Featured News เกษตรอัจฉริยะ

ศูนย์ข้าวชุมชนศรีดอนมูล ต้นแบบ Smart Farming พลิกนาข้าวด้วยเทคโนโลยี IoT ผลิตข้าวคุณภาพ สู่นวัตกรรมอาหาร

ในยุคที่โลกของเกษตรกรรมกำลังเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว “เกษตรอัจฉริยะ (Smart Farming)” ได้กลายเป็นคำสำคัญของการผลิตอาหารที่มีคุณภาพและยั่งยืน แนวคิดนี้คือการทำเกษตรสมัยใหม่โดยนำเทคโนโลยีและเครื่องจักรที่มีความแม่นยำสูงมาใช้ในกระบวนการผลิต ตั้งแต่การเตรียมแปลง การจัดการน้ำ การใส่ปุ๋ย ไปจนถึงการเก็บเกี่ยว โดยมีพื้นฐานจาก การเกษตรแม่นยำสูง (Precision Farming) ที่เน้นการทำงานให้เหมาะสมกับลักษณะเฉพาะของพื้นที่และความต้องการของพืชในแต่ละช่วงการเจริญเติบโต 

การใช้ข้อมูลด้านสภาพอากาศ เช่น ปริมาณน้ำฝน ความชื้น อุณหภูมิ หรือแม้แต่ความเร็วลม เข้ามาช่วยวิเคราะห์ก็ช่วยทำให้สามารถใช้ทรัพยากรได้อย่างคุ้มค่า ลดการสูญเสีย ลดต้นทุน และยังแก้ปัญหาขาดแคลนแรงงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ศูนย์วิจัยข้าวเชียงรายได้รับงบประมาณให้ดำเนินงาน โครงการ 1 อำเภอ 1 แปลงเกษตรอัจฉริยะ ภายใต้แผนงานยุทธศาสตร์การเกษตรสร้างมูลค่า โดยจัดทำแปลงต้นแบบสาธิตและเผยแพร่องค์ความรู้การผลิตข้าวด้วยเทคโนโลยีเกษตรอัจฉริยะ ครอบคลุมตั้งแต่การปรับระดับพื้นที่นาให้สม่ำเสมอด้วยเลเซอร์ การใช้เครื่องปักดำเพื่อลดการใช้แรงงานและเพิ่มความแม่นยำ การจัดการปุ๋ยตามค่าวิเคราะห์ดินและการใส่ด้วยโดรนเพื่อลดความเสียหาย การจัดการน้ำด้วยเครื่องวัดระดับน้ำอัตโนมัติ ตลอดจนการป้องกันศัตรูข้าวด้วยวิธีธรรมชาติร่วมกับเทคโนโลยีสมัยใหม่ เช่น โดรนสำรวจสุขภาพพืช และการใช้สารชีวภัณฑ์แทนสารเคมีที่เป็นอันตราย

นอกจากนี้ ยังมีการติดตั้ง สถานีตรวจวัดอากาศอัตโนมัติ บริเวณแปลงนา เพื่อติดตามความเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ ความชื้นในดิน ความชื้นสัมพัทธ์ และปริมาณน้ำฝน รวมถึงกล้อง CCTV ที่สามารถตรวจสอบสภาพแปลงผ่านโทรศัพท์มือถือได้ตลอดเวลา เกษตรกรจึงสามารถตัดสินใจบริหารจัดการแปลงนาได้ทันต่อสถานการณ์จริง


หากมองในระดับพื้นที่จริง ศูนย์ข้าวชุมชนตำบลศรีดอนมูล อำเภอเชียงแสน จังหวัดเชียงราย คือหนึ่งในกรณีศึกษาที่โดดเด่น ภายใต้การนำของ คุณธนานุวัตน์ ฟองจัน ประธานกลุ่ม ศูนย์แห่งนี้รวมสมาชิกกว่า 38 คน 45 ครัวเรือน ครอบคลุมพื้นที่เพาะปลูก 1,037 ไร่ ทุกครัวเรือนดำเนินการผลิตข้าวด้วยระบบอินทรีย์ ควบคู่ไปกับการใช้เทคโนโลยีที่ได้รับการสนับสนุนจากกรมการข้าวและศูนย์วิจัยข้าวเชียงราย เช่น การใช้เครื่องตรวจวัดสภาพอากาศและน้ำแบบ IoT ที่ช่วยวิเคราะห์และแนะนำการจัดการปุ๋ยอย่างเหมาะสม ลดการใช้สารเคมี และเพิ่มประสิทธิภาพในการใช้เครื่องจักรกล

“เครื่องมือที่เราได้รับมาจากกรมการข้าว ผ่านมาทางศูนย์วิจัยข้าวเชียงรายถือว่าดีมากครับ โดยที่ทุกอย่างเกษตรกรไม่ต้องลงพื้นที่นา แต่สามารถตรวจสอบทุกอย่างได้ง่ายๆ ไม่ว่าจะเป็นการจัดการที่ดิน การบริหารจัดการน้ำ บริหารจัดการเรื่องปุ๋ย พร้อมทั้งควบคุมในเรื่องของโรคและแมลงศัตรูพืชได้ง่ายขึ้น” 

คุณธนานุวัตน์  ยังกล่าวต่ออีกว่า แปลงนาของศูนย์มีการปลูกปีละ 2 ครั้ง รอบแรกในช่วงเดือนมิถุนายนถึงสิงหาคม และเก็บเกี่ยวเดือนเมษายน ส่วนรอบที่ 4 ปลูกในช่วงเดือนพฤศจิกายนถึงเดือนกุมภาพันธ์ และเก็บเกี่ยวในช่วงเดือนมิถุนายน ผลผลิตเฉลี่ยอยู่ที่ 800 กิโลกรัมถึง 1.29 ตันต่อไร่ นับว่ามีความสม่ำเสมอและคุ้มค่ากับต้นทุนที่ใช้ไป

“ตั้งแต่มาทำนาด้วยระบบนี้ หลังนำผลผลิตไปขาย และมาคิดในเรื่องของต้นทุนการผลิต ต้องบอกว่า การทำนาแบบเกษตรอัจฉริยะสามารถลดต้นทุนการผลิตไปได้ 6-10 เปอร์เซ็นต์ กำไรก็เพิ่มขึ้น 6-10 เปอร์เซ็นต์เหมือนกันครับ” 

แต่สิ่งที่ทำให้ศูนย์ข้าวชุมชนศรีดอนมูลโดดเด่นไปกว่านั้นคือ การสร้างมูลค่าเพิ่มจากผลผลิตข้าว ซึ่งไม่ได้หยุดแค่ขายข้าวสาร แต่ยังพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ อย่าง ข้าว 3 สี ที่ผสมผสานข้าวกล้องหอมมะลิ105 ข้าวไรซ์เบอร์รี่ และข้าวขาวดอกมะลิ105 จนได้ข้าวเพื่อสุขภาพที่สีสันสวยงามและมีคุณค่าทางโภชนาการสูง และมีเครื่องดื่มน้ำหมักมอลต์จากข้าวเหนียวพันธุ์ กข6 ที่พัฒนาร่วมกับมหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงราย ผ่านงานวิจัยกว่า 5 เดือน จนได้ผลิตภัณฑ์คุณภาพออกสู่ตลาด

นอกจากนี้ ยังมีการต่อยอด ข้าวเหนียวเขี้ยวงู (GI) ให้กลายเป็นผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ คุณธนานุวัตน์ บอกว่า  เหล้าขาวและคราฟต์เบียร์ ภายใต้แบรนด์ “สุราฮิมนา” รวมถึงการทำชาใบข้าวหอมมะลิ105 ที่มีกลิ่นหอมเฉพาะตัว ทั้งหมดนี้คือการสร้างความหลากหลายที่ตอบโจทย์ผู้บริโภคยุคใหม่ที่ไม่ได้มองหาข้าวเพียงอย่างเดียว แต่ต้องการสินค้าเกษตรที่สร้างประสบการณ์ใหม่ทั้งด้านรสชาติและสุขภาพ

ในด้านการจัดการของเหลือใช้ คุณธนานุวัตน์ กล่าวว่า ศูนย์แห่งนี้ได้ยึดแนวคิด “Zero Waste” เปลี่ยนวัสดุเหลือทิ้งจากนา เช่น ฟางข้าว ให้กลายเป็นสิ่งที่มีค่า ไม่ว่าจะเป็นฟางอัดก้อน กระดาษสาจากฟาง ก้อนเพาะเห็ด อิฐฟาง หรือแม้แต่การทำข้าวสุญญากาศเพื่อยืดอายุการเก็บรักษา สะท้อนให้เห็นการใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่าและครบวงจร จากผลงานและความมุ่งมั่นเหล่านี้จึงทำให้ศูนย์ข้าวชุมชนศรีดอนมูลได้รับการยอมรับในระดับประเทศ โดยคว้ารางวัลการประกวดข้าวหอมมะลิในปี 2565 ซึ่งเป็นการันตีคุณภาพและความสำเร็จของเกษตรกรในพื้นที่ได้เป็นอย่างดี

“สำหรับเพื่อนๆ เกษตรกรที่ต้องการมาทำนาด้วยเกษตรอัจฉริยะ ก็อยากจะให้ทุกคนมองในเรื่องของความพร้อมกัน ว่าสถานที่หรือแปลงนาของท่านเหมาะสมไหม รวมไปถึงตัวบุคคลหรือสมาชิก ถ้าต้องการก็สามารถติดต่อกับศูนย์วิจัยหรือศูนย์เมล็ดใกล้บ้านท่าน ทางเจ้าหน้าที่ก็จะทำเรื่องเข้าไปยังกรมการข้าว เพื่อช่วยเหลือหรือสนับสนุนต่อไปครับ”   

จากความสำเร็จทั้งหมดนี้แสดงให้เห็นว่า การเกษตรยุคใหม่ไม่ได้เป็นเพียงการปลูกและขายผลผลิตเท่านั้น แต่ยังเป็นการใช้ ข้อมูล เทคโนโลยี และนวัตกรรม ร่วมกับการจัดการอย่างรอบด้าน เพื่อลดต้นทุน เพิ่มผลผลิต ถือเป็นการสร้างมูลค่าใหม่ และที่สำคัญช่วยทำให้การทำนาเป็นอาชีพที่มั่นคงและยั่งยืน

เรื่องราวของศูนย์ข้าวชุมชนศรีดอนมูล จึงเป็นภาพสะท้อนที่ชัดเจนของ “ชาวนายุคใหม่” ที่ก้าวข้ามข้อจำกัดเดิมๆ และพร้อมร่วมมือกันสร้างอนาคตใหม่ให้กับข้าวไทยในเวทีโลก

เผยแพร่ในระบบออนไลน์ครั้งแรก 23 สิงหาคม 2568

Related Posts