ปลาบึก หนึ่งในปลาน้ำจืดขนาดใหญ่ที่สุดของโลก ไม่ได้เป็นเพียงสัญลักษณ์ของแม่น้ำโขงเท่านั้น แต่ยังสะท้อนองค์ความรู้ด้านการเพาะเลี้ยงและการอนุรักษ์ทรัพยากรสัตว์น้ำของไทยอย่างเป็นรูปธรรม ผ่านการดำเนินงานของสถาบันวิจัยการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำจืด ซึ่งเริ่มต้นการเลี้ยงพ่อแม่พันธุ์ปลาบึกมาตั้งแต่ปี 2541
ในช่วงเริ่มต้น ปลาบึกพ่อแม่พันธุ์ถูกเลี้ยงในบ่อดิน โดยปลาที่นำมาเลี้ยงมีความยาวเฉลี่ยต่อตัวประมาณ 1.40 เมตร น้ำหนักเฉลี่ยราว 20 กิโลกรัม ต่อมาจึงมีการพัฒนาและปรับเปลี่ยนรูปแบบการเลี้ยงมาเป็นบ่อซีเมนต์ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการจัดการและใช้พื้นที่ให้เกิดประโยชน์สูงสุด โดยเฉพาะในช่วงที่ปลาบึกเข้าสู่ระยะพร้อมผสมพันธุ์

ปลาบึกที่นำมาเลี้ยงมีที่มาจากพื้นที่ภาคเหนือ ใกล้ลุ่มแม่น้ำโขง ซึ่งเดิมเป็นปลาที่แจกจ่ายให้ประชาชนตามโครงการพระราชทานเพื่อนำไปเลี้ยง เมื่อปลามีขนาดใหญ่ขึ้น ชาวบ้านบางส่วนไม่สามารถดูแลต่อได้ จึงส่งคืนให้กรมประมง ก่อนจะถูกนำมารวบรวมและเลี้ยงดูต่อในบ่อซีเมนต์ของสถาบันฯ เพื่อใช้เป็นพ่อแม่พันธุ์สำหรับการเพาะขยาย
การเลี้ยงปลาบึกในบ่อซีเมนต์มีข้อดีหลายประการ ทั้งความสะดวกในการควบคุมสภาพแวดล้อม การจัดการน้ำ และการดูแลช่วงผสมพันธุ์ อีกทั้งยังประหยัดพื้นที่มากกว่าบ่อดินขนาดใหญ่ อย่างไรก็ตาม การเลี้ยงในระบบดังกล่าวจำเป็นต้องปรับองค์ประกอบหลายด้าน เพื่อให้ใกล้เคียงธรรมชาติที่สุด ตั้งแต่การให้อาหาร คุณสมบัติน้ำ ไปจนถึงสภาพแวดล้อมโดยรวม เพื่อให้ปลาบึกสามารถเจริญเติบโตได้ดี และมีความพร้อมในการให้ไข่ ราวกับยังอาศัยอยู่ในแม่น้ำตามถิ่นกำเนิด
อาหารสำหรับพ่อแม่พันธุ์ปลาบึกเป็นสูตรที่สถาบันวิจัยการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำจืด ผสมขึ้นเอง โดยใช้วัตถุดิบหลักเป็นอาหารเม็ดสำเร็จรูปที่มีโปรตีน 30 เปอร์เซ็นต์ บดละเอียด 875 กรัม เสริมด้วยวิตามินซี 5 กรัม วิตามินรวม 5 กรัม น้ำมันปลา 5 กรัม สไปรูไลน่า 10 กรัม แป้งสาลี 100 กรัม และสารเหนียว 50 กรัม นำมาผสมกับน้ำสะอาด ปั้นเป็นก้อนขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ 10 เซนติเมตร ให้ปลากินวันละ 1 ครั้ง ในช่วงเวลาประมาณ 15.00 น.

สำหรับกระบวนการเพาะพันธุ์ปลาบึกในบ่อซีเมนต์ ใช้วิธีเดียวกับการเพาะพันธุ์ในบ่อดิน โดยอาศัยเทคนิคการฉีดฮอร์โมน เริ่มจากการคัดเลือกแม่ปลาที่มีไข่แล้วแต่ยังไม่ตก จากนั้นฉีดฮอร์โมนเพื่อเร่งให้ไข่แก่เต็มที่ เมื่อถึงระยะเหมาะสม ไข่จะไหลออกมา จึงนำน้ำเชื้อจากพ่อปลามาผสมคนให้เข้ากัน ซึ่งเป็นกระบวนการผสมเทียมตามมาตรฐานการเพาะพันธุ์ปลา
หลังการผสมไข่ปลาบึกจะใช้เวลาประมาณ 24 ชั่วโมง ไข่จึงจะฟักออกมาเป็นตัว ลูกปลาที่ฟักใหม่จะถูกอนุบาลในบ่อฟักไข่ประมาณ 5 วัน โดยวันแรกให้อาหารเป็นโรติเฟอร์ ก่อนจะเปลี่ยนเป็นไรแดงในระยะถัดมา เมื่อพ้นช่วงนี้ลูกปลาทั้งหมดจะถูกย้ายไปอนุบาลต่อในบ่อดินขนาด 2 ไร่ ใช้อาหารเป็นรำและปลาป่นในอัตราส่วน 2 ต่อ 1 เมื่อลูกปลาบึกมีอายุได้ประมาณ 15 วัน จะเปลี่ยนเป็นอาหารเม็ดลอยน้ำที่มีโปรตีน 30 เปอร์เซ็นต์ ระยะการอนุบาลรวมประมาณ 30 วัน ลูกปลาบึกจะมีขนาดราว 1–2 นิ้ว
ลูกปลาบึกที่ได้จากการเพาะพันธุ์มีความแข็งแรงสูง ไม่ค่อยพบปัญหาโรค เมื่อเทียบกับปลาน้ำจืดหลายชนิด ซึ่งถือเป็นจุดเด่นสำคัญของปลาบึก ภายใต้นโยบายของกรมประมง ลูกปลาบึกส่วนหนึ่งจะถูกนำไปปล่อยคืนสู่แหล่งน้ำธรรมชาติเพื่อการอนุรักษ์ อีกส่วนหนึ่งจึงนำออกจำหน่ายให้เกษตรกรหรือผู้สนใจที่ต้องการนำไปเลี้ยง

สถาบันวิจัยการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำจืดจำหน่ายลูกปลาบึกในไซซ์มาตรฐาน ราคาตัวละประมาณ 40–100 บาท ขึ้นอยู่กับขนาด โดยยืนยันว่าปลาบึกที่จำหน่ายเป็นปลาพันธุ์แท้ ผู้ซื้อไม่ต้องกังวลเรื่องปลอมปน เนื่องจากลูกปลาขนาดเล็ก หากซื้อจากแหล่งที่ไม่น่าเชื่อถือ อาจสับสนกับปลาสวายหรือปลาที่ผ่านการผสมข้ามสายพันธุ์ได้ง่าย
อย่างไรก็ตาม ผู้ที่สนใจนำปลาบึกไปเลี้ยงควรทำความเข้าใจธรรมชาติของปลา โดยเฉพาะเรื่องขนาดและคุณภาพเนื้อ ปลาบึกที่เลี้ยงในบ่อหรือสระน้ำส่วนตัว ไม่สามารถเติบโตหรือมีไขมันแทรกในเนื้อได้เทียบเท่าปลาบึกจากธรรมชาติ ซึ่งปลาที่เป็นที่นิยมบริโภคมักมีน้ำหนักมากกว่า 100 กิโลกรัมขึ้นไป ขณะที่ปลาบึกเลี้ยงอาจมีลักษณะใกล้เคียงปลาสวาย เนื่องจากชนิดอาหารและสภาพแวดล้อมถูกกำหนดโดยผู้เลี้ยง ทำให้หากเลี้ยงเพื่อจำหน่าย ราคามักแข่งขันกับปลาจากธรรมชาติได้ยาก

ด้วยเหตุนี้ การเลี้ยงปลาบึกจึงเหมาะเป็นอาชีพเสริมหรือเลี้ยงร่วมกับปลาชนิดอื่นในบ่อพื้นที่สวน เพื่อเพิ่มความหลากหลายของผลผลิตมากกว่าการลงทุนเชิงพาณิชย์เต็มรูปแบบ เพราะปลาบึกต้องใช้ระยะเวลาเลี้ยงนาน ต้นทุนสูง และผลตอบแทนอาจไม่คุ้มค่าในเชิงธุรกิจ
ท้ายที่สุด ปลาบึกก็ถือเป็นปลาที่เลี้ยงง่าย ปรับตัวเก่ง กินอาหารผสมและอาหารเม็ดได้ดี และแทบไม่มีข่าวปัญหาเรื่องโรคหรือการเลี้ยงแล้วไม่โต จึงเหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการเลี้ยงเพื่อความสวยงาม หรือปล่อยไว้ในบ่อเพื่อเพิ่มสีสันและคุณค่าให้กับแหล่งน้ำภายในบ้าน
สำหรับผู้ที่สนใจอยากมีปลาบึก สามารถติดต่อสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ สถาบันวิจัยการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำจืด โทรศัพท์หมายเลข 035-704-171
เผยแพร่ในระบบออนลไน์ครั้งแรก 12 มกราคม 2569
