Featured เทคนิคเกษตร

ปลูกไม้ผล ท่ามกลางพื้นที่แห้งแล้ง วางระบบน้ำอย่างไรให้คุ้มค่า พืชได้รับน้ำเท่ากันทุกต้น ผลผลิตโตดี

การทำเกษตรให้ประสบความสำเร็จแน่นอนว่าปัจจัยสำคัญคือ “น้ำ” หากน้ำไม่เพียงพอ จะส่งผลต่อการเจริญเติบโตของพืชโดยตรง ให้ผลผลิตต่ำ ไม่คุ้มค่าต่อการลงทุน เพราะฉะนั้นก่อนการเริ่มต้นปลูกพืชสักอย่าง ควรให้ความสำคัญกับการบริหารจัดการแหล่งน้ำให้เหมาะสมกับพื้นที่ และเหมาะสมตามที่พืชต้องการ เพื่อผลผลิตที่ดีมีคุณภาพ นำไปสู่การทำเกษตรแบบยั่งยืน

คุณเบิร์ด-ยุทธนา คามบุตร เจ้าของสวนลุงเบิร์ด จังหวัดชัยนาท อีกหนึ่งเกษตรกรตัวอย่างในเรื่องของการบริหารจัดการพื้นที่ปลูกไม้ผลท่ามกลางพื้นที่แห้งแล้งได้ดีเยี่ยม โดยเทคนิคสำคัญของสวนลุงเบิร์ดคือ การบริหารจัดการน้ำอย่างเป็นระบบ มีการคิดคำนวณต้นทุนตั้งแต่การวางระบบน้ำ ไปจนถึงการคำนวณอัตราการไหลของน้ำเพื่อเพิ่มความแม่นยำ ลดต้นทุน เพิ่มผลผลิต จนสามารถเอาชนะความแห้งแล้งได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ที่สวนลุงเบิร์ดมีพื้นที่สำหรับปลูกไม้ผลรวมๆ เกือบ 4 ไร่ แบ่งพื้นที่ปลูกฝรั่ง 2 ไร่กว่า ปลูกฝรั่งได้ประมาณ 200 ต้น ส่วนพื้นที่ที่เหลือประมาณไร่กว่าเลือกปลูกพุทรานมสด ท่ามกลางพื้นที่แห้งแล้ง ระบบน้ำจึงมีความสำคัญอย่างมากสำหรับที่นี่

“พื้นที่แถวนี้ส่วนใหญ่จะปลูกพืชไร่กันเกือบทั้งหมด และปลูกพืชในฤดูเดียวกัน แต่สวนของเราปลูกไม่เหมือนใคร เพราะเราเลือกปลูกไม้ผล อย่างฝรั่งกับพุทรา ระบบน้ำจึงจำเป็นอย่างมาก เราจะใช้ระบบมินิสปริงเกลอร์ มีการคำนวณอัตราการไหล และอัตราการจ่ายน้ำก่อน เนื่องจากพื้นที่ในเขตอำเภอหนองมะโมง จังหวัดชัยนาท ติดอันดับ 1 พื้นที่แห้งแล้งทุกปี แต่เราสามารถเอาชนะได้”

โดยในช่วงฤดูฝนจะมีน้ำไหลลงมาจากเขาผ่านมาที่แปลงฝรั่งและพุทราที่ปลูกไว้ ที่สวนมีวิธีจัดการสเต็ปแรกด้วยการขุดสระน้ำไว้ข้างๆ กับทางน้ำไหลผ่าน เมื่อถึงเวลาฝนตกจะเปิดทางให้น้ำไหลเข้าสระก่อน ซึ่งในช่วงฤดูแล้งจะใช้น้ำจากสระนี้ สามารถใช้ได้ครบรอบปีพอดี พอน้ำใกล้แห้งฝนที่ตกใหม่จะเข้ามาเติมพอดี โดยหลักการนี้ต้องดูปัจจัยอื่นๆ ควบคู่กันด้วย เช่น ขนาดของสระเหมาะสมกับพืชที่ปลูกหรือไม่ เพราะบางครั้งพืชที่ปลูกต้องใช้น้ำเยอะแต่สระมีขนาดเล็กก็ไม่เหมาะสม รวมไปถึงการคำนวณพืชที่ลงทุนทำระบบน้ำแล้วคุ้มค่าต่อการทำหรือไม่ หากคิดคำนวณแล้วไม่คุ้มกับเงินที่ต้องเสียไป ควรพิจารณาปลูกพืชอื่นให้เหมาะสม


สำหรับการวางระบบน้ำของที่สวนลุงเบิร์ด เริ่มต้นด้วยงบประมาณเพียง 20,000 บาท เทคนิคคือการจัดการระบบน้ำคือต้องแยกระหว่างระบบน้ำธรรมดา กับระบบน้ำอัตโนมัติ โดยในช่วงเริ่มต้นที่สวนจะใช้ระบบน้ำแบบธรรมดาก่อนเพราะใช้เงินลงทุนต่ำแต่ได้ผลผลิตสูง จากนั้นเมื่อได้ผลลิตสูงคุ้มค่าและคืนทุนหมดแล้ว จึงเริ่มพัฒนาเอาระบบน้ำอัตโนมัติเข้ามาเพิ่มเติม รวมถึงการทำสวนพุทราโดยเอากำไรที่ได้จากการปลูกฝรั่งมาต่อยอด เซฟค่าใช้จ่าย เพิ่มผลผลิต

“อย่างฝรั่ง ที่นี่ถ้าช่วงหน้าแล้งจัดๆ จะให้น้ำวันเว้นวัน แต่ว่าจะไม่ทำผลผลิต แต่จะทำในส่วนของการตัดแต่งกิ่ง แล้วถ้าเป็นในช่วงที่ให้ผลผลิตแล้วฝนไม่ตก จะให้น้ำ 3 วันครั้ง โดยมีการคำนวณหัวจ่ายน้ำให้อยู่ที่ประมาณ 100 ลิตรต่อชั่วโมง ปริมาณการให้น้ำ 20 ลิตรต่อต้น ส่วนถ้าเป็นพุทราจะออกผลผลิตในช่วงหน้าแล้ง ระหว่างเดือนธันวาคมถึงมีนาคม เราจะติดตั้งหัวจ่าย 2 หัว ต้นละ 40 ลิตรต่อ 3 วัน”

แนะนำการวางระบบน้ำ
สำหรับเกษตรกรมือใหม่
วางแผนดี เกษตรมั่นคง”

สำหรับเกษตรกรมือใหม่ คุณเบิร์ดแนะนำว่า ระบบน้ำที่ดีเป็นเรื่องสำคัญ ไม่ว่าจะอยู่ในพื้นที่อุดมสมบูรณ์หรือแห้งแล้ง ก็ไม่ควรมองข้ามเรื่องน้ำ ซึ่งก่อนลงมาควรเริ่มคิดด้วยหลักการง่ายๆ ก่อนว่า “แหล่งน้ำที่เรามี มีสระกว้างยาวเท่าไหร่ มีน้ำมากน้อยอย่างไร แล้วมาคิดคำนวณว่าต้นไม้ 1 ต้น ปกติต้องใช้น้ำปริมาณกี่ลิตรต่อวัน ถ้ารู้ข้อมูลเหล่านี้เบื้องต้น ก็จะเริ่มคำนวณได้แล้วว่าควรจะปลูกต้นไม้ประมาณกี่ต้น หรือถ้าจะปลูกฝรั่งปลูกได้ประมาณกี่ต้น ในช่วงแล้งต้องใช้น้ำเท่าไหร่ อย่างของที่สวนเรามีสระอยู่ 1 ไร่ ปลูกฝรั่ง 200 ต้น พุทรา 80 ต้น สามารถจัดการระบบน้ำได้ทั่วถึงเท่ากันทุกต้น”

แตกต่างไปจากสวนที่ไม่ได้มีการคิดคำนวณ ส่วนใหญ่มักประสบปัญหาน้ำไหลไม่เท่ากันทั้งสาย หมายความว่า น้ำที่ไหลจากต้นสายเวลาออกจากท่อไปน้ำจะไหลแรง แต่ปลายสายน้ำไปไม่ถึงหรือออกไม่สม่ำเสมอกัน เพราะฉะนั้นต้นไม้แต่ละต้นก็จะได้น้ำไม่เท่ากัน แต่ของที่สวนมีการคำนวณไว้หมดแล้ว ทั้งคำนวณอัตราการไหลของน้ำทั้งเส้นว่าสามารถจ่ายน้ำได้ไม่เกินกี่ลิตรต่อชั่วโมง เช่น สาย PE ขนาด 20 มิลลิเมตร อัตราการไหลของน้ำอยู่ที่ประมาณ 1,600 ลิตรต่อชั่วโมง เพราะฉะนั้นจะสามารถติดตั้งได้ไม่เกิน 16 หัว 1 แถว ติดตั้งได้ไม่เกิน 16 ต้น ถ้าปลูกมากกว่านี้จะเกินกำลังที่สายขนาดนี้จะส่งได้ จากนั้นไปคำนวณท่อเมนหลักอีกที

“ในช่วงแรกสำหรับมือใหม่วิธีการคิดคำนวณอาจจะยากสักหน่อย แต่ถ้าได้เรียนรู้แล้ว ลองคิดคำนวณไปเรื่อยๆ จะค่อยๆ เข้าใจไปเอง เพราะถ้าเรารู้ว่าหัวจ่าย จ่ายน้ำได้กี่ลิตรต่อชั่วโมง แล้วเรามาคำนวณหาท่อเมนย่อย ว่า 1 ท่อเมนส่งน้ำได้กี่ลิตรต่อชั่วโมง แล้วเราก็ไปคำนวณหาท่อเมนหลักว่าจะส่งน้ำกี่ลิตรต่อชั่วโมง แล้วก็ไปหาปั๊มน้ำที่เหมาะสมมาใช้”

ซึ่งวิธีนี้จะช่วยลดต้นทุนได้มาก และช่วยให้เกษตรกรสามารถเลือกอุปกรณ์ได้เหมาะสมกับการใช้งานได้มากที่สุด เช่น เกษตรกรบางราย ซื้อ สาย PE ขนาด 16 มิลลิเมตร แต่มีน้ำไม่เพียงพอสำหรับหัวจ่าย ก็ต้องเสียเงินเปลี่ยนใหม่ถือเป็นการเพิ่มต้นทุน เพราะฉะนั้นหากมีการวางแผนที่ดี อย่างแรกเลยคือผลผลิตเราได้คุณภาพ ต้นไม้ทุกต้นหลังจากที่เราคำนวณจะได้รับน้ำเท่ากัน เจริญเติบโตได้เท่ากันหมด และประหยัดต้นทุนอีกด้วย

Related Posts