Featured เกษตรยั่งยืน

โลกเปลี่ยน ข้าวไทยต้องเปลี่ยน! นาข้าวคาร์บอนต่ำ ลดต้นทุนปุ๋ย-ค่าน้ำ โกยรายได้เพิ่มตันละ 500 บาท

ท่ามกลางกระแสโลกที่กำลังเผชิญวิกฤตการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ภาคการเกษตรถูกจับตามองมากขึ้น ในฐานะแหล่งปล่อยก๊าซเรือนกระจกที่สำคัญ โดยเฉพาะ “นาข้าว” ซึ่งเป็นหนึ่งในกิจกรรมทางการเกษตรที่ปล่อยก๊าซมีเทนในปริมาณสูง จากการขังน้ำในแปลงนาเป็นเวลานาน ขณะนี้ในหลายประเทศเริ่มนำมาตรการด้านสิ่งแวดล้อมมาใช้เป็นเงื่อนไขทางการค้า ทำให้สินค้าเกษตรในอนาคตไม่ได้แข่งขันกันแค่เรื่องคุณภาพหรือราคาอีกต่อไป แต่ยังรวมถึงกระบวนการผลิตที่ต้องเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมด้วย

ประเทศไทยในฐานะประเทศผู้ส่งออกข้าวรายสำคัญของโลก จึงเริ่มขยับตัวเข้าสู่แนวทางการผลิตข้าวยุคใหม่ ภายใต้แนวคิด “ข้าวคาร์บอนต่ำ” หรือ Low-Carbon Rice ที่กำลังกลายเป็นหนึ่งในทิศทางสำคัญของวงการข้าวไทย เพราะไม่เพียงช่วยลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม แต่ยังสามารถลดต้นทุน เพิ่มคุณภาพดิน เพิ่มโอกาสทางการตลาด และสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับผลผลิตของเกษตรกรได้ในเวลาเดียวกัน

คุณสมหมาย เลิศนา ผู้อำนวยการกองวิจัยและพัฒนาข้าว กรมการข้าว เปิดเผยว่า ปัจจุบันการปลูกข้าวถูกมองว่าเป็นหนึ่งในกิจกรรมที่มีการปล่อยก๊าซมีเทน และก๊าซเรือนกระจกออกสู่บรรยากาศจำนวนมาก โดยเฉพาะจากการใช้ปุ๋ยยูเรียและระบบการทำนาแบบขังน้ำต่อเนื่อง จึงเป็นที่มาของการผลักดันแนวทาง “ข้าวคาร์บอนต่ำ” ผ่านระบบการทำนาแบบเปียกสลับแห้ง ซึ่งเป็นวิธีการจัดการน้ำในแปลงนาให้มีช่วงที่ระดับน้ำลดลงจากผิวดินเป็นระยะ ช่วยลดการใช้น้ำและลดการเกิดก๊าซมีเทน จากกระบวนการย่อยสลายในดินได้อย่างมีประสิทธิภาพ

แนวทางดังกล่าวไม่เพียงช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก แต่ยังส่งผลดีต่อต้นข้าวโดยตรง เพราะเมื่อมีการลดระดับน้ำลงจากผิวดิน จะช่วยให้ระบบรากของต้นข้าวแข็งแรงมากขึ้น ข้าวไม่เกิดความเสียหายจากสภาพน้ำขังตลอดเวลา และยังช่วยให้ต้นข้าวมีความทนทานต่อสภาพแวดล้อมได้ดีขึ้นอีกด้วย


คุณสมหมาย ยังบอกอีกด้วยว่า สถานการณ์สงครามและความผันผวนของเศรษฐกิจโลกในช่วงที่ผ่านมา ยังส่งผลกระทบโดยตรงต่อภาคการเกษตร โดยเฉพาะต้นทุนการผลิตที่เพิ่มสูงขึ้นทั้งราคาพลังงานและราคาปุ๋ยเคมีที่ต้องพึ่งพาการนำเข้าจากต่างประเทศ ทำให้เกษตรกรจำนวนมากต้องเผชิญภาระต้นทุนที่สูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง กรมการข้าวจึงมองว่าการทำนาแบบข้าวคาร์บอนต่ำ จะเป็นอีกหนึ่งทางเลือกสำคัญในการลดต้นทุนของเกษตรกร เพราะนอกจากการทำนาแบบเปียกสลับแห้งแล้ว ยังส่งเสริมการย่อยสลายฟางข้าวแทนการเผาทำลาย ซึ่งจะช่วยเปลี่ยนเศษวัสดุทางการเกษตรให้กลับมาเป็นปุ๋ยอินทรีย์ในแปลงนาได้อีกครั้ง

การใช้จุลินทรีย์ในการย่อยสลายฟางข้าว ถือเป็นอีกหนึ่งหัวใจสำคัญของระบบการผลิตข้าวคาร์บอนต่ำ เพราะจุลินทรีย์ที่ใส่ลงไปช่วยปรับปรุงโครงสร้างดิน ทำให้ดินร่วนซุย ไม่อัดแน่น และสามารถปลดปล่อยธาตุอาหารออกมาให้ต้นข้าวนำไปใช้ได้ง่ายขึ้น ส่งผลให้เกษตรกรลดการใช้ปุ๋ยเคมีลงได้ในระยะยาว พร้อมทั้งตลาดเริ่มให้ความสนใจกับผลผลิตข้าวที่มาจากระบบการผลิตที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมากขึ้น ทำให้มีหลายหน่วยงานเข้ามารับซื้อข้าวที่ปลูกในระบบนี้ โดยสามารถเพิ่มมูลค่าผลผลิตได้สูงขึ้น เฉลี่ยตันละประมาณ 500 บาท

“ตอนนี้กรมการข้าวได้มีโครงการข้าวคาร์บอนต่ำ 1 ล้านไร่ โดยอธิบดีได้มีการเร่งรัดให้ทำโครงการนี้ขึ้นมา เพื่อตอบสนองการทำนาที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม โดยเกษตรกรและผู้ค้าข้าว ทั้งในและต่างประเทศสนใจเป็นอย่างยิ่งในการทำนาที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม จึงทำให้โครงการข้าวคาร์บอนต่ำถูกบรรจุเข้าไปในกระทรวงเกษตรและสหกรณ์เพื่อของบประมาณ”

ปัจจุบันกรมการข้าวได้เริ่มดำเนินโครงการนำร่องในหลายพื้นที่ทั่วประเทศ โดยเฉพาะในเขตชลประทานที่มีความพร้อมด้านการบริหารจัดการน้ำ เช่น จังหวัดสิงห์บุรี ซึ่งเป็นพื้นที่ปฏิรูปของชลประทานประมาณ 100,000 ไร่ รวมถึงพื้นที่คลองสิบสาม จังหวัดปทุมธานี ที่มีการวิจัยและพัฒนาจนสามารถผลิตข้าวคาร์บอนต่ำของประเทศไทยได้แล้ว ถือเป็นต้นแบบสำคัญของการพัฒนาระบบการผลิตข้าวรูปแบบใหม่ที่สอดรับกับทิศทางของตลาดโลก

อย่างไรก็ตาม การทำนาแบบเปียกสลับแห้งยังมีข้อจำกัดสำคัญ คุณสมหมาย กล่าวว่า จำเป็นต้องอยู่ในพื้นที่ชลประทาน เนื่องจากต้องมีการสูบน้ำเข้าออกอย่างต่อเนื่อง เพื่อควบคุมระดับน้ำในแปลงนา จึงยังไม่สามารถขยายไปยังพื้นที่นานอกเขตชลประทานได้ทั้งหมด แต่กรมการข้าวมองว่า แม้เกษตรกรบางพื้นที่จะยังไม่สามารถเข้าสู่ระบบเปียกสลับแห้งได้เต็มรูปแบบ การงดเผาตอซังและฟางข้าวก็ยังถือเป็นอีกแนวทางสำคัญ ที่ช่วยลดการปล่อยคาร์บอนและลดมลพิษทางอากาศได้เช่นกัน

“ปัญหาเรื่องสิ่งแวดล้อม โดยเฉพาะการกักกันทางการค้า ที่ไม่ใช่ภาษีหรืออะไรต่างๆ จะมามองว่านาข้าวปล่อยก๊าซมีเทนหรือปล่อยก๊าซเรือนกระจก กรมการข้าวมีโครงการข้าวคาร์บอนต่ำเข้ามา ช่วยให้พี่น้องเกษตรกรทำนาที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมและได้ผลผลิตข้าวมากขึ้น”

ท่ามกลางการแข่งขันทางการค้าที่ยุคนี้ไม่ได้วัดกันเพียงปริมาณผลผลิต แต่ยังรวมถึงมาตรฐานด้านสิ่งแวดล้อม “ข้าวคาร์บอนต่ำ” จึงอาจไม่ใช่เพียงกระแสชั่วคราว แต่กำลังกลายเป็นทิศทางใหม่ของวงการข้าวไทยในอนาคต เพราะนอกจากจะช่วยลดต้นทุนและรักษาสิ่งแวดล้อมแล้ว ยังเป็นการยกระดับภาพลักษณ์ข้าวไทย ให้สอดรับกับความต้องการของตลาดโลกยุคใหม่ ที่กำลังให้คุณค่ากับอาหารปลอดภัยและกระบวนการผลิตที่ยั่งยืนมากขึ้นทุกวัน

สามารถฟังเนื้อหาฉบับเต็มได้ที่ RICE PODCAST EP.1 “กินข้าว = ลดโลกร้อน เปิดโลกข้าวคาร์บอนต่ำ”

เผยแพร่ในระบบออนไลน์ครั้งแรก 12 พ.ค. 2026

Related Posts