง

“จากสวนทดลองสู่แหล่งเรียนรู้วานิลลาของภาคใต้

หลังจากพิสูจน์ให้เห็นว่าวานิลลาสามารถเจริญเติบโตและให้ผลผลิตได้ในพื้นที่ภาคใต้ สวนของพี่ยาก็ได้รับความสนใจจากทั้งเกษตรกร นักวิจัย และสถาบันการศึกษาอย่างต่อเนื่อง จนปัจจุบันมีคณะศึกษาดูงานเดินทางเข้ามาเยี่ยมชมแทบทุกเดือน

หนึ่งในหน่วยงานที่ให้ความสนใจคือ มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ โดยทางอุทยานพฤกษศาสตร์ของมหาวิทยาลัยได้เข้ามาศึกษาความเป็นไปได้ของการปลูกวานิลลาในภาคใต้ พร้อมขอรับต้นพันธุ์ไปทดลองปลูกในระบบโรงเรือนควบคุมสภาพแวดล้อม เพื่อพัฒนาเป็นแหล่งเรียนรู้และศึกษาวิจัยด้านวานิลลาของภูมิภาคในอนาคต

นอกจากนี้ ทีมนักวิจัยจากมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ ยังได้เข้ามาศึกษาปัจจัยที่ส่งผลต่อการเจริญเติบโตของวานิลลา โดยมีการติดตั้งอุปกรณ์ตรวจวัดสภาพแวดล้อมภายในแปลง เช่น อุณหภูมิ ความชื้น และปริมาณแสง เพื่อเก็บข้อมูลและวิเคราะห์ว่าปัจจัยด้านภูมิอากาศของภาคใต้มีผลต่อการเติบโตและการให้ผลผลิตของวานิลลาอย่างไร

“พี่ยามองว่าความสำเร็จที่เกิดขึ้นไม่ได้อยู่ที่การปลูกวานิลลาเพียงอย่างเดียว แต่คือการที่สวนเล็กๆ แห่งนี้ได้กลายเป็นส่วนหนึ่งของการขับเคลื่อนองค์ความรู้ และช่วยเปิดมุมมองใหม่ให้กับวงการเกษตรภาคใต้ว่า วานิลลาเป็นพืชเศรษฐกิจทางเลือกที่มีศักยภาพและสามารถปลูกได้จริงในประเทศไทย” พี่ยากล่าวทิ้งท้าย

สำหรับใครที่สนใจอยากปลูกวานิลลาในภาคใต้ สามารถปรึกษาหรือพูดคุยกับพี่ยาได้ที่เพจ : บ้านสวนวานิลลา นครศรีธรรมราช หรือเบอร์โทร. 089-725-5392

Related Posts