Featured แปรรูปสินค้าเกษตร

ปลูกกุหลาบอินทรีย์ แปรรูปเป็นชา ขายกิโลละ 5,000 บาท พลิกดอกไม้เป็นสินค้ามูลค่าสูง ที่ตลาดต้องการ

หลายคนอาจคุ้นเคยกับ “กุหลาบ” ในฐานะดอกไม้แห่งความรัก ที่มักถูกมอบให้กันในโอกาสพิเศษ แต่สำหรับบางคนกุหลาบไม่ได้มีคุณค่าเพียงแค่ความสวยงามหรือความหอม หากยังสามารถต่อยอดเป็นสินค้ามูลค่าสูง สร้างอาชีพที่มั่นคง และเป็นแรงบันดาลใจให้คนรุ่นใหม่หันกลับมาทำเกษตรอย่างมีความสุขได้อีกด้วย เมื่อความหลงใหลผสานเข้ากับความคิดสร้างสรรค์ ดอกกุหลาบจึงกลายเป็นมากกว่าดอกไม้ แต่เป็นจุดเริ่มต้นของธุรกิจที่เติบโตจากหัวใจของคนปลูก

เรื่องราวนี้เกิดขึ้นที่จังหวัดเชียงราย สวนกุหลาบอินทรีย์ของ คุณนพเก้า จันโย เกษตรกรรุ่นใหม่ผู้หลงใหลการปลูกกุหลาบ พร้อมทั้งนำกุหลาบดอกใหญ่ กลิ่นหอม มาปลูกในระบบเกษตรอินทรีย์ ก่อนต่อยอดเป็นชากุหลาบอบแห้ง ที่ผู้บริโภคสามารถชงดื่มได้อย่างมั่นใจ เพราะทุกขั้นตอนการผลิตให้ความสำคัญกับความปลอดภัยและคุณภาพ ตั้งแต่การปลูกจนถึงการแปรรูป กลายเป็นผลิตภัณฑ์ที่ได้รับการตอบรับจากลูกค้าอย่างต่อเนื่อง

จากหลงรัก…สู่ชากุหลาบอินทรีย์

ช่วยพลิกสวน สร้างเกษตรมูลค่าสูง


คุณนพเก้า เล่าว่า ครอบครัวทำเกษตรมาตั้งแต่สมัยคุณปู่คุณย่า กระทั่งในปี 2555 เมื่อถึงเวลาที่ต้องกลับมาใช้ชีวิตอยู่บ้านเกิดอย่างเต็มตัว จึงเริ่มตั้งคำถามกับตัวเองว่า “จะทำเกษตรอย่างไร? ให้สามารถอยู่ได้ในระยะยาว โดยไม่ต้องแลกกับสุขภาพจากการใช้สารเคมี

“พอรู้ว่าต้องกลับมาอยู่บ้านเต็มตัว ก็เห็นว่าที่บ้านทำเกษตรอยู่แล้ว เลยคิดว่าจะทำอย่างไรให้ยั่งยืน และไม่ทำลายสุขภาพของตัวเอง สุดท้ายจึงตัดสินใจเปลี่ยนมาทำเกษตรอินทรีย์ทั้งหมด เริ่มจากนาอินทรีย์ และขยายมาสู่พืชชนิดอื่น”

ด้วยความที่เป็นคนชื่นชอบกุหลาบอยู่แล้ว อีกทั้งยังสะสมสายพันธุ์ไม้ต่างๆ มาโดยตลอด คุณนพเก้าจึงมองว่ากุหลาบน่าจะสร้างมูลค่าได้มากกว่าการปลูกไว้ชมความสวยงาม ประกอบกับชากุหลาบกำลังได้รับความนิยมในกลุ่มคนรักสุขภาพ จึงเริ่มศึกษาตลาด คัดเลือกสายพันธุ์ที่เหมาะสม และพัฒนาจนกลายเป็นชากุหลาบอินทรีย์ที่สร้างรายได้ให้กับครอบครัวมาจนถึงทุกวันนี้

ปลูกกุหลาบอย่างพิถีพิถัน

เพื่อให้ได้ดอกคุณภาพสำหรับชงชา

คุณนพเก้า อธิบายว่า กุหลาบที่จะนำมาทำชาได้นั้นจำเป็นต้องมีคุณภาพตั้งแต่ขั้นตอนการปลูก จึงให้ความสำคัญกับการเตรียมแปลงเป็นอย่างมาก โดยเริ่มจากใส่ปุ๋ยคอกรองพื้น แล้วจึงยกแปลงให้สูงพอเหมาะ มีความกว้างประมาณ 1 เมตร ส่วนความยาวสามารถปรับได้ตามพื้นที่ ระยะปลูกต้นกุหลาบอยู่ที่ 60-80 เซนติเมตร เพื่อให้ต้นได้รับแสงและอากาศถ่ายเทได้ดี

สำหรับสายพันธุ์ที่เลือกปลูกเป็นกุหลาบพันธุ์ไทยที่มีกลิ่นหอมโดดเด่น 2 สายพันธุ์ ได้แก่ มอญไกลกังวล และกุหลาบมอญแดงประเสริฐ ซึ่งเหมาะสำหรับนำมาแปรรูปเป็นชากุหลาบมากที่สุด

เมื่อเตรียมแปลงเสร็จ คุณนพเก้าจะนำต้นพันธุ์ที่ผ่านการติดตาและมีอายุประมาณ 4-5 เดือนมาปลูก พร้อมรดน้ำวันละ 1 ครั้ง หลังปลูกประมาณ 45 วัน กุหลาบจะเริ่มออกดอกชุดแรก แต่ดอกชุดนี้จะถูกเด็ดทิ้งทั้งหมด เพื่อให้ต้นสะสมอาหารและสร้างความแข็งแรง

“เราจะยอมเสียเวลารออีกประมาณ 45 วัน เพื่อให้ต้นสมบูรณ์ที่สุด หลังจากนั้นกุหลาบจะออกดอกชุดใหม่ ซึ่งเป็นดอกที่มีคุณภาพ สามารถเก็บได้ทุกวันสำหรับนำไปแปรรูป”

เกษตรอินทรีย์

ที่ไม่ใช้สารเคมีแม้แต่ชนิดเดียว

การดูแลแปลงกุหลาบของคุณนพเก้า ยังคงยึดหลักเกษตรอินทรีย์อย่างเคร่งครัด หลังเก็บดอกจะรดน้ำวันละ 1 ครั้ง พร้อมใส่ปุ๋ยคอกและพรวนดินเดือนละครั้ง เพื่อบำรุงต้นให้แข็งแรง ส่วนการป้องกันโรคและแมลงศัตรูพืช เลือกใช้วิธีธรรมชาติโดยไม่พึ่งพาสารเคมีเลย

“ถ้าเจอต้นไหนมีโรคหรือแมลงเข้าทำลาย เราจะรีบถอนต้นนั้นออกจากแปลงทันที เพื่อป้องกันไม่ให้ลุกลามไปยังต้นอื่น เพราะเราอยากรักษามาตรฐานความเป็นอินทรีย์เอาไว้”

แนวคิดนี้ แม้ต้องแลกกับการดูแลที่ละเอียดมากขึ้น แต่ก็ทำให้ผู้บริโภคมั่นใจได้ว่ากุหลาบทุกดอกปลอดภัยสำหรับการนำไปชงดื่ม

คัดเฉพาะดอกที่สมบูรณ์

ก่อนอบแห้งอย่างพิถีพิถัน

ในทุกเช้าและช่วงบ่าย คุณนพเก้าจะลงแปลงเก็บดอกกุหลาบด้วยตัวเอง โดยเลือกเฉพาะดอกที่สมบูรณ์และบานในระยะที่เหมาะสม หากปล่อยให้บานมากเกินไป กลีบดอกจะร่วงง่าย ทำให้คุณภาพของชาลดลง

หลังเก็บเกี่ยวในทุกวัน ดอกกุหลาบทั้งหมดจะถูกนำเข้าตู้อบลมร้อนที่อุณหภูมิ 50-55 องศาเซลเซียส ใช้เวลาประมาณ 24 ชั่วโมง จนได้กุหลาบอบแห้งที่ยังคงสีสัน กลิ่นหอม และคุณภาพ พร้อมนำไปบรรจุเป็นชากุหลาบ

นอกจากชากุหลาบแล้ว คุณนพเก้ายังต่อยอดด้วยการผลิต น้ำสกัดกุหลาบ (Rose Water) โดยเลือกใช้ดอกกุหลาบที่มีกลิ่นหอมที่สุด คือช่วงดอกแรกแย้มที่กำลังจะบานและเริ่มเห็นเกสร ซึ่งต้องเก็บในช่วงเช้าก่อนเวลา 10.00 น.

คุณนพเก้า บอกว่า ดอกกุหลาบสดประมาณ 3 กิโลกรัม จะใช้เวลาสกัดประมาณ 2 ชั่วโมง ได้เป็นน้ำสกัดกุหลาบราว 3 ลิตร ที่มีกลิ่นหอมเป็นธรรมชาติ

“น้ำสกัดที่ได้จะมีกลิ่นหอมมาก เวลานำไปผสมน้ำดื่มจะให้ความสดชื่น หรือจะใช้เป็นส่วนผสมของเบเกอรี่และอาหารก็ได้ เพียงใช้น้ำสกัดประมาณ 1 ช้อนโต๊ะ ผสมน้ำเปล่า 1 ลิตร ก็ช่วยเพิ่มกลิ่นหอมได้แล้ว”

จากดอกละ 3 บาท

สู่กิโลกรัมละ 5,000 บาท

การแปรรูปทำให้กุหลาบมีมูลค่าเพิ่มขึ้นอย่างชัดเจน ปัจจุบันกุหลาบอินทรีย์อบแห้ง คุณนพเก้าจำหน่ายในราคากิโลกรัมละ 5,000 บาท ขณะที่กุหลาบสดจำหน่ายทั่วไป มีราคาเฉลี่ยเพียงดอกละประมาณ 3 บาท ส่วนน้ำสกัดกุหลาบจำหน่ายในราคาลิตรละ 1,000 บาท และยังถูกนำไปพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์เครื่องสำอาง เช่น โลชั่นบำรุงผิว รวมถึงผลิตภัณฑ์ดูแลผิวอื่นๆ เพื่อเพิ่มทางเลือกให้กับผู้บริโภค

“ตอนนี้เราไม่ได้มองตัวเองเป็นแค่เกษตรกรแล้ว แต่พยายามยกระดับเป็นผู้ประกอบการ ทำผลผลิตให้มีมูลค่าสูงขึ้น โดยเฉพาะการสกัดน้ำมันกุหลาบ ซึ่งในอนาคตจะช่วยเพิ่มมูลค่าได้อีกมาก เพราะสามารถนำไปเป็นส่วนผสมของผลิตภัณฑ์สุขภาพและเครื่องสำอางได้หลากหลาย”

ทำในสิ่งที่รัก…

เปลี่ยนความสุขให้เป็นรายได้

สำหรับคุณนพเก้า สิ่งที่มีค่าที่สุดไม่ใช่เพียงรายได้ แต่คือการได้ทำอาชีพที่ตัวเองรัก

“ตั้งแต่มาทำเกษตรอินทรีย์ และได้ปลูกกุหลาบซึ่งเป็นดอกไม้ที่เราชอบ รู้สึกมีความสุขมาก เพราะได้ทำในสิ่งที่รัก และยังสร้างรายได้ให้ครอบครัวได้อย่างมั่นคง”

คุณนพเก้ามองว่า ปัจจุบันสื่อสังคมออนไลน์เป็นอีกแรงสนับสนุนสำคัญที่ช่วยให้การตลาดง่ายขึ้น แม้ลูกค้าจะอยู่คนละจังหวัด แต่ก็สามารถสั่งซื้อชากุหลาบจากสวนได้โดยตรง ทำให้ตลาดขยายตัวได้อย่างต่อเนื่อง และเชื่อว่าตลาดชากุหลาบยังมีโอกาสเติบโตอีกมาก หากเกษตรกรสามารถผลิตสินค้าได้อย่างต่อเนื่อง มีคุณภาพสม่ำเสมอ

ในอนาคตยังตั้งเป้าพัฒนาผลิตภัณฑ์จากกุหลาบให้หลากหลายยิ่งขึ้น พร้อมขยายตลาดไปยังต่างประเทศ เพื่อให้กุหลาบอินทรีย์จากเชียงรายเป็นที่รู้จักในวงกว้าง และพิสูจน์ให้เห็นว่า “ดอกไม้หนึ่งดอก” หากได้รับการดูแลอย่างใส่ใจและต่อยอดอย่างสร้างสรรค์ ก็สามารถผลิบานเป็นธุรกิจที่สร้างคุณค่าได้อย่างยั่งยืน

สำหรับผู้ที่สนใจเรียนรู้การปลูกกุหลาบอินทรีย์ หรือผลิตภัณฑ์ชากุหลาบและการอบรมเรียนรู้เรื่องกุหลาบ สามารถติดต่อได้ที่ คุณนพเก้า จันโย สวนตั้งอยู่หมู่ที่ 3 ตำบลแม่คำ อำเภอแม่จัน จังหวัดเชียงราย โทรศัพท์ 082-763-6151

ผู้เขียน : สุรเดช สดคมขำ

Related Posts