Exclusive Featured เกษตรยั่งยืน

ฟื้นดินไทยด้วยใจคนรุ่นใหม่  “น้องเจนทำฟาร์ม” กับแนวคิดเกษตรฟื้นฟู-ไบโอชา ทางรอดใหม่ของเกษตรกรยุคโลกร้อน

ในวันที่สภาพแวดล้อมกำลังเปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว จากการทำเกษตรเชิงเดี่ยวและการใช้สารเคมีต่อเนื่องเป็นระยะเวลานาน “ดิน” ซึ่งเป็นหัวใจของการผลิตอาหารในประเทศไทยกลับเสื่อมโทรมลงอย่างน่าเป็นห่วง มีในหลายพื้นที่ของประเทศประสบปัญหาดินแข็ง ดินทราย น้ำไม่ซึม รากพืชเดินไม่ได้ ส่งผลให้ผลผลิตลดลงทุกปี ขณะที่เกษตรกรต้องเพิ่มปริมาณปุ๋ยเคมีและยาฆ่าแมลงเพื่อให้ได้ผลผลิตเท่าเดิม

ในท่ามกลางความเปราะบางของผืนดินนี้ มีเสียงของคนรุ่นใหม่ที่ลุกขึ้นมาชวนให้ “เริ่มต้นใหม่กับธรรมชาติ” เสียงของ คุณเจน-เจนนิเฟอร์ อินเนส-เทเลอร์ หรือที่รู้จักกันดีในช่องทางออนไลน์ “น้องเจนทำฟาร์ม” อินฟลูเอนเซอร์สาวผู้ขับเคลื่อนแนวคิด “เกษตรฟื้นฟู” (Regenerative Agriculture) ผ่านสื่อสังคมออนไลน์ ด้วยเป้าหมายไม่ใช่เพียงปลูกให้ได้ผลผลิต แต่คือการปลูกเพื่อให้ธรรมชาติมีชีวิตอีกครั้ง

คุณเจน-เจนนิเฟอร์ อินเนส-เทเลอร์

เกษตรฟื้นฟู คืออะไร? ทำไมต้องเริ่มตอนนี้

คุณเจน เล่าว่า “เกษตรฟื้นฟู” คือแนวทางการทำเกษตรที่ไม่เพียงเลิกใช้สารเคมี แต่ไปไกลกว่านั้น คือการคืนชีวิตให้ระบบนิเวศในดินกลับมาทำงานอีกครั้ง แนวคิดนี้เกิดจากการตระหนักว่าระบบการผลิตอาหารในปัจจุบัน กำลังทำลายทรัพยากรพื้นฐานจนถึงขีดสุด ไม่ว่าจะเป็นการไถเปิดหน้าดิน การใช้ปุ๋ยเคมีต่อเนื่อง หรือการตัดวงจรธรรมชาติออกจากพื้นที่เพาะปลูก


“ทุกวันนี้ไม่ว่าไปที่ไหน เกษตรก็ทำลายธรรมชาติไปเยอะมาก ส่วนหนึ่งที่คนเริ่มคิดคือ จะทำอย่างไรให้มันกลับมาอุดมสมบูรณ์อีกครั้ง”

เกษตรฟื้นฟูจึงเป็นการเริ่มต้นใหม่จากสิ่งที่มีอยู่ จึงไม่ใช่การเพิ่มเทคโนโลยีเข้าไป แต่คือการเรียนรู้ที่จะหยุดทำร้าย และเปิดโอกาสให้ธรรมชาติฟื้นตัวด้วยตัวเอง

ปัญหาดินเสื่อมโทรม

จุดเริ่มของทุกปัญหาในภาคเกษตร

คุณเจน เล่าว่า ปัญหาหลักๆ ตอนนี้เป็นเรื่องของดินเป็นหลัก การที่ดินเสื่อมโทรมเกิดจากการเปิดหน้าดิน จะเห็นปัญหาเหล่านี้ทั่วประเทศ ไม่ว่าจะเป็นภาคเหนือที่มีน้ำท่วมเป็นโคลนที่มากับน้ำ ดินที่มีลักษณะเป็นทรายมากขึ้นตามภาคอีสานต่างๆ ปลูกอะไรก็ไม่ค่อยได้ จึงทำให้ต้องใช้สารเคมีกันหนักขึ้นเรื่อยๆ พื้นที่นั้นจึงถูกทิ้งร้างเเล้วก็กลายเป็นว่าต้องตัดต้นไม้เพิ่ม เเล้วต้องไปเช่าที่ดินเพื่อทำการเกษตรต่อไปเรื่อยๆ

“โดยรวมเกษตรกรจะรู้ดีอยู่แล้วว่าดินเสื่อมโทรมดูยังไง ดินดีจะต้องร่วนซุย จับตัวกันเป็นก้อน อุ้มน้ำได้ดีและมีกลิ่นหอมของความชื้น แต่ดินเสื่อมจะมีสองลักษณะคือ ร่วนหลวมเกินไปจนกลายเป็นทราย หรือแน่นจนรากพืชเดินไม่ได้ ทั้งสองกรณีคือสัญญาณว่าชีวิตเล็กๆ ใต้ผิวดินได้หายไปแล้ว”

สิ่งมีชีวิตจิ๋วอย่าง กิ้งกือ ไส้เดือน มด แมลง และแบคทีเรีย คุณเจน บอกว่า มีบทบาทสำคัญมากคือเป็นคนงานในดินที่ช่วยย่อยอินทรียวัตถุให้กลายเป็นอาหารของพืช เมื่อมีการใช้สารเคมีหรือไถหน้าดินบ่อยๆ สิ่งมีชีวิตเหล่านี้จะตายหมด ดินจึงสูญเสียความสามารถในการหมุนเวียนสารอาหารตามธรรมชาติ

“สิ่งที่อยากกระตุ้นคือ ให้สิ่งมีชีวิตเหล่านี้กลับมาทำงานแทนเรา มันคือระบบนิเวศที่ฟื้นตัวได้ ถ้าเราไม่รบกวนมันมากเกินไป”

ประเทศไทยเมืองร้อนชื้น

ข้อได้เปรียบในการฟื้นฟูดิน

ประเทศไทยถือว่าโชคดีในเชิงภูมิอากาศ เพราะอยู่ในเขตร้อนชื้นที่มีระบบหมุนเวียนอินทรียวัตถุเร็วมาก เมื่อต้องการให้ธรรมชาติกลับคืนมาไวทำได้ไม่อยาก เมื่อเทียบกับประเทศอื่นประเทศไทยไม่มีฤดูหนาวจัดเกินไป ดังนั้น ถ้าเริ่มทำเกษตรฟื้นฟูจริงๆ ใช้เวลาแค่ 1-3 ปี ก็จะเห็นผล แต่ทางภาคเหนือและอีสานอาจต้องใช้เวลาฟื้นตัวนานกว่า เพราะสภาพดินและฝนไม่สม่ำเสมอ

คุณเจนได้ยกตัวอย่างนาข้าวของครอบครัวที่ได้ทำการฟื้นฟูภายใน 3 ปี พื้นที่นาเริ่มต้นจากเกษตรอินทรีย์ทั่วไป ใช้ปุ๋ยคอก ปุ๋ยหมัก และเลิกใช้สารเคมี แต่กลับพบว่าดินยังแน่นและผลผลิตไม่เพิ่ม จนได้เรียนรู้เรื่องการปิดหน้าดินและเลิกไถคือสองหัวใจของเกษตรฟื้นฟู

“เราเริ่มโทษสิ่งแวดล้อม โทษรอบข้าง แต่พอมาเรียนรู้เกษตรฟื้นฟูถึงรู้ว่า ต้องหยุดไถ ปิดหน้าดิน คลุมดินไว้ให้ย่อยสลายเอง”

การฟื้นฟูปีแรก คุณเจนจะเริ่มคลุมดินด้วยหญ้าและเศษพืช ยังไม่เห็นผลมากนัก แต่เมื่อเข้าสู่ปีที่ 2 ดินเริ่มร่วนขึ้น และในปีที่ 3  ข้าวในแปลงนามีความแข็งแรง ลมพัดไม่ล้มง่าย เห็นแมลงปอ เห็นไส้เดือน เห็นน้ำใสในนามากขึ้น

“ปลาที่เคยตายหมดตอนปีแรกกลับมาอยู่ได้ และพืชน้ำอย่างผักแว่นเริ่มงอกขึ้นเอง นี่คือสัญญาณของระบบนิเวศที่ฟื้นตัวค่ะ”

กรงไก่เคลื่อนที่ สัตว์ก็ช่วยฟื้นฟูดินได้

สำหรับในช่วงพักนา คุณเจน เล่าว่า กรงไก่เคลื่อนที่ที่ทำไว้ก็สามารถช่วยฟื้นฟูดินได้ ถือว่าลดต้นทุนไปด้วยในตัว เมื่อไก่ที่เลี้ยงในพื้นที่ไก่ได้กินข้าวที่หล่นตามพื้น ส่วนมูลไก่ก็กลายเป็นปุ๋ย เติมอินทรียวัตถุให้ดินไปในตัว นี่คือแนวทาง “เกษตรบูรณาการ” ที่ใช้พลังของสัตว์เลี้ยงช่วยเสริมระบบธรรมชาติ เพราะมูลสัตว์ช่วยสร้างความชื้น เพิ่มจุลินทรีย์ และช่วยหมุนเวียนสารอาหารในดิน

ส่วนแปลงผักในครัวเรือน คุณเจนถือว่าเป็นสิ่งที่ช่วยสร้างอาหารจากสิ่งรอบตัว การฟื้นฟูดินจะทำการตัดหญ้าให้เป็นอินทรียวัตถุ โรยมูลวัว แล้วคลุมด้วยผ้าใบไว้ 4–6 สัปดาห์ ก็จะได้ดินที่เปื่อย ย่อยสลาย มีไส้เดือนกิ้งกือเต็มไปหมด เหมือนทำปุ๋ยหมักในแปลงผัก ผลคือดินเก็บความชื้นได้ดีขึ้น พืชแข็งแรงโดยไม่ต้องรดน้ำบ่อย แปลงของคุณเจนยังมีความเขียวชอุ่ม แม้ในช่วงฝนทิ้งช่วงยาวนาน เพราะธรรมชาติชอบถูกปกคลุม เมื่อมีหญ้าหรือใบไม้คลุม ดินจะเย็นและชุ่ม

“เราก็ต้องค่อยๆ ศึกษาไปทีละนิด แต่โดยรวมซากพืชต่างๆ ที่อยู่ในดินต่างๆ ก็ช่วยได้เยอะมาก คอยตัดหญ้าบ่อยๆ และปิดหน้าดินไว้เสมอ เพื่อรับความชุ่มชื้น โดยรวมธรรมชาติชอบอยู่แล้วถ้าเกิดมีอะไร มันเห็นได้ชัดว่ามีความชุ่มชื้น ตรงไหนที่ไม่มีเงาร่มไม้ ก็จะมีหญ้าขึ้นเป็นการปกป้องหน้าดินไว้เสมอ ทำให้เราเห็นได้ว่าความอุดมสมบูรณ์มันค่อยๆ กลับมา จะเห็นได้ว่าช่วงแล้งยาวนานมาก แต่พื้นที่เราพื้นที่เดียวจะเขียวและพื้นที่อื่นจะแห้งเเล้ง”

 ไบโอชา (Biochar) พลังคาร์บอน

เพื่ออนาคตการเกษตรไทย

ในยุคที่โลกกำลังเผชิญกับวิกฤตสภาพภูมิอากาศ ภาคเกษตรซึ่งเป็นทั้งผู้ได้รับผลกระทบและผู้มีส่วนต่อการปล่อยก๊าซเรือนกระจก กำลังมองหาทางออกที่ยั่งยืน “ไบโอชา (Biochar)” หรือถ่านชีวภาพ จึงกลายเป็นอีกหนึ่งคำตอบสำคัญที่ได้รับการพูดถึงทั่วโลกในฐานะ “เทคโนโลยีสีเขียว” ที่ช่วยทั้งฟื้นฟูดิน เพิ่มผลผลิต และกักเก็บคาร์บอนในดินได้ในระยะยาว

ไบโอชาไม่ใช่ของใหม่ หากแต่เป็นภูมิปัญญาเก่าในรูปแบบใหม่ เพราะแนวคิดของการใช้ถ่านปรับปรุงดินมีมาตั้งแต่โบราณ เช่น ดินเทอร์ราเพรตา (Terra Preta) ในลุ่มน้ำอเมซอนที่อุดมไปด้วยถ่านชีวภาพจากเศษอินทรีย์ ซึ่งทำให้ดินมีความอุดมสมบูรณ์ยาวนานนับพันปี แต่ในปัจจุบันวิทยาศาสตร์สมัยใหม่ได้นำแนวคิดนี้กลับมาพัฒนาให้เป็นระบบ ผ่านกระบวนการผลิตแบบไพโรไลซิส (Pyrolysis) หรือการเผาเศษชีวมวลโดยไม่ใช้ออกซิเจน เพื่อให้ได้ถ่านชีวภาพที่มีคาร์บอนสูงและคงทนในดิน

สำหรับประเทศไทย “ไบโอชา” กำลังกลายเป็นเครื่องมือสำคัญในการขับเคลื่อน เกษตรคาร์บอนต่ำ (Low-carbon Agriculture) และการสร้างรายได้รูปแบบใหม่ให้กับเกษตรกร ผ่านการเข้าร่วมระบบเครดิตคาร์บอน (Carbon Credit) ซึ่งนอกจากจะช่วยลดปัญหาการเผาในที่โล่ง ลดฝุ่น PM 2.5 แล้ว ยังช่วยปรับปรุงคุณภาพดินให้เหมาะสมต่อการเพาะปลูกระยะยาวอีกด้วย

การนำวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตร เช่น ฟางข้าว แกลบ กิ่งไม้ มาผลิตเป็นไบโอชาจึงไม่เพียงช่วยลดของเสีย แต่ยังสร้างมูลค่าใหม่จากสิ่งเหลือทิ้งและสะท้อนให้เห็นทิศทางของเกษตรกรรุ่นใหม่ที่กำลังเปลี่ยนจากผู้ผลิตอาหารสู่ผู้ดูแลสิ่งแวดล้อม

คุณเจนทดลองใช้ “ไบโอชา (Biochar)” หรือถ่านชีวภาพในฟาร์มของตนเอง — “มันคือถ่านที่เผาในอุณหภูมิสูงและมีรูพรุน สามารถกักเก็บน้ำและธาตุอาหารได้ดีมาก แต่ต้องผ่านการหมักให้แช่อิ่มก่อนใช้ เพราะถ่านดูดซับสารได้มหาศาล ถ้าใส่โดยไม่หมักจะกลายเป็นโทษแทน”

เมื่อการหมักทำอย่างถูกวิธี ไบโอชาจะช่วยให้ดินโปร่ง ระบายอากาศดี รากพืชเดินสะดวก ลดการเกิดโรครากเน่า และเพิ่มสิ่งมีชีวิตในดิน ซึ่งไบโอชาใช้เพียงครั้งเดียว แต่สามารถอยู่ได้เป็น 100 ปี เพราะมันคือเพียวคาร์บอน ไม่ย่อยสลายและยิ่งอยู่ในดินนานยิ่งดี นี่คือแนวทางที่ไม่เพียงลดการเผาอากาศเสีย แต่ยังเปลี่ยนของเหลือทิ้งให้กลายเป็นพลังฟื้นฟูผืนดิน

“ไบโอชาต้องผ่านกระบวนการเผาที่ไม่ใช้ออกซิเจน หรือใช้ออกซิเจนให้ได้น้อยที่สุด แต่ละคนก็มีเทคนิคไม่เหมือนกัน แต่โดยรวมแล้วนำมาใช้ได้หมดเหมือนกัน หรือว่าจะเป็นเกรดที่ดีขึ้นมาหน่อยเป็นเตาเผา ที่ใช้ออกซิเจนให้ได้น้อยที่สุด เท่าที่เป็นไปได้และไม่ทำให้เกิดการปลดปล่อยกลับเข้ามาสู่ชั้นบรรยากาศ ยิ่งใช้ออกซิเจนน้อยยิ่งได้ถ่านที่มีคุณภาพดียิ่งขึ้น”

คุณเจน กล่าวเสริมว่า สิ่งต่างๆ ที่เหลือจากการเกษตร ไม่ว่าจะเป็นกิ่งไม้ ซังข้าวโพด ฯลฯ เเทนที่จะถูกเผาทิ้ง แต่เมื่อนำมาใช้ทำเป็นไบโอชามันจะช่วยฟื้นฟูดินเเละตอบโจทย์กว่า ไบโอชาเป็นตัวหนึ่งที่ทำให้ความอุดมสมบูรณ์ตรงนั้นมันกลับมามากขึ้น เเละสร้างประโยชน์ให้กับดินเกิดประโยชน์สูงสุดเเละสามารถสร้างความอุดมสมบูรณ์เเละกระตุ้นสิ่งมีชีวิตได้จริงๆ สิ่งนี้กำลังเป็นประเด็นที่ทั่วโลกกำลังให้ความสนใจมากขึ้น

ธรรมชาติไม่ต้องการให้เราชนะ

แต่ต้องการให้เราร่วมมือ

“ทุกวันนี้ ไม่ว่าเราจะทำธุรกิจหรือใช้ชีวิตอย่างไร ประเด็นเรื่องธรรมชาติ สิ่งแวดล้อม และสุขภาพ คือหัวใจสำคัญที่ทุกคนต้องคำนึงถึง” นี่คือแนวคิดของ คุณเจน-เจนนิเฟอร์ อินเนส-เทเลอร์ เกษตรกรหญิงรุ่นใหม่ที่กำลังได้รับความสนใจจากสังคมในฐานะต้นแบบของคนรุ่นใหม่ที่เลือกเดินบนเส้นทางเกษตรอย่างมีจิตสำนึกต่อโลก

คุณเจนเชื่อว่าสิ่งเหล่านี้ไม่เพียงเป็นเทรนด์ แต่คือ “แนวทางการอยู่ร่วมกับโลก” ที่ธุรกิจและเกษตรกรยุคใหม่ต้องตอบโจทย์ให้ได้ เพราะวันนี้ผู้บริโภคให้ความสำคัญกับความปลอดภัยของอาหารมากขึ้น ไม่ต้องการสิ่งปนเปื้อนจากสารเคมี ขณะที่เกษตรกรเองก็เริ่มตระหนักถึงผลกระทบต่อสุขภาพ จากการใช้สารเคมีในการผลิตที่ผ่านมา และต้องการเปลี่ยนสู่ระบบเกษตรที่ปลอดภัยและยั่งยืนมากกว่าเดิม

อย่างไรก็ตาม คุณเจนก็สะท้อนความจริงอีกด้านว่า คนรุ่นใหม่ในภาคเกษตรกำลังลดลงอย่างน่ากังวล หลายคนมองว่าอาชีพเกษตรเป็นงานหนัก รายได้ไม่แน่นอน และเต็มไปด้วยความเสี่ยง แต่หากประเทศไทยสามารถสร้างระบบเกษตรที่เชื่อมโยงกับแนวคิด ธรรมชาติ–สิ่งแวดล้อม–สุขภาพ ก็จะทำให้การเกษตรกลายเป็นอาชีพแห่งอนาคตที่มีคุณค่า และดึงดูดคนรุ่นใหม่กลับเข้าสู่ภาคเกษตรได้อีกครั้ง

ในมุมมองของคุณเจน “หัวใจของประเทศไทยคือเกษตรกรรม” และหากเราสามารถสร้างความอุดมสมบูรณ์ให้ธรรมชาติ ฟื้นฟูดิน น้ำ และระบบนิเวศให้กลับมาสมดุล พร้อมทั้งพัฒนาแนวทางเกษตรที่ปลอดภัยและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมากขึ้น ประเทศไทยก็จะสามารถเดินหน้าไปสู่แนวคิด “Wellness Center” ได้อย่างแท้จริง เพราะเกษตรกรรมที่ดีไม่เพียงสร้างอาหารที่ปลอดภัย แต่ยังเป็นรากฐานของสุขภาพกาย

“ธรรมชาติไม่ใช่สิ่งที่เราจะดึงมาใช้ฝ่ายเดียว แต่เราต้องฟื้นฟูมันด้วย สิ่งเหล่านี้จะอยู่กับเราได้อย่างยั่งยืน”

ประโยคคำพูดสั้นๆ ของน้องเจนอาจเป็นบทเรียนสำคัญที่เตือนใจให้ทุกคนหันกลับมา เพื่อมองความสัมพันธ์ระหว่างคนกับโลกให้ลึกซึ้งกว่าเดิม เพราะเกษตรฟื้นฟูไม่ใช่เรื่องของเทรนด์ แต่คือรากฐานของ “อนาคตอาหารไทย” เมื่อดินกลับมามีชีวิต เกษตรกรก็จะมีความมั่นคง และสิ่งแวดล้อมก็จะฟื้นตัวไปพร้อมกัน

สำหรับท่านใดสนใจข้อมูลเพิ่มเติมติดต่อได้ที่ เพจ น้องเจนทำฟาร์ม

ผู้เขียน : สุรเดช สดคมขำ

เผยแพร่ในระบบออนไลน์ครั้งแรก 24 ตุลาคม 2025

Related Posts