จากกระแสข่าวการจดทะเบียนคุ้มครองกะเพราใหม่ 4 สายพันธุ์ของบริษัทเอกชน ที่สร้างความกังวลว่า “กะเพรา” พืชผักคู่ครัวไทยจะกลายเป็นสิทธิของบริษัทหรือไม่ และเกษตรกรยังสามารถปลูก เก็บเมล็ดพันธุ์ และนำไปใช้ประโยชน์ได้ตามปกติหรือเปล่า ประเด็นนี้ทำให้สังคมหันมาสนใจขอบเขตการคุ้มครองพันธุ์พืชตามกฎหมาย ตลอดจนสิทธิของเกษตรกรและการอนุรักษ์ทรัพยากรพันธุกรรมพืชของไทยมากขึ้น

ในรายการ “สนทนายามเช้า” คุณนารากร ติยายน ศิษย์เก่า KU 46 ได้เชิญ คุณธิดากุญ แสนอุดม ผู้อำนวยการกองพัฒนาระบบและรับรองมาตรฐานสินค้าพืช กรมวิชาการเกษตร และ ผศ.ดร.ชัชมาศ กาญจนอุดมการ หัวหน้าศูนย์วิจัยและพัฒนาพืชผักเขตร้อน ภาควิชาพืชสวน คณะเกษตร กำแพงแสน มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ มาร่วมอธิบายข้อเท็จจริงทั้งด้านกฎหมายและกระบวนการปรับปรุงพันธุ์ ตั้งแต่ที่มาของกะเพราพันธุ์ใหม่ การเพิ่มจำนวนชุดโครโมโซม ไปจนถึงข้อกังวลเรื่องการผสมข้ามสายพันธุ์ เพื่อทำความเข้าใจว่า การคุ้มครองพันธุ์พืชใหม่มีขอบเขตเพียงใด และเกี่ยวข้องกับกะเพราที่เกษตรกรปลูกอยู่ทั่วไปอย่างไร

คุณธิดากุญ แสนอุดม ผู้อำนวยการกองพัฒนาระบบและรับรองมาตรฐานสินค้าพืช กรมวิชาการเกษตร กล่าวว่า การจดทะเบียนพันธุ์พืชใหม่เป็นไปตามพระราชบัญญัติคุ้มครองพันธุ์พืช พ.ศ. 2542 อยู่ในส่วนของการคุ้มครองพันธุ์พืชใหม่ เนื่องจาก พ.ร.บ. ฉบับนี้ มีการคุ้มครองพันธุ์พืชอยู่ 3 กลุ่ม
กลุ่มแรก คือ การคุ้มครองพันธุ์พืชใหม่ ถือเป็นหลักทรัพ์สินทางปัญญา ใครคิดค้นพันธุ์ใหม่ขึ้นมาก็จะได้สิทธิ์ในการคุ้มครอง
กลุ่มที่สอง จะเรียกว่าพันธุ์พื้นเมืองเฉพาะถิ่น ถือเป็นหลักทรัพย์สินทางปัญญาเช่นเดียวกัน แต่คนที่ได้สิทธิ์คือชุมชน เพราะถือเป็นพืชเฉพาะที่อยู่ในพื้นที่ใดพื้นที่หนึ่งของชุมชน
และ กลุ่มที่สาม พันธุ์พืชพื้นเมืองทั่วไปและพันธุ์พืชป่า ซึ่งกะเพราทั้ง 200 สายพันธุ์ ถือว่าอยู่ในกลุ่มนี้ การคุ้มครองในกลุ่มนี้จะเรียกว่าการคุ้มครองเชิงปกป้อง หรือการคุ้มครองเชิงอนุรักษ์ เป็นเรื่องของการเข้าถึงและแบ่งปันผลประโยชน์

“เมื่อมีการจดคุ้มครองกะเพราพันธุ์ใหม่ 1 พันธุ์ จะมีการคุ้มครองสิทธิ์ในการขายพันธุ์เท่านั้น คือส่วนขยายพันธุ์โดยวิธีธรรมชาติ โดยกะเพราะขยายพันธุ์ด้วยเมล็ดก็ได้ หรือนำต้นไปเสียบลงในวัสดุปลูกที่เหมาะสม ก็จะสามารถงอกขึ้นมาได้ ส่วนใบและส่วนอื่นๆ ที่เป็นผลิตผลผลิตภัณฑ์อันนี้ไม่ได้คุ้มครอง แต่จะคุ้มครองส่วนขยายพันธุ์เท่านั้นค่ะ” คุณธิดากุญ กล่าว
คุณธิดากุญ สรุปให้เข้าใจง่ายๆ ว่า กะเพราที่มีจำหน่ายอยู่ในท้องตลาดทั้งหมด 100 เปอร์เซ็นต์ ไม่ได้มีความเกี่ยวข้องกับการคุ้มครอง หรือได้รับผลกระทบจากสิทธิ์นั้นเลย
ส่วนของเกสรปลิวข้ามแปลงที่เกิดความกังวลกันนั้น คุณธิดากุญ อธิบายว่า หากแบ่งชนิดพืช ออกเป็น 2 กลุ่มใหญ่ๆ จะมีพืชผสมตัวเองกับพืชผสมข้าม และกะเพราถือเป็นพืชที่มีการผสมตัวเอง และมีเปอร์เซ็นต์ผสมข้ามบ้าง การที่จะพัฒนาสายพันธุ์ได้มีการเก็บลักษณะประจำพันธุ์เอาไว้ในหลายลักษณะ ที่เป็นจุดเด่นของสายพันธุ์นั้นๆ
“เมื่อเกสรของ 2 พันธุ์มาปลิวชนกัน เกิดการผสมแม่ 50% พ่อ 50% พอเกิดมาเป็นสายพันธุ์ลูกแล้ว จะไม่ได้ลูกที่เกิดมาหน้าตาเหมือนพ่อและแม่เลย เพราะฉะนั้นหน้าตาของกะเพราเอง ก็จะไม่ได้มีหน้าตาที่เหมือนกับสายพันธุ์กะเพราะที่จดคุ้มครองไว้ ดั้งนัน จึงไม่สามารถที่จะมีการฟ้องร้องละเมิดได้ หรือหากมีการฟ้องร้องผู้ฟ้องก็ไม่มีสิทธิ์ชนะ” คุณธิดากุญ กล่าว

ด้าน ผศ.ดร.ชัชมาศ กาญจนอุดมการ หัวหน้าศูนย์วิจัยและพัฒนาพืชผักแขตร้อน ภาควิชาพืชสวน คณะเกษตร กำแพงแสน มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เปิดเผยว่า ได้รับเมล็ดกะเพราที่ได้ผ่านการรับรองพันธุ์ว่าเป็นกะเพราป่า มีการใช้ประโยชน์จากกะเพราพันธุ์นั้น เพราะมีลักษณะดีบางอย่างที่ทางบริษัทอยากได้ และสายพันธุ์นี้ยังดีไม่พอ เพราะทางบริษัทมีโจทย์มาอย่างชัดเจนว่า ต้องการกะเพราพันธุ์ใหม่ที่มีขนาดใหญ่ขึ้น มีกลิ่นหอมที่คงทนมากขึ้น และใช้ในอุตสาหกรรม
“เมล็ดพันธุ์กะเพราที่ได้รับมา เขาได้มีการนำไปขึ้นทะเบียนในมาตรา 52 (พระราชบัญญัติคุ้มครองพันธุ์พืช พ.ศ. 2542) ใช้ประโยชน์จากเชื้อพันธุกรรมจากธรรมชาติ ซึ่งการใช้สายพันธุ์นี้ ได้มีการแบ่งปันผลประโยชน์กลับไปให้รัฐบาล ซึ่งประชาชนทั่วไปสามารถทำได้ โดยไปเก็บกะเพราป่ามา แล้วอยากได้พันธุ์พัฒนา ก็มาให้ทางเราช่วยพัฒนาสายพันธุ์ได้ และนำผลประโยชน์กลับมาแบ่งปัญให้กับประเทศชาติ” ผศ.ดร.ชัชมาศ กล่าว
ผศ.ดร.ชัชมาศ กล่าวต่ออีกว่า การอนุรักษ์พันธุ์พืชถือว่าเป็นสิ่งที่ดี เมื่อเกิดกระแสสังคมอยู่ในขณะนี้ ถ้ามองในแง่ดีก็ถือว่าช่วยให้คนได้เห็นความสำคัญของการอนุรักษ์พันธุ์มากขึ้น และจากที่อยากให้พันธุ์ที่มีอยู่ได้คงอยู่ต่อไป จะต้องทำได้ด้วยการอนุรักษ์พันธุ์และเป็นหน้าที่ของทุกคน ไม่ใช่หน้าที่ของคนใดคนหนึ่ง

“พอเราได้เมล็ดพันธุ์ป่ามา เราก็เอามาปลูกทดสอบการกระจายตัว สิ่งที่เขาให้มามันยังไม่มีความนิ่งทางพันธุกรรม เมื่อเจอกะเพราป่าดีแล้ว นำไปปลูกต่อ มันไม่ได้เหมือนเดิมทั้งหมด 100% เราก็เลยเอาตรงนั้นแหละ ที่มันมีความแปรปรวนทางพันธุกรรม ที่มีลักษณะหลากหลาย ใบใหญ่บ้างเล็กบ้าง กลิ่นหอมบ้างไม่หอมบ้าง เอาตรงนั้นมาเป็นจุดเริ่มต้นที่จะพัฒนาพันธุ์ต่อไปค่ะ” ผศ.ดร.ชัชมาศ กล่าว
เมื่อรับโจทย์ให้ได้สายพันธุ์กะเพราที่ดีตามที่บริษัทต้องการ ผศ.ดร.ชัชมาศ เล่าต่อว่า ทางมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์จึงได้นำองค์ความรู้ที่มีอยู่มาทำการวิจัย เพื่อให้ได้กะเพราที่มีทุกอย่างดีขึ้น ต้องทำด้วยวิธีเพิ่มจำนวนโครโมโซม จึงได้นำเทคนิคดับเบิ้ลโครโมโซมเข้ามาใช้ โดยใช้สารเคมีในการกระตุ้นให้เกิดการแบ่งตัว ซึ่งกะเพราเรียกว่าเป็นพืช 2n เมื่อผ่านกระบวนการนี้ จึงเป็นพืชที่มี 4n ที่มีจำนวนโครโมโซมเพิ่มขึ้นมาอีก 1 เท่าตัว
“จากนั้นเราก็เอามาปลูกประเมิน ทดสอบ พร้อมกับคัดเลือกแล้ว ก็ให้มีการผสมตัวเองอีกถึง 4 ครั้ง เพื่อให้มีความนิ่งทางพันธุกรรม จึงได้ปล่อยเป็นสายพันธุ์ออกมา ซึ่งมหาวิทยาลัยก็สามารถนำมาต่อยอดในงานวิจัยต่อไปในอนาคตได้นะคะ” ผศ.ดร.ชัชมาศ กล่าว
นอกจากนี้ ในเรื่องของความกังวลของเกษตรกร หรือคนทั่วไปเกี่ยวกับการผสมข้ามสายพันธุ์ ผศ.ดร.ชัชมาศ ให้ข้อมูลที่น่าสนใจว่า กะเพราสายพันธุ์ใหม่ของ CPRAM ที่พัฒนาขึ้นมาจัดอยู่ในพืช 4n ดังนั้นจำนวนโครโมโซมจึงไม่ได้เหมือนกับกะเพราทั่วไปที่เป็นพืช 2n และทีมวิจัยพยายามทดลองผสม ผลที่ได้ออกมาคือการผสมข้ามสายพันธุ์เป็นเรื่องที่ค่อนข้างยากมาก แต่ถ้าถามว่ามีโอกาสผสมเข้ากันได้ไหม มีโอกาสอยู่ที่ 0.001%

ในช่วงท้าย คุณนารากร ติยายน กล่าวว่า อนาคตไม่รู้ว่าผู้ไม่หวังดี โดยเฉพาะสแกมเมอร์อาจใช้ช่วงโอกาสนี้ โทร.ไปหลอกลวงเกษตรกรว่าจะเข้ามาจับการปลูกกะเพราโดยไม่ได้รับอนุญาต ขออย่าให้เชื่อเด็ดขาย ซึ่งกรมวิชาการเกษตรหรือหน่วยงานอื่นๆ ไม่โทร.หาเด็ดขาด อย่าหลงเชื่อ ซึ่งกะเพราทั้ง 4 สายพันธุ์ ไม่ได้มีจำหน่ายเมล็ดพันธุ์ทั่วไป เพราะใช้ในโรงงานอุตสาหกรรมเท่านั้น ถ้ามีใครมาแอบอ้างจะจับหรือเรียกเก็บเงินอย่าเชื่อเด็ดขาด
ขอบคุณบทสัมภาษณ์จาก : Live สดทาง Fb : นารากร ติยายน // YouTube : สนทนายามเช้าติดตามรายการเต็มได้ที่ https://www.youtube.com/watch?v=xmdeo9Wsh3Y
