ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมาโกโก้ไทยกำลังขยับจากพืชทางเลือกสู่พืชเศรษฐกิจมูลค่าสูงที่ทั่วโลกจับตา ท่ามกลางกระแสคราฟต์ช็อกโกแลต เทรนด์สุขภาพ และการบริโภคอย่างมีที่มา ซึ่งทั้งหมดนี้ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ หากแต่เป็นผลจากการวางจุดยืนที่ชัดเจนของวงการโกโก้ไทย ว่าจะไม่แข่งขันด้วยปริมาณ แต่จะสร้างความแตกต่างด้วยคุณภาพ รสชาติ และเรื่องราวของแหล่งปลูกในประเทศ

คุณบดินทร์ เจริญพงศ์ชัย นายกสมาคมการค้าโกโก้และช็อกโกแลตไทย ชี้ว่า โกโก้ไทยควรยืนอยู่ในฝั่ง “คราฟต์ช็อกโกแลต” (Craft Chocolate) อย่างชัดเจน เพราะเป็นพื้นที่ที่ให้คุณค่ากับคุณภาพมากกว่าปริมาณ แตกต่างจากตลาดอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ที่เน้นวอลุ่มเป็นหลัก ด้วยข้อจำกัดด้านพื้นที่และปริมาณการผลิต ไทยไม่ควรนำตัวเองไปแข่งขันกับประเทศผู้ผลิตรายใหญ่ในแอฟริกา แต่ควรใช้จุดแข็งด้านภูมิประเทศ ความหลากหลายทางชีวภาพ และรสชาติที่เป็นเอกลักษณ์มาสร้างโกโก้แบบ Single Origin ที่มีมูลค่าสูงและเล่าเรื่องได้

“โกโก้ไทยกำลังการผลิตเราน้อย เมื่อเทียบกับการเพาะปลูกของแอฟริกา เราไม่ควรไปแข่งในเรื่องของปริมาณ ควรจะแข่งขันในเรื่องของมีสตอรี”
โกโก้ไทยต้องคิดย้อนจากตลาด
วางระบบตั้งแต่แปลงถึงการส่งออก
คุณบดินทร์ กล่าวต่ออีกว่า หัวใจสำคัญของโกโก้ไทยจึงไม่ใช่การปลูกให้มากที่สุด แต่คือการปลูกให้ดีและใช่ โดยเฉพาะในช่วง 3 ปีแรก โกโก้จะถูกมองเป็นพืชแซมมากกว่าพืชหลัก เพราะธรรมชาติของโกโก้ต้องการร่มเงาและความชื้น การปลูกเดี่ยวตั้งแต่เริ่มต้นไม่เพียงเพิ่มต้นทุน แต่ยังไม่เหมาะกับสภาพแวดล้อมและความเสี่ยงของเกษตรกร การเริ่มจากพืชแซมจะช่วยให้เกษตรกรมีรายได้เสริม ลดแรงกดดันด้านการลงทุนและค่อยๆ สร้างความรู้ ความเข้าใจ และตลาดของตนเอง

จากนั้นเมื่อต้นโกโก้ก้าวเข้าสู่ปีที่ 3 เป็นต้นไป ช่วงเวลานี้คือช่วงเวลาสำคัญที่เกษตรกรจะเริ่มเห็นทิศทางของตัวเองชัดเจนขึ้น ว่าจะพัฒนาโกโก้เป็นพืชเศรษฐกิจหลัก เพื่อที่จะขยายพื้นที่ปลูกหรือเดินต่อในห่วงโซ่อุปทานจุดใด ซึ่งเกษตรกรบางรายสามารถพัฒนาไปถึงการส่งเมล็ดเข้าประกวดระดับประเทศและระดับโลกที่ได้รับรางวัลและการยอมรับ จึงกลายเป็นจุดเปลี่ยนที่ทำให้โกโก้จากแปลงเล็กๆ มีมูลค่าเพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดด

“เป้าหมายของแต่ละคนคือโจทย์ตั้งต้นที่สำคัญ หากต้องการทำช็อกโกแลตแบรนด์เล็กของตัวเอง เกษตรกรบางรายมีพื้นที่เพียง 1–5 ไร่ ก็จะปลูกโกโก้ประมาณ 100–500 ต้น ก็เพียงพอสำหรับการแปรรูปแบบ Bean to Bar ในสเกลเล็ก แต่หากตั้งเป้าหมายการส่งออกในระดับตู้คอนเทนเนอร์ การออกแบบระบบต้องต่างออกไป ตั้งแต่การขยายเครือข่ายเกษตรกร การตั้งจุดหมัก จุดตาก การจัดการโลจิสติกส์ ไปจนถึงต้นทุนการขนส่ง ทุกอย่างต้องถูกวางแผนย้อนกลับจากตลาดปลายทาง เพื่อไม่ให้เกิดภาวะล้นตลาดหรือเจ็บตัวในระยะยาว”
จุลินทรีย์ท้องถิ่น ปั้นลายเซ็นโกโก้ไทย
จากแหล่งปลูกสู่ Single Origin
หนึ่งในปัจจัยที่กำหนดคุณภาพโกโก้มากที่สุด คุณบดินทร์ เล่าว่า คือกระบวนการหมักและการตาก ซึ่งมีผลต่อรสชาติของเมล็ดมากกว่า 50 เปอร์เซ็นต์ และในหลายกรณีอาจมากกว่านั้น จุลินทรีย์ท้องถิ่นในแต่ละพื้นที่เปรียบเสมือน “ลายเซ็นรสชาติ” ที่ไม่สามารถลอกเลียนแบบได้ง่าย หากไม่มีการดัดแปลงหรือใช้หัวเชื้อจากภายนอก เกษตรกรและผู้รวบรวมเมล็ดจึงต้องทดลอง ค้นคว้า และทำซ้ำจนมั่นใจว่าโปรไฟล์รสชาติที่ได้สอดคล้องกับความต้องการของตลาด

บางพื้นที่มีความได้เปรียบจากธรรมชาติที่เอื้อให้จุลินทรีย์มีความเสถียร สามารถหมักกี่ครั้งก็ให้รสชาติใกล้เคียงกัน ซึ่งถือเป็นต้นทุนที่มีค่ามหาศาล โดยธรรมชาติแล้วคาแรกเตอร์ของโกโก้กว่า 80 เปอร์เซ็นต์จะถูกกำหนดจากสภาพแวดล้อมเฉพาะถิ่น ส่วนอีก 20 เปอร์เซ็นต์ เป็นผลจากสภาพอากาศและฤดูกาลที่เปลี่ยนแปลง สิ่งสำคัญคือการสร้างโปรไฟล์รสชาติของแต่ละแหล่งให้ชัด และทำงานร่วมกับผู้ผลิตช็อกโกแลตอย่างใกล้ชิด เพื่อรักษาความเป็น Single Origin อย่างแท้จริง
“เกษตรกรที่เป็นผู้หมักผู้ตากหรือผู้รวบรวม จะต้องทดสอบและมั่นใจว่า จุลินทรีย์ท้องถิ่นตรงนั้นเหมาะสมและก็สร้างเมล็ดโกโก้แห้ง ที่ออกมาและมีรสชาติโดยรวมที่น่าสนใจและตลาดมีความต้องการก่อน เพราะฉะนั้นทุกอย่างมันจะผูกกันตั้งแต่ต้นน้ำไปจนถึงปลายน้ำ ซึ่งสุดท้ายแล้วตลาดจะเป็นตัววัดว่าสิ่งที่เกษตรกรทำ จะมีผู้ซื้อไหมโกโก้ที่เป็นรสชาตินี้ โปรไฟล์แบบนี้ เรื่องราวแบบนี้ ถ้าเป็นที่นิยมสินค้าก็จะเจริญเติบโตต่อ”

คุณบดินทร์ กล่าวเสริมในมิติของตลาดเทรนด์ Wellness และการดูแลสุขภาพ กำลังกลายเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญของโกโก้ไทย งานวิจัยทั่วโลกยืนยันถึงสารสำคัญในโกโก้ที่เป็นประโยชน์ต่อร่างกาย ทำให้กลุ่มผู้บริโภคที่ใส่ใจสุขภาพ และผู้สูงอายุหันมาบริโภคช็อกโกแลตคุณภาพสูงมากขึ้น ทำให้เกิดผลิตภัณฑ์โกโก้เชิงสุขภาพและ Functional Food ซึ่งจะช่วยต่อยอดมูลค่าได้มากกว่าการขายวัตถุดิบเพียงอย่างเดียว
โกโก้ไทยจากคราฟต์เล็ก สู่เวทีโลก
ด้วยมาตรฐานและความร่วมมือทั้งระบบ
ขณะเดียวกันสมาคมการค้าโกโก้และช็อกโกแลตไทย กำลังผลักดันมาตรฐานเมล็ดโกโก้แห้งอย่างเป็นรูปธรรม ผ่านระบบการตรวจสอบ การจัดเกรด และการรับรองคุณภาพ เพื่อให้เกษตรกรรู้ว่าผลผลิตของตนเองอยู่ในระดับใด และควรตั้งราคาขายเท่าไร ไม่ถูกกดราคาโดยขาดข้อมูล

นอกจากนี้ สมาคมการค้าโกโก้และช็อกโกแลตไทยได้มีความร่วมมือกับสมาคมดิจิทัลเพื่อการเกษตร ยังนำไปสู่แนวคิด “ดิจิทัลพาสปอร์ตโกโก้” ที่สามารถตรวจสอบย้อนกลับได้ตั้งแต่แปลงปลูก กระบวนการหมัก ตาก จนถึงมือผู้ซื้อที่สร้างความโปร่งใส และเพิ่มความเชื่อมั่นให้ตลาดโลก
“ถ้าเกษตรกรอยากได้สินค้าที่มีมูลค่าเพิ่ม ก็จะต้องใส่ใจในเรื่องเหล่านี้ เพื่อนำเทคโนโลยีไปใช้ เพื่อเป็นการสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับสินค้า เพราะโกโก้เปรียบเสมือนบัญชีออมทรัพย์ของเกษตรกร หากปลูกในพื้นที่ที่เหมาะสม จะสามารถเก็บเกี่ยวได้ตลอดปี มีรายได้หมุนเวียนมาช่วยเสริมรายได้หลัก ที่สำคัญกว่านั้น วงการโกโก้ไทยยังเป็นหนึ่งในไม่กี่ประเทศในโลก ที่ไม่ได้ถูกครอบงำโดยบริษัทยักษ์ใหญ่ แต่เติบโตจากกลุ่มคราฟต์รายเล็กที่เชื่อมโยงกันอย่างเข้มแข็ง ซึ่งถือเป็นโอกาสทางประวัติศาสตร์ในการพัฒนาองค์ความรู้ และโมเดลใหม่ที่อาจก้าวนำประเทศอื่นในอนาคต”

ท้ายที่สุด ในวันที่โลกกำลังมองหาอาหารที่มีคุณภาพและมีเรื่องราว โกโก้ไทยกำลังยืนอยู่บนจุดตัดสำคัญระหว่างโอกาสและความพร้อม ทั้งองค์ความรู้ มาตรฐาน กระบวนการผลิต และเครือข่ายคราฟต์ที่เข้มแข็ง หากทุกภาคส่วนสามารถเดินไปในทิศทางเดียวกัน ตั้งแต่แปลงปลูก โรงหมัก ผู้แปรรูป จนถึงตลาดปลายทาง โกโก้ไทยย่อมไม่ใช่เพียงพืชทางเลือกอีกต่อไป แต่จะก้าวขึ้นเป็นพืชเศรษฐกิจคุณภาพ ที่สร้างรายได้อย่างยั่งยืนให้เกษตรกร และสร้างชื่อเสียงให้ประเทศไทยบนเวทีโกโก้โลกในระยะยาว

เชิญร่วมงานสัมมนา HIGH-VALUE AGRI FUTURE : กาแฟ–โกโก้–วานิลลา พิชิตตลาดโลก ในวันที่ 27 กุมภาพันธ์ 2569 เวลา 10.30–17.00 น. ณ ห้องประชุมอาคารหนังสือพิมพ์ข่าวสด ถนนเทศบาลนิมิตใต้ หมู่บ้านประชานิเวศน์ 1 เขตจตุจักร กรุงเทพฯ เดินทางสะดวกด้วยรถไฟฟ้าสายสีแดง สถานีวัดเสมียนนารี
ความพิเศษของงานนี้ คือการ อัดแน่นเนื้อหาใหม่ที่ “ลึกกว่า” และ “เข้มข้นกว่า” ทุกครั้งที่ผ่านมา ไม่ใช่แค่เล่าให้ฟังว่าอะไรคือเทรนด์ แต่พาเจาะถึง “หัวใจของการเพิ่มมูลค่า” ตั้งแต่การจัดการหลังการเก็บเกี่ยวระดับมืออาชีพ การยกระดับกาแฟทั่วไปสู่ Specialty Coffee การเข้าใจศาสตร์การหมักโกโก้ซึ่งเป็นตัวแปรสำคัญของรสชาติและราคา ไปจนถึงกระบวนการบ่มวานิลลาอย่างถูกต้อง ที่สามารถเปลี่ยนผู้ปลูกให้ก้าวสู่การเป็นผู้ประกอบการได้อย่างเต็มตัว
ช่วงเช้าของงาน (เวลา 10.30–12.00 น.) เปิดพื้นที่พิเศษกับกิจกรรม “Taste ให้รู้ ดูให้ลึก” ภายใต้ชื่อ Sip-Scent & Connect ที่เปิดประสาทสัมผัสของผู้เข้าร่วม ผ่านการดม ชิม และทดสอบคุณภาพวัตถุดิบของจริง ไม่ว่าจะเป็นกลิ่น รส หรือคุณลักษณะเชิงคุณภาพ พร้อมเปิดโอกาสให้แลกเปลี่ยนมุมมองกับวิทยากรและผู้รู้ในวงการอย่างใกล้ชิด ก่อนเข้าสู่การสัมมนาอย่างเป็นทางการ
ขณะที่ภาคบ่าย (เวลา 13.00–17.00 น.) คือหัวใจของงาน กับสัมมนาแบบ Exclusive ที่ออกแบบมาเพื่อตอบทุกข้อสงสัย แก้ทุก Pain Point ที่เกษตรกรและผู้ประกอบการเจอจริง ตั้งแต่คำถามคลาสสิกอย่าง “ปลูกแล้วขายที่ไหน ขายให้ใคร” ไปจนถึง “ทำอย่างไรให้ได้ราคาสูงและยั่งยืน” โดยรวมคำตอบเชิงระบบไว้แบบครบ จบ ในที่เดียว
สำหรับผู้สนใจ ขณะนี้เปิดจำหน่ายบัตรราคา 399 บาท สามารถสำรองที่นั่งได้ทางโทรศัพท์ 02-589-0020 ต่อ 2335 หรือ Inbox เพจ เทคโนโลยีชาวบ้าน และลงทะเบียนเข้าร่วมงานได้ที่ https://forms.gle/GRUaaQhZquGDH51YA
สำหรับผู้ที่มองเห็นอนาคตของเกษตรไทยมากกว่าการขายผลผลิตดิบ งานนี้คือพื้นที่เรียนรู้ที่อาจเปลี่ยน “ผลผลิตในสวน” ให้กลายเป็น “มูลค่าทางธุรกิจ” ได้อย่างแท้จริง
