Exclusive Featured

“เมื่อข้าวมีเรื่องเล่า และชาวนามีตัวตน” โอวากับบทเรียน ทำตลาดในโลกออนไลน์ ใช้ตัวตนขายข้าว เชื่อมใจลูกค้าทั่วประเทศ

ท่ามกลางยุคที่ราคาข้าวผันผวนและมีต้นทุนการผลิตที่สูงขึ้น ทำให้ความไม่แน่นอนถาโถมเข้ามาอย่างต่อเนื่อง ความอยู่รอดของชาวนาไม่ได้ขึ้นอยู่กับแรงกายเพียงอย่างเดียวอีกต่อไป แต่คือการปรับตัวให้ทันโลกที่เปลี่ยนไป บางครอบครัวเลือกยอมแพ้ บางคนเลือกอดทน แต่ก็มีอีกไม่น้อยที่เลือก “เปลี่ยนวิธีคิด” เพื่อพาชีวิตและผืนนาไปต่อให้ได้ 

 คุณโอวา-ธนาวัฒน์ จันนิม เป็นอีกหนึ่งแรงขับเคลื่อนสำคัญ และเป็นหนึ่งภาพสะท้อนของชาวนาไทยยุคใหม่ ที่ใช้วิกฤตเป็นจุดตั้งต้นของการยืนหยัดอยู่ในระบบเศรษฐกิจที่ไม่เป็นธรรมกับเกษตรกรมาอย่างยาวนาน

คุณโอวา-ธนาวัฒน์ จันนิม

ลูกชาวนาที่อยากหนีบ้าน สู่แม่ค้าออนไลน์

ที่พาข้าวท้องถิ่นไปไกลกว่าเดิม


คุณโอวา เล่าให้ฟังว่า เติบโตมาในครอบครัวชาวนาในต่างจังหวัด ภาพจำของท้องนาและชีวิตเกษตรกรในวัยเด็กได้ดี แต่สิ่งเหล่านี้กลับเป็นสิ่งที่คุณโอวาพยายามหลีกหนีมาโดยตลอด เมื่อมีโอกาสได้เรียนจบจากคณะสังคมสงเคราะห์ศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ คุณโอเลือกก้าวเข้าสู่เส้นทางการทำงานในบริษัทเอกชนตามความฝัน ใช้ชีวิตในเมืองใหญ่นานกว่า 10 ปี 

“อยู่ๆ ไปความอิ่มตัวค่อยๆ ก่อตัวขึ้น พร้อมกับการระบาดของโควิด-19 วิกฤตครั้งนั้นบังคับให้หลายคนต้องหยุดทำหลายๆ อย่าง แต่กลับเป็นช่วงเวลาที่ทำให้โอวาได้กลับบ้าน และมองเห็นศักยภาพของสิ่งที่มีอยู่ตรงหน้าอีกครั้ง มันเป็นสิ่งที่เรารู้เยอะสุด และสามารถอยู่กับมันได้ตลอดเวลา น่าจะทำได้อย่างยาวนาน ซึ่งการทำนาก็คือสิ่งที่ตอบโจทย์สำหรับโอวาในเวลานี้” 

การกลับสู่บ้านเกิดไม่ได้หมายถึงการถอยหลัง แต่คือการเริ่มต้นใหม่ คุณโอวาค้นพบว่าทักษะจากการทำงานนอกภาคเกษตร สามารถนำมาประยุกต์ใช้กับอาชีพดั้งเดิมของครอบครัวได้ จึงเริ่มต้นจากการเป็นแม่ค้าออนไลน์ ขายข้าวของครอบครัวด้วยตัวเอง พร้อมต่อยอดไปสู่การสร้างรายได้ให้คนในชุมชน ความเข้าใจในตลาด การสื่อสาร และการสร้างตัวตน กลายเป็นเครื่องมือสำคัญที่ช่วยให้ข้าวซึ่งเคยขายได้แค่ในพื้นที่ ถูกส่งตรงถึงผู้บริโภคทั่วประเทศ

จากลูกชาวนาสู่ ‘กะเทยขายข้าว’

 เปลี่ยนวิถีชีวิตให้กลายเป็นตลาดยั่งยืน

คุณโอวาอธิบายมุมมองที่เปลี่ยนไปเมื่อโตขึ้นว่า เริ่มมีความเข้าใจว่าการทำนาไม่ใช่แค่อาชีพ แต่คือรากเหง้า เป็นสิ่งที่อยู่ในสายเลือด การได้กลับมาทำนา จึงไม่ใช่ความพ่ายแพ้ แต่คือการเลือกเส้นทางที่ยั่งยืนในวันที่โลกไม่แน่นอน

“การเปลี่ยนแปลงไม่ได้เกิดขึ้นง่าย โดยเฉพาะกับคนรุ่นพ่อแม่ที่ไม่คุ้นชินกับโลกออนไลน์ การขายข้าวผ่านหน้าจอในช่วงแรก เต็มไปด้วยความไม่เข้าใจและความกังวล คุณโอวาจึงเลือกพิสูจน์ด้วยการลงมือทำ ค่อยๆ ทดลองขาย ลดความเสี่ยงให้มากที่สุด และแสดงให้เห็นเป็นรูปธรรมว่า การปรับตัวคือทางรอด หากไม่เปลี่ยน วันนี้อาจยังอยู่ได้ แต่วันข้างหน้าไม่มีใครรับประกัน โดยเฉพาะหลังบทเรียนครั้งใหญ่จากโควิด-19 ที่ทำให้เห็นชัดว่าพฤติกรรมผู้บริโภคและรูปแบบการค้าขายไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป” 

คุณโอวา เล่าต่ออีกว่า ในช่วงที่ทุกคนต้องอยู่บ้านช่วงโควิด โลกออนไลน์กลายเป็นพื้นที่หลักของการใช้ชีวิต คุณโอวาใช้จังหวะนั้นสร้างคอนเทนต์สนุกๆ ถ่ายทอดชีวิตชาวนาในมุมที่เข้าถึงง่าย ผ่อนคลายและเป็นกันเอง โดยเล่าวิถีชีวิตจริงของลูกชาวนาผ่านท้องทุ่งนา พร้อมใส่เสื้อผ้าที่มีเอกลักษณ์และเป็นตัวตนแบบ “กะเทยขายข้าว” ที่ทำให้คนดูจดจำได้ คอนเทนต์เหล่านี้ไม่ได้ขายของตรงๆ แต่ขายความสุข ความจริงใจ และเรื่องราวของชีวิต โดยมีความบันเทิงราว 60 เปอร์เซ็นต์ และการนำเสนอข้าวอีก 40 เปอร์เซ็นต์ เมื่อคนดูรู้สึกผูกพัน การซื้อขายจึงเกิดขึ้นอย่างเป็นธรรมชาติ

“ข้าวที่โอวาขาย ยิ่งการผลิตมีเรื่องราว ข้าวยิ่งมีคุณค่า เราจะให้ความสำคัญกับการเล่าที่มาของข้าวอินทรีย์ของครอบครัวและชุมชน ซึ่งแม้จะทำกันมานาน แต่ไม่เคยถูกถ่ายทอดออกไปอย่างจริงจัง การพาผู้ชมไปรู้จักกระบวนการทำนาอินทรีย์ การทำกิจกรรมร่วมกันของคนในชุมชน จนลูกค้าเห็นภาพรวมของความตั้งใจ ที่อยู่เบื้องหลังข้าวทุกเมล็ดที่มีคุณภาพ ความอยากรู้ อยากลอง และอยากสนับสนุน จึงค่อยๆ เกิดขึ้น” 

ขายข้าวออนไลน์ เฉลี่ย 5-6 ตัน/เดือน 

พลังการตลาดชุมชน ที่เชื่อมใจลูกค้าทั่วไทย

สำหรับการทำตลาดเพื่อขายข้าว คุณโอวา เล่าด้วยความภูมิใจว่า การขายไม่ใช่เพียงเป็นข้าวหอมมะลิอินทรีย์ที่ได้จากนาของครอบครัวคุณโอวาเพียงอย่างเดียว แต่ยังรับข้าวที่ได้คุณภาพจากชาวบ้านในชุมชนที่ผลผลิตแบบได้มาตรฐานมาขายอีกด้วย จึงทำผลผลิตในพื้นที่แห่งนี้มีเพียงพอต่อความต้องการของลูกค้าตลอดทั้งปี 

ผลผลิตที่ขายได้ต่อเดือนนั้น คุณโอวา บอกว่า เฉลี่ยอยู่ที่ 5-6 ตันต่อเดือน ราคาที่ขายอยู่ที่กิโลกรัมละ 50 บาท โดยข้าวที่ขายจะเน้นเป็นข้าวกล้องสำหรับตลาดคนรักสุขภาพ ลูกค้าที่ส่งขายทั้งหมดอยู่ทั่วประเทศไทย ไม่ว่าจะอยู่ภาคไหนข้าวหอมมะลิของคุณโอวาส่งตรงถึงมือลูกค้าอย่างแน่นอน

“การทำตลาดของโอวา ต้องบอกว่าไม่สู้กับนายทุนใหญ่ แต่การทำตลาดผลผลิตของเราจะเน้นไปที่ตัวสินค้า โดยผลิตเป็นข้าวแบบคุณภาพที่เป็นข้าวกล้อง ก็จะช่วยให้เรามีตลาดมากขึ้น ไ่ม่เน้นผลิตแต่ข้าวขาวเพียงอย่างเดียว ดังนั้น การเล่าเรื่องของโอวาก็จะเป็นการเล่าเรื่องของข้าวกล้องให้กับตลาดคนรักสุขภาพ เพื่อเป็นการรับเทรนด์ของการเปลี่ยนแปลง ในเรื่องของข้าวสุขภาพ” 

ท้ายที่สุด การทำตลาดข้าวให้ยืนได้ท่ามกลางความผันผวน ไม่ได้ขึ้นอยู่แค่คุณภาพผลผลิตเพียงอย่างเดียว แต่คือการสร้างตัวตนและภาพจำที่ชัดเจนในโลกออนไลน์ เมื่อผู้บริโภคเข้าใจว่าใครเป็นคนปลูก ปลูกอย่างไร และกำลังทำอะไรอยู่ คุณโอวาเชื่อว่าเมื่อผู้ผลิตมีความจริงใจ ลูกค้าก็จะมีความเชื่อใจและความผูกพันจะค่อยๆ เกิดขึ้นจนกลายเป็นการสนับสนุนอย่างต่อเนื่อง ขณะเดียวกันเกษตรกรเองก็ต้องไม่หยุดเรียนรู้และพัฒนา เพื่อให้การผลิตข้าวเดินหน้าได้อย่างมั่นคง และอยู่รอดได้อย่างยั่งยืนในระยะยาว

สำหรับท่านใดที่สนใจในเรื่องของผลผลิตจากข้าว หรือต้องการข้อมูลเพิ่มเติมสอบถามได้ที่ คุณโอวา-ธนาวัฒน์ จันนิม ได้ที่เพจ โอวาข้าวหอมมะลิแท้สุรินทร์100%

เผยแพร่ในระบบออนไลน์ครั้งแรก 20 มกราคม 2569

Related Posts