Featured ปศุสัตว์

พลิก “โกโก้” เป็นอาหารเสริมวัว ลดมีเทนสูงสุด 45% ต่อยอดขายคาร์บอนเครดิต สร้างโอกาสใหม่ให้ปศุสัตว์

เมื่อโลกกำลังเผชิญกับความท้าทายด้านสภาพภูมิอากาศ การลดก๊าซเรือนกระจกจึงไม่ใช่เรื่องไกลตัวอีกต่อไป แม้แต่ในฟาร์มปศุสัตว์ที่เป็นแหล่งผลิตอาหารให้กับผู้คนทั่วโลก ก็ยังมีโอกาสนำเทคโนโลยีและนวัตกรรมเข้ามาช่วยลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมได้ โดยเฉพาะการลดก๊าซมีเทนจากกระบวนการย่อยอาหารของวัว ซึ่งนอกจากจะเป็นอีกแนวทางในการลดภาวะโลกร้อนแล้ว ยังอาจช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการใช้ประโยชน์จากอาหารและสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับการเลี้ยงสัตว์ได้อีกด้วย

โจทย์สำคัญจึงอยู่ที่การพัฒนาวิธีลดมีเทนที่ใช้ได้จริง มีต้นทุนเหมาะสม และไม่เพิ่มภาระให้กับเกษตรกรมากเกินไป คุณเอก-อัครพล ธนวัฒนาเจริญ CEO & Co-Founder ของ Locol Company เป็นหนึ่งในผู้ที่มองเห็นโอกาสนี้ จากประสบการณ์การทำงานที่ออสเตรเลีย สู่ความตั้งใจที่จะพัฒนาผลิตภัณฑ์ลดก๊าซมีเทนสำหรับปศุสัตว์ไทย โดยเลือกศึกษาและนำสารจากโกโก้มาต่อยอดเป็นอาหารเสริมสำหรับวัว พร้อมพัฒนารูปแบบผลิตภัณฑ์ให้เหมาะกับการใช้งานในฟาร์ม ทั้งวัวนมและวัวเนื้อ เป้าหมายไม่ได้หยุดอยู่เพียงการลดก๊าซเรือนกระจก แต่ยังมุ่งให้เกษตรกรได้รับประโยชน์จากการเลี้ยงสัตว์อย่างมีประสิทธิภาพ และเปิดโอกาสให้ภาคปศุสัตว์ก้าวเข้าสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ

แก้โจทย์โลกร้อนจากฟาร์มวัว

มุ่งลดมีเทนด้วยผลิตภัณฑ์ต้นทุนเข้าถึงได้

"Advertiser"

ก๊าซมีเทนจากวัวส่วนใหญ่เกิดขึ้นระหว่างกระบวนการหมักอาหารในกระเพาะรูเมน ซึ่งเป็นส่วนสำคัญของระบบย่อยอาหารในสัตว์เคี้ยวเอื้อง แม้ว่ากระบวนการนี้จะช่วยให้วัวสามารถใช้ประโยชน์จากหญ้าและอาหารที่มีเส้นใยได้ แต่ก็ทำให้เกิดก๊าซมีเทนที่ถูกระบายออกจากตัว โดยมีเทนเป็นก๊าซเรือนกระจกที่มีผลต่อภาวะโลกร้อนอย่างมีนัยสำคัญ การหาวิธีลดการเกิดก๊าซจึงเป็นอีกหนึ่งแนวทางที่ภาคปศุสัตว์ทั่วโลกให้ความสนใจ

จากประสบการณ์ที่ออสเตรเลีย คุณเอก เล่าให้ฟังว่า แนวทางการพัฒนาผลิตภัณฑ์ลดมีเทนมีหลายรูปแบบ แต่เมื่อนำมาพิจารณาในบริบทของประเทศไทย สิ่งที่ต้องคำนึงถึงไม่ใช่เพียงประสิทธิภาพในการลดก๊าซเท่านั้น หากยังต้องพิจารณาถึงต้นทุน ปริมาณวัตถุดิบ และความสะดวกในการนำไปใช้จริง

“เมื่อมองโอกาสว่าอาหารเหล่านี้ เราจะต้องลดก๊าซมีเทนให้ได้ โดยใช้วัตุดิบที่เหมาะกับภูมิภาคของเรา ความเหมาะสมเลยคือ หนึ่งราคาต้องเข้าถึงได้ สองต้องมีปริมาณมากพอที่ตอบสนองความต้องการของวัวที่มีในประเทศ และสามต้องไม่เป็นภาระเกษตรกรมากเกินไปในเรื่องของการทำราคา และต้องเป็นประโยชน์กับเกษตกรในการใช้ผลิตภัณฑ์ เพื่อให้วัวโตขึ้นและแก้ปัญหาให้กับวัวได้”

จากก้อนเลียสู่พรีมิกซ์

ปรับผลิตภัณฑ์ให้ตอบโจทย์การใช้งาน

การพัฒนาผลิตภัณฑ์ของ Locol Company คุณเอก บอกว่า เริ่มต้นจากการออกแบบอาหารเสริมในรูปแบบก้อนเลีย โดยมุ่งให้เหมาะกับแม่พันธุ์และเกษตรกรรายย่อยที่ต้องการนำไปใช้ภายในฟาร์ม รูปแบบก้อนเลียมีจุดเด่นตรงที่ สามารถจัดวางให้วัวเข้ามาเลียกินได้ตามรูปแบบการใช้งานที่ออกแบบไว้ แต่ระหว่างการพัฒนากลับพบข้อจำกัดด้านกระบวนการผลิต เมื่อเติมส่วนผสมจากโกโก้เข้าไปแล้ว ผลึกของส่วนผสมยึดเกาะกันได้ไม่ดีพอ ส่งผลต่อความแข็งตัวของก้อนผลิตภัณฑ์

ทีมพัฒนาจึงปรับรูปแบบผลิตภัณฑ์มาเป็นชนิดผง หรือ PRE-MIX เพื่อให้สามารถนำไปผสมกับอาหารสัตว์และจำหน่ายให้กับเกษตรกรได้ อย่างไรก็ตาม เมื่อเริ่มทำตลาดออนไลน์และมีผู้เลี้ยงวัวนำผลิตภัณฑ์ไปทดลองใช้ ก็พบว่าเกษตรกรรายย่อยบางส่วนต้องการรูปแบบที่ใช้งานสะดวกกว่า เพราะไม่ต้องการเพิ่มขั้นตอนการผสมอาหารด้วยตนเอง

“พอเราได้ลองทำตลาดออนไลน์มากขึ้น และมีเกษตรกรนำไปใช้จริง พอผลผลิตเริ่มเป็นที่รู้จักทำให้เกษตรกรรายย่อยติดต่อ เพื่ออยากจะซื้อผลิตภัณฑ์เรามากขึ้น แต่ตัวผงเกษตรกรรายย่อยไม่ค่อยนิยม เพราะอาจจะไม่ชอบที่จะผสมให้กับอาหารวัวเอง เราก็เลยวิจัยก้อนเลียมาอีกครั้งหนึ่ง โดยแก้ปัญหาในเรื่องของผลึกที่ยึดเกาะกันได้ยาก เพื่อให้ตัวโกโก้ผสานเข้ากับตัวแร่ธาตุได้มากขึ้น”

การปรับปรุงผลิตภัณฑ์ครั้งนี้ จึงไม่ได้เกิดจากการพัฒนาสูตรในห้องทดลองเพียงอย่างเดียว แต่ยังเป็นการนำความคิดเห็นของผู้ใช้จริงมาพิจารณาร่วมด้วย เพราะรูปแบบการให้อาหารและความสะดวกในการจัดการฟาร์ม ถือเป็นปัจจัยที่มีผลต่อการยอมรับนวัตกรรมของเกษตรกร

ชูสารโพลีฟีนอลจากโกโก้ ลดมีเทนในวัว

มุ่งวัดผลต่อยอดคาร์บอนเครดิต

คุณเอก เล่าต่ออีกว่า จุดเด่นของผลิตภัณฑ์มีส่วนผสมจากโกโก้ โดยให้ความสำคัญกับสารประกอบในกลุ่มโพลีฟีนอล (Polyphenols) ซึ่งเป็นสารที่พบได้ในพืชหลายชนิด และมีงานศึกษาถึงบทบาทต่อกระบวนการหมักในระบบทางเดินอาหารของสัตว์เคี้ยวเอื้อง

ตามคำอธิบายของคุณเอก สารประกอบเหล่านี้เป็นส่วนหนึ่งของแนวทางที่บริษัทนำมาพัฒนาสูตรอาหารเสริม เพื่อปรับกระบวนการในกระเพาะรูเมนและลดการเกิดก๊าซมีเทน ขณะเดียวกันผลิตภัณฑ์ยังมีการเสริมแร่ธาตุอื่นๆ เสริมเข้าไปด้วย

“ผลผลิตที่เป็นแบบก้อนเลีย เมื่อเทียบกับแบบผง แบบผงจะสามารถวัดผลต่อวันได้มากกว่า ว่าแต่ละวันวัวกินไปเท่าไหร่ ซึ่งในมุมของการเคลมคาร์บอนเครดิต เป็นสิ่งที่ทางบริษัททำอยู่แล้ว มีการเซ็นต์สัญญากับทางฝั่งของสิงคโปร์ เราจะขายคาร์บอนเคดิตจากปศุสัตว์วัว เป็นเจ้าแรกในเอาเซียนที่ขายข้ามไปที่สิงคโปร์ได้”

ประเด็นสำคัญของการใช้ผลิตภัณฑ์ลดมีเทน จึงไม่ได้อยู่ที่ส่วนผสมเพียงอย่างเดียว แต่รวมถึงการควบคุมปริมาณที่สัตว์ได้รับและการประเมินผลด้วย เพราะสารจากพืชแต่ละชนิดอาจให้ผลแตกต่างกันตามองค์ประกอบทางเคมี ความเข้มข้น ปริมาณที่ใช้ และสูตรอาหารพื้นฐานของสัตว์

เพิ่มน้ำนม–เร่งการเติบโตวัวเนื้อ

การลดก๊าซมีเทนมีความเชื่อมโยงกับประสิทธิภาพการใช้พลังงานของวัว เนื่องจากพลังงานส่วนหนึ่งจากอาหารที่สัตว์กินเข้าไปสูญเสียไปในรูปของมีเทน หากสามารถลดการสูญเสียนี้ได้ โดยไม่กระทบต่อกระบวนการย่อยอาหาร ก็มีโอกาสที่จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการใช้สารอาหารได้ อย่างไรก็ตาม ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นจริงจำเป็นต้องพิจารณาร่วมกับคุณภาพอาหาร การจัดการฟาร์ม และผลการทดลองในสัตว์

คุณเอก ให้ข้อมูลว่า บริษัทมีการนำผลิตภัณฑ์ไปใช้กับวัวนมและวัวเนื้อ โดยปรับปริมาณการใช้ให้เหมาะกับรูปแบบการเลี้ยงแต่ละประเภท สำหรับวัวนมมีการใช้อาหารเสริมประมาณ 100 กรัมต่อตัวต่อวัน และประเมินผลหลังใช้งานประมาณหนึ่งเดือน

“อาหารเสริมจากโกโก้อย่างวัวนม จากที่ฟาร์มใช้ก็จะให้กินประมาณ 100 กรัมต่อตัวต่อวัน  เมื่อใช้ไปประมาณ 1 เดือน ในวัวนมจะเห็นผลชัดเลยครับ เพราะว่าเราไม่ได้วัดการลดมีเทนไปได้ 40-45 % และยังช่วยให้วัวนมมีน้ำนมมากขึ้น 11% พร้อมทั้งมีไขมันนมเพิ่มขึ้น 8% และอื่นๆ อีกหลายอย่างเลยเพิ่มขึ้น ทุกอย่างมีงานวิจับรองรับหมดเลยครับ”

ส่วนวัวเนื้อ การใช้ผลิตภัณฑ์จะอิงตามสัดส่วนของอาหารข้น โดยใช้ประมาณ 0.9-1.2 เปอร์เซ็นต์ของอาหารข้น หรือราว 30-70 กรัมต่อตัวต่อวัน ทั้งนี้ปริมาณที่เหมาะสมต้องพิจารณาจากปริมาณอาหารที่สัตว์ได้รับ และคำแนะนำของผลิตภัณฑ์ด้วย

คุณเอก ยังให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า งานวิจัยที่บริษัทอ้างถึงพบว่า วัวเนื้อที่ได้รับอาหารเสริมมีการเจริญเติบโตเพิ่มขึ้นประมาณ 70 เปอร์เซ็นต์ เมื่อเปรียบเทียบกับวัวที่มีลักษณะใกล้เคียงกันซึ่งไม่ได้รับอาหารเสริมดังกล่าว พร้อมเน้นย้ำว่าคุณภาพของอาหารพื้นฐาน ยังถือเป็นปัจจัยสำคัญต่อการผลิตโคขุนให้ได้มาตรฐาน

วัดผลลดมีเทนในฟาร์มวัว สร้างข้อมูลตรวจสอบได้

หนุนโอกาสคาร์บอนเครดิตปศุสัตว์

เมื่อการลดมีเทนสามารถเชื่อมโยงไปสู่การสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจได้ การเก็บข้อมูลในฟาร์มจึงกลายเป็นเรื่องสำคัญไม่แพ้การพัฒนาผลิตภัณฑ์ เพราะการกล่าวอ้างว่าสามารถลดก๊าซเรือนกระจกได้ จำเป็นต้องมีหลักฐานที่ตรวจสอบได้ ไม่ว่าจะเป็นข้อมูลการให้อาหาร ปริมาณที่สัตว์กิน ผลผลิตที่ได้รับ และค่าการปล่อยก๊าซที่วัดได้

คุณเอก อธิบายว่า บริษัทให้ความสำคัญกับการบันทึกข้อมูลการเลี้ยงอย่างเป็นระบบ รวมถึงมีเครื่องวัดมีเทนแบบพกพาที่สามารถนำไปใช้ตรวจวัดภายในฟาร์ม เพื่อช่วยเก็บข้อมูลประกอบการประเมินผลการลดก๊าซ

แนวทางนี้สะท้อนให้เห็นว่า การทำฟาร์มในยุคที่ให้ความสำคัญกับสิ่งแวดล้อมไม่ใช่เพียงการปรับสูตรอาหาร หรือเปลี่ยนวัตถุดิบเท่านั้น แต่ต้องพัฒนาระบบข้อมูลให้สามารถติดตามผลได้ตั้งแต่ต้นทางถึงปลายทาง เพราะข้อมูลที่ดีช่วยให้ผู้เลี้ยงมองเห็นทั้งประสิทธิภาพการผลิต และผลกระทบที่เกิดขึ้นจากการจัดการฟาร์ม

สำหรับการพัฒนาคาร์บอนเครดิตจากการลดมีเทนในปศุสัตว์ ยังต้องมีการกำหนดค่าฐานการปล่อยก๊าซ วิธีคำนวณปริมาณที่ลดได้ ระบบติดตามและรายงานผล ตลอดจนการตรวจสอบตามระเบียบวิธีที่ได้รับการยอมรับ การมีเครื่องมือวัดเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการ แต่ไม่ได้หมายความว่าผลการวัดเพียงอย่างเดียวจะเพียงพอสำหรับการรับรองคาร์บอนเครดิตโดยอัตโนมัติ

คุณเอกยกตัวอย่างให้เห็นภาพถึงศักยภาพของการลดมีเทนในระดับฟาร์ม และการขยายผลไปสู่ระบบการเลี้ยงที่มีจำนวนสัตว์มากขึ้น

“นึกภาพง่ายๆ นะครับ วัว 1 ตัว ปล่อยก๊าซมีเทน 4 ตันต่อตัวต่อปี ซึ่งเทียบเท่ากับการปลูกต้นไม้ 100 ต้น เพื่อมาลดมีเทนของวัว 1 ตัวนี้ ถ้าเราสามารถลดก๊าซมีเทนไปได้ถึง 45% เทียบเท่ากับการปลูกต้นไม้ใหญ่ 45 ต้น ใน 1 ปี เท่ากับว่าถ้าผมมีวัวอยู่ในระบบ 10,000 ตัว ก็เท่ากับเหมือนปลูกต้นไม้ไป 450,000 ต้น”

OLYMPUS DIGITAL CAMERA

ปศุสัตว์รักษ์โลก ไม่เพิ่มภาระเกษตรกร

 มุ่งลดมีเทนควบคู่สร้างมูลค่าเศรษฐกิจ

การลดก๊าซมีเทนในวัวเป็นตัวอย่างหนึ่งที่แสดงให้เห็นว่า การรักษาสิ่งแวดล้อมกับการพัฒนาเศรษฐกิจการเกษตรสามารถเดินไปด้วยกันได้ หากมีการออกแบบแนวทางที่เหมาะสมกับผู้เลี้ยง นวัตกรรมที่ดีจึงไม่ควรตอบโจทย์เฉพาะตัวเลขการลดก๊าซ แต่ต้องคำนึงถึงต้นทุน ความสะดวกในการใช้งาน สุขภาพสัตว์ คุณภาพผลผลิต และความคุ้มค่าที่เกษตรกรจะได้รับด้วย

สำหรับเกษตรกร การเริ่มต้นสู่การเลี้ยงสัตว์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม อาจไม่จำเป็นต้องเริ่มจากการลงทุนขนาดใหญ่ แต่เริ่มได้จากการจัดการอาหารให้เหมาะสม บันทึกข้อมูลการกินอาหารและผลผลิต ตรวจสอบต้นทุนต่อหน่วยผลผลิต และติดตามสุขภาพสัตว์อย่างสม่ำเสมอ เมื่อมีข้อมูลพื้นฐานที่ชัดเจนแล้ว จึงค่อยพิจารณานวัตกรรมหรืออาหารเสริมที่มีหลักฐานรองรับและเหมาะกับระบบการเลี้ยงของตนเอง

คุณเอกมองว่าการเปลี่ยนผ่านด้านสิ่งแวดล้อม ถือเป็นทิศทางที่ภาคธุรกิจหลีกเลี่ยงได้ยาก และการสร้างความยั่งยืนควรเป็นกระบวนการที่ทุกฝ่ายได้รับประโยชน์ร่วมกัน ไม่ใช่การผลักภาระให้เกษตรกรเป็นผู้รับผิดชอบเพียงฝ่ายเดียว

ท้ายที่สุด การเกษตรที่เป็นมิตรต่อโลก จึงไม่จำเป็นต้องหมายถึงการลดการผลิตหรือเพิ่มต้นทุนเสมอไป หากแต่เป็นการค้นหาวิธีผลิตอาหารที่ใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่า ลดการสูญเสีย และสร้างคุณค่าทั้งต่อผู้ผลิต ผู้บริโภค และสิ่งแวดล้อม เพราะความยั่งยืนจะเกิดขึ้นได้อย่างแท้จริง เมื่อทุกฝ่ายสามารถเติบโตไปด้วยกัน

สำหรับท่านใดที่ต้องการข้อมูลเพิ่มเติม ติดต่อสอบถามได้ที่ หมายเลขโทรศัพท์ 065-514-2602 , 065-514-2603 หรือทางเพจ Facebook : LOCOL Company

ผู้เขียน : สุรเดช สดคมขำ

Related Posts