Featured News

NASA จับตา “เอลนีโญ 2569” จ่อรุนแรงสุดในรอบกว่า 70 ปี เตือนทั่วโลกรับมือสภาพอากาศแปรปรวน กระทบภาคเกษตร

ปรากฏการณ์เอลนีโญ กำลังกลับมาเป็นประเด็นที่ทั่วโลกต้องจับตามองอีกครั้ง หลังองค์การบริหารการบินและอวกาศแห่งชาติสหรัฐอเมริกา หรือ NASA เปิดเผยข้อมูลจากดาวเทียมสำรวจโลกที่ตรวจพบความเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญของมหาสมุทรแปซิฟิก ทั้งอุณหภูมิผิวน้ำทะเลที่เพิ่มสูงขึ้น ระดับน้ำทะเลที่เปลี่ยนแปลง และการลดลงของสิ่งมีชีวิตขนาดเล็กในทะเล ซึ่งล้วนเป็นสัญญาณบ่งชี้ถึงการก่อตัวของปรากฏการณ์เอลนีโญที่อาจมีความรุนแรงเป็นประวัติการณ์ในปี 2569

ข้อมูลจากสำนักงานบริหารมหาสมุทรและบรรยากาศแห่งชาติสหรัฐอเมริกา หรือ NOAA ซึ่ง NASA อ้างถึง ณ เดือนตุลาคม 2569 ระบุว่า มีความเป็นไปได้ถึง 83% ที่เอลนีโญซึ่งกำลังก่อตัวจะเป็นเหตุการณ์ที่รุนแรงที่สุดนับตั้งแต่ปี 2493 หรือในรอบกว่า 70 ปี

ปรากฏการณ์ดังกล่าวไม่เพียงส่งผลต่ออุณหภูมิของมหาสมุทรเท่านั้น แต่ยังสามารถเปลี่ยนแปลงทิศทางลม รูปแบบการกระจายตัวของฝน และสภาพอากาศในหลายภูมิภาคทั่วโลก โดยเฉพาะภาคเกษตรกรรมที่ต้องพึ่งพาปริมาณน้ำฝนและสภาพภูมิอากาศในการเพาะปลูก อย่างไรก็ตาม ตัวเลข 83% เป็นการประเมินความเป็นไปได้ ณ ช่วงเวลาที่รายงาน ไม่ได้หมายความว่าเอลนีโญปี 2569 ได้รับการยืนยันแล้วว่ารุนแรงที่สุดในประวัติศาสตร์

เอลนีโญคืออะไร? ทำไมจึงส่งผลต่อสภาพอากาศทั่วโลก

เอลนีโญเป็นปรากฏการณ์ทางธรรมชาติที่เกิดขึ้นในมหาสมุทรแปซิฟิกเขตร้อน โดยมีลักษณะสำคัญคืออุณหภูมิผิวน้ำทะเลบริเวณตอนกลางและตะวันออกของมหาสมุทรแปซิฟิกแถบเส้นศูนย์สูตรสูงกว่าค่าเฉลี่ย ซึ่งโดยทั่วไปปรากฏการณ์นี้จะเกิดขึ้นทุก 2–7 ปี

"Advertiser"

ภายใต้สภาวะปกติ ลมค้าจะพัดจากฝั่งทวีปอเมริกาไปทางทวีปเอเชีย ส่งผลให้น้ำทะเลอุ่นสะสมอยู่ทางตะวันตกของมหาสมุทรแปซิฟิก ขณะที่น้ำเย็นจากใต้ทะเลสามารถไหลขึ้นมาทดแทนบริเวณฝั่งตะวันออกได้

แต่เมื่อเกิดเอลนีโญ ลมค้าจะอ่อนกำลังลงหรือเปลี่ยนแปลงทิศทาง ทำให้น้ำทะเลอุ่นเคลื่อนตัวไปทางตะวันออกมากขึ้น ส่งผลให้รูปแบบการหมุนเวียนของบรรยากาศและการกระจายตัวของฝนเปลี่ยนแปลงตามไปด้วย

ความเปลี่ยนแปลงนี้อาจทำให้บางพื้นที่เผชิญฝนตกหนักและน้ำท่วม ขณะที่บางภูมิภาคมีแนวโน้มเกิดฝนทิ้งช่วงหรือภัยแล้ง ซึ่งเป็นความเสี่ยงสำคัญต่อการผลิตอาหารและการบริหารจัดการน้ำเพื่อการเกษตร

ดาวเทียม NASA ตรวจพบสัญญาณตั้งแต่ต้นปี 2569

NASA รายงานว่า หนึ่งในสัญญาณแรกของเอลนีโญปี 2569 ถูกตรวจพบตั้งแต่เดือนมกราคม บริเวณใกล้หมู่เกาะไมโครนีเซีย ทางตะวันตกของมหาสมุทรแปซิฟิก โดยดาวเทียมตรวจพบการเคลื่อนตัวของมวลน้ำอุ่นขนาดใหญ่ที่เรียกว่า คลื่นเคลวิน (Kelvin Wave)

คลื่นดังกล่าวเป็นการเคลื่อนตัวของมวลน้ำในมหาสมุทรที่สามารถส่งผ่านพลังงานความร้อนจากฝั่งตะวันตกไปยังฝั่งตะวันออกของมหาสมุทรแปซิฟิกในระยะทางหลายพันกิโลเมตร

เมื่อมวลน้ำอุ่นเคลื่อนตัวไปทางตะวันออก จะส่งผลให้อากาศเหนือผิวน้ำทะเลได้รับความร้อนและลอยตัวสูงขึ้น เกิดการเปลี่ยนแปลงของความกดอากาศและความแรงของลมค้า ซึ่งเป็นกลไกสำคัญที่ช่วยเสริมการพัฒนาของเอลนีโญ

ข้อมูลจากดาวเทียมระบุว่า ภายในช่วงต้นเดือนเมษายน 2569 คลื่นเคลวินได้เคลื่อนตัวไปถึงมหาสมุทรแปซิฟิกฝั่งตะวันออก พร้อมกับการเพิ่มขึ้นของอุณหภูมิผิวน้ำทะเลอย่างชัดเจน

นอกจากนี้ NASA ยังตรวจพบว่าการขยายตัวของน้ำทะเลอุ่นทำให้ระดับน้ำทะเลบางบริเวณเพิ่มสูงกว่าปกติประมาณ 30–40 เซนติเมตร ขณะที่บริเวณใกล้ประเทศอินโดนีเซียและตอนเหนือของออสเตรเลียกลับมีระดับน้ำทะเลต่ำกว่าปกติประมาณ 15–20 เซนติเมตร

การเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นสะท้อนให้เห็นถึงการเคลื่อนย้ายมวลน้ำและพลังงานความร้อนภายในมหาสมุทร ซึ่งมีความสัมพันธ์กับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศในระดับโลก

น้ำทะเลแปซิฟิกอุ่นกว่าปกติ 1.7 องศาเซลเซียส

อีกหนึ่งข้อมูลสำคัญที่ NASA ตรวจพบ คืออุณหภูมิผิวน้ำทะเลบริเวณมหาสมุทรแปซิฟิกฝั่งตะวันออกเพิ่มสูงกว่าค่าเฉลี่ยระยะยาวประมาณ 1.7 องศาเซลเซียส และยังมีโอกาสเพิ่มขึ้นได้อีกในช่วงเดือนถัดไป

การติดตามอุณหภูมิน้ำทะเลครั้งนี้อาศัยข้อมูลจากดาวเทียมที่ติดตั้งเครื่องมือตรวจวัดพลังงานความร้อนด้วยคลื่นไมโครเวฟและอินฟราเรด รวมถึงข้อมูลจากทุ่นตรวจวัดและเรือสำรวจในมหาสมุทร

NASA พบว่า พื้นที่น้ำทะเลที่มีอุณหภูมิสูงกว่าค่าเฉลี่ยขยายตัวเป็นบริเวณกว้าง ครอบคลุมพื้นที่หลายล้านตารางไมล์ จากตอนกลางของมหาสมุทรแปซิฟิกไปจนถึงชายฝั่งทวีปอเมริกาใต้

ความร้อนจากมหาสมุทรมีบทบาทสำคัญต่อระบบภูมิอากาศ เนื่องจากน้ำทะเลสามารถถ่ายเทพลังงานความร้อนและความชื้นเข้าสู่บรรยากาศ ซึ่งส่งผลต่อการก่อตัวของเมฆ ฝน และการเคลื่อนตัวของระบบอากาศในภูมิภาคต่างๆ ดังนั้น การเพิ่มขึ้นของอุณหภูมิน้ำทะเลเพียงไม่กี่องศา จึงอาจนำไปสู่ความเปลี่ยนแปลงของรูปแบบฝนและสภาพอากาศในวงกว้างได้

NASA พบมหาสมุทรเปลี่ยนสี สัญญาณกระทบระบบนิเวศทางทะเล

นอกจากอุณหภูมิและระดับน้ำทะเลที่เปลี่ยนแปลงแล้ว NASA ยังตรวจพบปรากฏการณ์ที่น่าสนใจอีกประการหนึ่ง คือ น้ำทะเลบริเวณเส้นศูนย์สูตรในมหาสมุทรแปซิฟิกมีแนวโน้มเปลี่ยนเป็นสีน้ำเงินมากขึ้น ซึ่งเป็นสัญญาณที่เกี่ยวข้องกับการลดลงของสิ่งมีชีวิตขนาดเล็กในทะเล

การค้นพบดังกล่าวมาจากข้อมูลของดาวเทียม PACE (Plankton, Aerosol, Cloud, ocean Ecosystem) ซึ่งถูกส่งขึ้นสู่อวกาศในปี 2567 และสามารถตรวจวัดความเปลี่ยนแปลงของสีมหาสมุทรได้อย่างละเอียด

โดยปกติ สีของน้ำทะเลไม่ได้มีเพียงสีน้ำเงินเท่านั้น แต่ยังมีเฉดสีเขียว น้ำตาล หรือสีอื่นๆ ซึ่งส่วนหนึ่งเกิดจากสิ่งมีชีวิตขนาดเล็กที่เรียกว่า แพลงก์ตอนพืช (Phytoplankton) ซึ่งเป็นผู้ผลิตขั้นต้นและเป็นรากฐานสำคัญของห่วงโซ่อาหารในทะเล

แพลงก์ตอนพืชเจริญเติบโตได้ดีในบริเวณที่มีน้ำเย็นและอุดมไปด้วยธาตุอาหาร แต่เมื่อเกิดเอลนีโญ ลมค้าที่อ่อนกำลังลงจะทำให้กระบวนการพาน้ำเย็นที่มีธาตุอาหารจากใต้ทะเลขึ้นสู่ผิวน้ำลดลง ส่งผลให้แพลงก์ตอนพืชได้รับธาตุอาหารน้อยลงและมีปริมาณลดลงตามไปด้วย

ข้อมูลจากดาวเทียม PACE ในปี 2569 แสดงให้เห็นว่า พื้นที่สีเขียวบริเวณเส้นศูนย์สูตรทางตะวันตกของมหาสมุทรแปซิฟิกหดตัวลง ขณะที่พื้นที่สีน้ำเงินขยายตัวเพิ่มขึ้น แตกต่างจากปี 2568 ที่พื้นที่สีเขียวยังคงมีความต่อเนื่องมากกว่า

การเปลี่ยนแปลงดังกล่าวอาจส่งผลกระทบต่อระบบนิเวศทางทะเลเป็นลูกโซ่ เนื่องจากแพลงก์ตอนพืชเป็นอาหารสำคัญของสิ่งมีชีวิตหลายชนิด เมื่อปริมาณแพลงก์ตอนลดลง อาจทำให้สัตว์ทะเลบางชนิดต้องเคลื่อนย้ายไปหาแหล่งอาหารใหม่ และอาจส่งผลต่อทรัพยากรประมงในบางพื้นที่

การติดตามเอลนีโญครั้งนี้ยังนับเป็นครั้งแรกที่ดาวเทียม PACE ได้สำรวจปรากฏการณ์ดังกล่าวนับตั้งแต่เริ่มปฏิบัติภารกิจ ทำให้นักวิทยาศาสตร์สามารถศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างอุณหภูมิมหาสมุทร สีของน้ำทะเล และระบบนิเวศได้ละเอียดมากยิ่งขึ้น

เอลนีโญ 2569 ส่งสัญญาณอะไรถึงภาคเกษตรไทย?

แม้รายงานของ NASA จะมุ่งเน้นการติดตามการเปลี่ยนแปลงของมหาสมุทรแปซิฟิก แต่ปรากฏการณ์เอลนีโญถือเป็นหนึ่งในปัจจัยสำคัญที่มีอิทธิพลต่อสภาพภูมิอากาศของหลายประเทศ รวมถึงประเทศไทย

โดยทั่วไป ในช่วงที่เกิดเอลนีโญ ประเทศไทยและบางส่วนของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้มีแนวโน้มเผชิญสภาพอากาศร้อนและแห้งแล้งมากกว่าปกติในบางฤดูกาล อย่างไรก็ตาม ผลกระทบที่เกิดขึ้นจริงยังขึ้นอยู่กับปัจจัยด้านภูมิอากาศอื่นๆ และไม่สามารถสรุปได้ว่าเอลนีโญทุกครั้งจะทำให้ประเทศไทยเกิดภัยแล้งรุนแรงเหมือนกันทั้งหมด

สำหรับภาคเกษตรกรรม ความเปลี่ยนแปลงของอุณหภูมิและปริมาณฝนอาจส่งผลต่อการวางแผนเพาะปลูก โดยเฉพาะพืชที่ต้องการน้ำอย่างต่อเนื่อง เช่น ข้าว พืชผัก และไม้ผล รวมถึงพืชที่อยู่ในระยะออกดอกและติดผล ซึ่งอาจได้รับผลกระทบหากเกิดภาวะขาดน้ำหรืออุณหภูมิสูงเป็นเวลานาน

เกษตรกรจึงควรให้ความสำคัญกับการเตรียมความพร้อมด้านการบริหารจัดการน้ำ การติดตามพยากรณ์อากาศ และการปรับแผนเพาะปลูกให้เหมาะสมกับสภาพพื้นที่ โดยมีแนวทางที่สามารถนำไปประยุกต์ใช้ได้ เช่น

  • วางแผนการใช้น้ำ: สำรวจแหล่งน้ำสำรองและประเมินปริมาณน้ำที่เพียงพอตลอดฤดูเพาะปลูก
  • เลือกชนิดพืชให้เหมาะสม: พิจารณาปลูกพืชอายุสั้นหรือพืชที่ใช้น้ำน้อยในพื้นที่เสี่ยงขาดแคลนน้ำ
  • รักษาความชื้นในดิน: ใช้วัสดุคลุมดินเพื่อลดการระเหยของน้ำ และปรับปรุงดินให้สามารถอุ้มน้ำได้ดีขึ้น
  • ติดตามข้อมูลอากาศ: ตรวจสอบประกาศจากกรมอุตุนิยมวิทยาและหน่วยงานด้านการบริหารจัดการน้ำอย่างสม่ำเสมอ

ทั้งนี้ ข้อเสนอแนะดังกล่าวเป็นแนวทางเตรียมรับมือความเสี่ยงด้านภูมิอากาศสำหรับภาคเกษตร ไม่ใช่การคาดการณ์เฉพาะพื้นที่จาก NASA ว่าประเทศไทยจะเกิดภัยแล้งในช่วงเวลาใด

ดาวเทียมกับอนาคตการรับมือภัยธรรมชาติ

สิ่งที่น่าสนใจจากรายงานของ NASA ไม่ได้มีเพียงความรุนแรงของเอลนีโญในปี 2569 เท่านั้น แต่ยังสะท้อนถึงบทบาทของเทคโนโลยีดาวเทียมที่ช่วยให้นักวิทยาศาสตร์สามารถติดตามความเปลี่ยนแปลงของโลกได้อย่างละเอียดและต่อเนื่อง

NASA ใช้ข้อมูลจากดาวเทียมหลายภารกิจร่วมกัน ทั้งดาวเทียม Sentinel-6 ซึ่งตรวจวัดระดับความสูงของผิวน้ำทะเล และดาวเทียม PACE ที่ติดตามสีของมหาสมุทรและความเปลี่ยนแปลงของแพลงก์ตอนพืช ทำให้สามารถศึกษาปรากฏการณ์เอลนีโญได้จากหลายมิติ

ข้อมูลเหล่านี้มีความสำคัญต่อการพัฒนาความเข้าใจเกี่ยวกับระบบภูมิอากาศ การประเมินความเสี่ยงจากภัยธรรมชาติ ตลอดจนการวางแผนรับมือกับผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต

สำหรับภาคเกษตรกรรม การนำข้อมูลด้านภูมิอากาศมาประกอบการตัดสินใจจะยิ่งมีความสำคัญมากขึ้น เพราะการผลิตอาหารในยุคปัจจุบันไม่ได้ขึ้นอยู่กับความสามารถในการเพาะปลูกเพียงอย่างเดียว แต่ยังต้องอาศัยการวางแผนและการปรับตัวให้ทันต่อความเปลี่ยนแปลงของธรรมชาติด้วย

แม้จะยังต้องติดตามว่าเอลนีโญปี 2569 จะพัฒนาไปสู่ระดับความรุนแรงมากเพียงใด แต่ข้อมูลจาก NASA ถือเป็นสัญญาณสำคัญที่กระตุ้นให้ทั่วโลกหันมาให้ความสำคัญกับการเตรียมความพร้อมรับมือสภาพภูมิอากาศแปรปรวน โดยเฉพาะภาคเกษตรกรรมที่มีความเกี่ยวข้องโดยตรงกับความมั่นคงทางอาหารและคุณภาพชีวิตของประชาชน

ขอบคุณข้อมูลและแหล่งอ้างอิง

ขอขอบคุณข้อมูลจาก องค์การบริหารการบินและอวกาศแห่งชาติสหรัฐอเมริกา (NASA)

ที่มา : https://science.nasa.gov/earth/nasa-satellites-observe-historic-2026-el-nino/ino/

Related Posts