กลายเป็นประเด็นร้อนที่ถูกหยิบยกมาถกเถียงกันอย่างกว้างขวาง ทั้งในเวทีวิชาการ ภาคเกษตรกร ไปจนถึงรัฐสภา สำหรับอนุสัญญา UPOV 1991 ที่หลายฝ่ายมองว่าเป็น “โอกาส” ในการยกระดับนวัตกรรมการเกษตรไทยสู่สากล แต่อีกหลายภาคส่วนกลับมองว่านี่คือ “การเสียเปรียบ” ครั้งใหญ่ที่จะส่งผลกระทบต่อวิถีชีวิตของเกษตรกรและปากท้องของคนทั้งประเทศ

วันนี้ เทคโนโลยีชาวบ้าน มีโอกาสได้พูดคุยกับ อาจารย์โจน จันได ผู้ก่อตั้งศูนย์พันพรรณ ชายผู้ยืนหยัดในการรวบรวม กักเก็บ และแจกจ่ายเมล็ดพันธุ์พืชพื้นบ้านเพื่อสร้างความมั่นคงทางอาหารให้เกษตรกรไทยมานานกว่า 24 ปี ว่ามีความคิดเห็นอย่างไรเกี่ยวกับเรื่องนี้ และทำไมภาคประชาชนจึงออกมาคัดค้าน
เปิดแนวคิด ‘โจน จันได’ ทำไม “เมล็ดพันธุ์พื้นบ้าน”
คือทางรอด และความมั่นคงสูงสุดในชีวิตเกษตรกร
เมื่อพูดถึงคุณค่าของเมล็ดพันธุ์ดั้งเดิม หลายคนอาจมองเพียงเรื่องของความล้าสมัยหรือผลผลิตที่ไม่ได้มากมายเหมือนพันธุ์พาณิชย์ แต่สำหรับ อาจารย์โจน จันได เมล็ดพันธุ์พื้นบ้านเหล่านี้ไม่ใช่แค่เครื่องมือทำมาหากิน แต่คือ “ความมั่นคงในชีวิต” วันนี้เราจะพาไปเจาะลึกมุมมองของชายผู้เชื่อมั่นว่า เมล็ดพันธุ์คือสมบัติส่วนรวมของมนุษยชาติ
อาจารย์โจนเริ่มต้นอธิบายถึงความแตกต่างระหว่างพันธุ์พืชพื้นบ้านกับพันธุ์ในท้องตลาดปัจจุบันให้ฟังอย่างเห็นภาพว่า
“พันธุ์ดั้งเดิมเป็นพันธุ์ที่ถูกพัฒนามาโดยธรรมชาติและผู้คน โดยไม่ได้ใช้เทคโนโลยีอะไรมากมาย มันจึงเป็นพันธุ์ที่แข็งแรง ทนทาน และมีรสชาติที่เข้มข้นกว่าพันธุ์พืชที่ถูกพัฒนามาให้โตเร็ว แม้ผลผลิตอาจจะมากบ้างน้อยบ้างแล้วแต่ชนิด แต่มันแตกต่างจากพันธุ์ที่มีอยู่ในตลาดทั่วๆ ไป ที่ถูกพัฒนามาเพื่อมุ่งเน้นให้ผลผลิตสูงและโตไวเพียงอย่างเดียว ดังนั้นความพิเศษที่สุดของเมล็ดพันธุ์เหล่านี้คือความยั่งยืน”

อาจารย์โจนสะท้อนให้เห็นอีกว่า “ความมั่นคง” และความหลากหลายทางพันธุกรรมคือด่านสำคัญในการเอาชีวิตรอดของเกษตรกร
“ความมั่นคงที่จะเกิดขึ้นคือ พันธุ์พื้นบ้านมีความหลากหลาย และความหลากหลายนี่แหละคือความมั่นคงที่แท้จริง อย่างสมัยก่อนที่หมู่บ้านผม เราปลูกข้าวไม่น้อยกว่า 8 สายพันธุ์ต่อปี เวลาน้ำท่วมมา ก็จะมีสายพันธุ์ที่ทนน้ำ ยืดตัวหนีน้ำได้ถึง 1 เมตรภายใน 2 คืน บางพันธุ์เจอฝนแล้งก็ไม่ตาย หรือบางพันธุ์เวลาโรคระบาดมามันก็ยังอยู่รอด ฉะนั้น ไม่ว่าภูมิอากาศจะแปรปรวนหรือเกิดอะไรขึ้นก็ตาม ถ้าเรามีหลายสายพันธุ์อยู่ในมือ เราจะมีข้าวกินเสมอ นี่คือความมั่นคงอันดับแรก”
ถัดมาในแง่ของปากท้องและเศรษฐกิจครัวเรือน เมล็ดพันธุ์ดั้งเดิมคือคำตอบของการลดรายจ่ายและสร้างอิสรภาพทางการเงินให้เกษตรกรอย่างยั่งยืน
“พันธุ์พื้นบ้านสามารถเก็บพันธุ์ต่อไปได้เรื่อยๆ และชาวบ้านก็สามารถคัดเลือกพัฒนาให้มันดีขึ้นๆ ได้เอง ที่สำคัญคือ พันธุ์พื้นบ้านเป็นพันธุ์ที่ไม่มีใครขึ้นทะเบียนเป็นเจ้าของ ราคาของมันจึงถูกมาก หรือส่วนมากเราก็ไม่ได้ซื้อขายกัน แต่เราแจก เราให้กัน นี่คือความมั่นคงในทางเศรษฐกิจ ยิ่งเรากินและปลูกพันธุ์พื้นบ้านมากขึ้นเท่าไหร่ เราก็จะลดต้นทุนในการเพาะปลูกได้มากขึ้นเท่านั้น”
สุดท้ายก็คือ ในมิติทางสุขภาพและโภชนาการ ซึ่งเป็นสิ่งสำคัญที่คนในสังคมปัจจุบันมักจะมองข้ามไปอย่างน่าเสียดาย
มีอีกสิ่งหนึ่งที่คนไม่ค่อยคิดถึงคือ พันธุ์พื้นบ้านจะโตช้า แต่นั่นหมายความว่ามันมีเวลาสะสมสารอาหารจากดินและธรรมชาติได้ยาวนานกว่า ผักพื้นบ้านจึงมีรสชาติเข้มข้น แตกต่างจากผักที่ถูกพัฒนาพันธุ์มามากๆ ให้โตเร็ว ผลผลิตสูง ซึ่งมักจะมีรสชาติจืด
“ความเข้มข้นของรสชาติที่แตกต่างกันนี้ หมายถึงสารอาหารที่อยู่ข้างใน ยิ่งรสชาติเข้มข้นมาก สารอาหารก็ยิ่งมาก ยิ่งจืดมาก สารอาหารก็ยิ่งน้อยลงๆ นี่คือสิ่งที่เป็นความมั่นคงในชีวิตของผู้คนอย่างแท้จริง เพราะแม้ว่าเราจะกินในปริมาณที่ไม่มากนัก แต่ร่างกายกลับได้รับสารอาหารที่เต็มที่อันนี้คือเรื่องจริงที่คนไม่ค่อยพูดถึงกัน” อาจารย์โจน จันได กล่าว
จุดเปลี่ยนชีวิต…เมื่อความอุดมสมบูรณ์ในวัยเด็กกำลังเลือนหาย
เมื่อถามถึงเหตุผลสำคัญที่ทำให้หันมาเก็บและแจกจ่ายเมล็ดพันธุ์อย่างจริงจัง อาจารย์โจนย้อนเล่าว่า
“จุดเปลี่ยนคือการที่ผมเริ่มเห็นความหลากหลายของพันธุ์พืชพื้นบ้านค่อยๆ หายไป ตอนเป็นเด็กผมกินผักมากกว่า 100 ชนิดต่อปี หน้าฝนหน้าเดียวกินเป็น 30-40 ชนิด ทุ่งนาแห้งๆ เวลาฝนตกลงมา ผักแว่น ผักอีฮีน ผักโฮบเหบ ผักบุ้ง ขึ้นมาเต็มทุ่งนาจนกินไม่หวาดไม่ไหว พอหมดฤดูฝนก็เข้าฤดูหนาว มีผักปลูกอย่างคะน้า กวางตุ้ง ฟักทอง แตงกวา อีก 20-30 ชนิด พอหน้าร้อนก็มีผักป่าอย่างผักติ้ว ผักเม็ก ผักกระโดน ผักอีรอก ดอกกระเจียว สมัยก่อนเรากินผักกินปลาเป็นร้อยๆ ชนิดต่อปี”
“แต่พอผมโตขึ้นมา ก็เริ่มเห็นการเปลี่ยนแปลง คนกินพืชผักอาหารน้อยชนิดลง สิ่งที่เคยกินตอนเด็กๆ มันหายไปหมด อย่างมะเขือคางกบ มะเขือจาน พันธุ์ที่อร่อยๆ มันหายไป แม้แต่ปลาที่เราชอบกินอย่างปลาหลด ปลาหลาด ปลารากกล้วย ก็หายไป เหลือแค่ปลานิล ปลาทับทิม ปลาดุก”

ทั้งหมดทั้งมวลนี้ทำให้อาจารย์โจนกลับมาคิดว่า ถ้าเราพัฒนาระบบอาหารไปแบบที่เป็นอยู่ในปัจจุบันนี้ อีก 20 ปีข้างหน้าเราจะเหลืออะไรให้กิน
“ปัจจุบันคนกว่า 70 ล้านคนในประเทศ กินไก่สายพันธุ์เดียว กินหมูสายพันธุ์เดียว กินไข่จากไก่สายพันธุ์เดียว นั่นคือสิ่งที่ทำให้ผมตกใจและหวาดหวั่นมากว่า แล้วลูกผม หลานผมจะกินอะไร ถ้าเราพัฒนาไปแบบนี้อีก 20-30 ปีข้างหน้า คนอาจจะต้องกินอาหารเม็ดเป็นแคปซูลแล้ว ซึ่งมันมีโอกาสเกิดขึ้นสูงมาก และถ้าเป็นอย่างนั้นชีวิตจะมีความหมายอะไร เราจะต่างอะไรจากเครื่องจักรที่ทำงานหนักทั้งวัน เพื่อที่จะหาน้ำมันยี่ห้อเดียว แบบเดียว มาเติมให้ตัวเองตลอดเวลา”
อาจารย์โจนตอกย้ำว่า รสชาติของอาหารคือของขวัญของชีวิต มันทำให้เราอยากมีชีวิตอยู่ อยากกิน สนุกสนาน อยากให้ลูกๆ หลานๆ ได้ชื่นชมกับความอร่อยของรสชาติอาหารที่หลากหลายเหมือนที่อาจารย์เคยกิน นี่คือเหตุผลหลักที่ทำให้อาจารย์รู้สึกว่าต้องเก็บเมล็ดพันธุ์ และตั้งใจไว้ว่าช่วงสุดท้ายของชีวิต จะทำเรื่องเก็บเมล็ดพันธุ์เป็นหลัก
มองต่างมุม UPOV 1991 ผลกระทบต่อเกษตรกรรายย่อยและการจัดการเมล็ดพันธุ์พื้นบ้าน
เมื่อถามถึงบทบาท ข้อดี ข้อเสีย หรือโอกาสที่เกษตรกรไทยจะได้รับหากเข้าเป็นภาคีอนุสัญญา UPOV 1991 อาจารย์โจนได้สะท้อนมุมมองจากประสบการณ์ตรงในฐานะคนทำงานคลุกคลีกับเมล็ดพันธุ์มาอย่างยาวนานว่า
“จากประสบการณ์ 60 ปีที่ผ่านมา การพยายามปรับแก้ พ.ร.บ.คุ้มครองพันธุ์พืช เพื่อให้เป็นไปตามเงื่อนไขของ UPOV 1991 อาจส่งผลให้การพัฒนาพันธุ์พืชในเมืองไทยหดเหี่ยวลงอย่างรวดเร็ว พันธุ์พืชใหม่ๆ เกิดขึ้นน้อยลง ในขณะที่พันธุ์เก่าก็หายไปอย่างรวดเร็ว นี่คือสิ่งที่ผมเห็นมาตลอด และทำให้เข้าใจได้ว่า แท้จริงแล้วมันคือความพยายามที่จะผูกขาดอาหารของโลก”
“การอ้างว่า UPOV 1991 จะเข้ามาคุ้มครองนักปรับปรุงพันธุ์เพื่อกระตุ้นให้เกิดสายพันธุ์ใหม่ที่ดีและหลากหลายมากขึ้นนั้น สิ่งที่เราเห็นตลอดหลายปีที่ผ่านมากลับเป็นภาพที่ตรงกันข้าม วันนี้ชาวบ้านไม่กล้าพัฒนาพันธุ์พืชด้วยตัวเองแล้ว เพราะเขารู้สึกว่าการพัฒนาพันธุ์เป็นงานของนักวิชาการ เป็นงานของผู้เชี่ยวชาญ และเป็นเรื่องของคนที่มีเงิน มีเทคโนโลยี ทำให้ทุกวันนี้เหลือคนที่เก็บเมล็ดพันธุ์ในเมืองไทยน้อยมาก”

ซึ่งความน่ากังวลที่สุดของอนุสัญญาฉบับนี้ ไม่ใช่แค่เรื่องของข้อจำกัดทางกฎหมาย แต่คือความอ่อนไหวในระบบอาหารของมนุษยชาติ
“ผมหวั่นใจว่ากฎหมายนี้ไม่ได้ส่งเสริมให้เกิดพันธุ์พืชใหม่มากขึ้น แต่จะทำให้เกิดความสั่นคลอนทางความมั่นคงทางอาหารของมนุษยชาติอย่างน่ากลัวที่สุด เพราะพืชพันธุ์จะไม่มีความหลากหลายอีกต่อไป พันธุ์เก่าหายเร็วเกินไป ส่วนพันธุ์ใหม่ที่ออกสู่ตลาดก็น้อยมาก การทำแบบนี้ทำให้พันธุ์พื้นบ้านสูญหายอย่างรวดเร็ว และพันธุ์ใหม่เกิดช้าเกินไป ซึ่งไม่ค่อยมีใครพูดถึงมิตินี้เลย พวกเขาจะพูดแค่ว่า ‘ถ้าไม่ทำ เราจะไม่ทันเขา เราจะเสียเปรียบเขา’ ซึ่งผมเห็นชัดเจนว่า ถ้าเรามัวแต่เดินตามเขา เราไม่มีวันทัน เพราะเราเลือกที่จะตาม ไม่ได้เลือกที่จะนำ นี่จึงเป็นสิ่งที่น่ากังวลต่อความมั่นคงของมนุษยชาติมากที่สุด” อาจารย์โจน จันได กล่าว
ในอีกมุมหนึ่ง หากมองว่าการพัฒนาเทคโนโลยีชีวภาพและการปรับปรุงพันธุ์พืชชนิดใหม่นี้ มุ่งเน้นไปที่การเพิ่มปริมาณผลผลิตและการสร้างสายพันธุ์ที่ทนทานต่อโรคและแมลง เกษตรกรรายย่อยอาจจะได้รับประโยชน์ ควบคู่ไปกับความท้าทายด้านต้นทุนที่ต้องแบกรับ
เมื่อมีคนมองว่าการพัฒนาสายพันธุ์ใหม่จะช่วยส่งเสริมให้ผลผลิตเพิ่มขึ้นและต้านทานโรคได้ดีขึ้น ซึ่งน่าจะเป็นประโยชน์ต่อเกษตรกรรายย่อย อาจารย์โจนกลับสะท้อนมุมมองที่ต่างออกไปว่า
“จริงๆ แล้วมันคือการสื่อสารที่ไม่เป็นความจริง พันธุ์ที่พัฒนาออกมาให้โตเร็วและผลผลิตสูงมาก ส่วนใหญ่เป็นพันธุ์ที่มีราคาสูงและอ่อนแอ ใครที่ปลูกพืชเหล่านี้จะต้องซื้อปุ๋ยซื้ออาหารให้มันมากขึ้น และพืชพวกนี้กินน้ำมากกว่าปกติ ทำให้เราต้องลงทุนกับระบบน้ำเพิ่มขึ้น พอพืชถูกเร่งให้โตเร็วเกินไป ร่างกายมันก็จะอ่อนแอ จึงจำเป็นต้องใช้สารเคมีเข้ามาช่วย ทั้งยาฆ่าหนอน ฆ่าแมลง ฆ่าเชื้อรา และฆ่าเชื้อโรคต่างๆ เหมือนกับว่ากำลังพัฒนาพืชให้อ่อนแอลง แต่เขากลับบอกสังคมว่าพยายามพัฒนาให้มันแข็งแรง ทนทานต่อโรค และทนทานต่อสภาพแวดล้อม เท่าที่ผมเห็นมาตลอด สิ่งที่พัฒนาขึ้นมามันอ่อนแอเกินไป ไม่สามารถปลูกได้โดยไม่ใช้สารเคมีเลย นั่นหมายความว่าต้นทุนจะเพิ่มขึ้นอย่างมหาศาล ซึ่งกระทบกับเกษตรกรรายย่อยอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้”

อาจารย์โจนได้เปรียบเทียบภาพจำในอดีตกับความจริงอันโหดร้ายของเกษตรกรยุคปัจจุบันให้เห็นอย่างชัดเจน
“สมัยผมเป็นเด็ก ครอบครัวเราปลูกแตงโมขายโดยใช้แค่ขี้วัว ไม่ได้ลงทุนเป็นเงินเลย ปีไหนปลูกแตงโมเสร็จเราก็ขนใส่เกวียนไปแลกกระเทียม แลกฝ้ายจากอีกหมู่บ้านหนึ่ง เราไม่ได้ลงทุนแต่เรามีชีวิตอยู่ได้ แต่พอเมล็ดพันธุ์ลูกผสมเข้ามาแพร่หลายมากๆ ปรากฏว่าชาวนาในยุคนี้ปลูกพืชไร่หนึ่งต้องลงทุนสูงมาก อย่างเมื่อ 10 ปีที่แล้ว ลงทุนเป็นแสนบาท ซึ่ง 60% ของเงินก้อนนั้นหมดไปกับค่าเมล็ดพันธุ์ ค่าปุ๋ย ค่ายา และค่าฮอร์โมน นี่คือสาเหตุหลักที่ทำให้ชาวบ้านเริ่มเป็นหนี้เป็นสินกัน”
อาจารย์โจนบอกว่า ท้ายที่สุดแล้ว ปลายทางของวัฏจักรนี้ไม่ได้ตกอยู่แค่ที่เกษตรกร แต่ส่งผลกระทบต่อเนื่องมาถึงผู้บริโภคทุกคนในสังคม
“ผลกระทบที่ตามมาคือ อาหารจะมีราคาแพงขึ้น ผู้บริโภคทุกคนต้องแบกรับราคาที่สูงขึ้นตามต้นทุน นอกจากอาหารจะแพงขึ้นแล้ว มันยังถูกเร่งให้โตเร็ว ผลผลิตสูง แต่สารอาหารกลับลดลง เพราะพืชผักไม่มีเวลาสะสมอาหารในดิน มันโตมาจากปุ๋ยเคมี N P K เป็นหลัก ไม่ได้มีสารอาหารอื่น หรือแม้แต่เนื้อสัตว์ก็โตมาจากข้าวโพดและถั่วเหลืองเป็นหลัก สัตว์ทุกตัวจึงป่วย ผักทุกต้นจึงอ่อนแอและทรุดโทรม ที่มันยังดูดีอยู่ได้ก็เพราะฮอร์โมนและยาปฏิชีวนะที่ประคบประหงมให้มันรอดมาถึงมือเราเท่านั้นเอง ดังนั้น คนที่ได้รับผลกระทบจากวงจรนี้ ไม่ใช่ใครที่ไหน แต่คือคนทุกคนที่ปลูก และคนทุกคนที่กิน”
แล้วข้อดีของการออกกฎหมายคุ้มครองเมล็ดพันธุ์พืชพอจะมีข้อดีอยู่บ้างไหม
อาจารย์โจนอธิบายว่า ข้อดีที่เห็นคือการใช้เป็นข้อแลกเปลี่ยนในการส่งออกสินค้าอื่นๆ เช่น อะไหล่รถยนต์และผลิตภัณฑ์ยางพาราโดยไม่ต้องเสียภาษีแลกกับการสูญเสียความหลากหลายทางพันธุกรรม อย่างไรก็ตาม การแข่งขันในระบบการค้าเสรีมากับความพยายามในการที่จะผูกขาดอาหาร ฉะนั้นการออกกฎหมายตัวนี้ ถ้าเราพร้อมจะเป็นข้อดี
หมายความว่าเราส่งเสริมให้ชาวบ้านลุกขึ้นมาเก็บเมล็ดพันธุ์ ลุกขึ้นมาพัฒนาพันธุ์ ลุกขึ้นมาเป็นเจ้าของธุรกิจเมล็ดพันธุ์อันนี้คือเราพร้อม มันจะเป็นข้อดีมาก แต่ว่าวันนี้ยังไม่มีใครมาส่งเสริมให้ชาวบ้านเก็บเมล็ดพันธุ์หรือพัฒนาพันธุ์อย่างจริงจังเสียที
ดังนั้นวันนี้เราเหมือนเป็นคนป่วยที่อ่อนแอ ที่ต้องไปสู้กับนักมวยที่แข็งแรงมากคนหนึ่ง วันนี้ชาวนาคนหนึ่งที่มีแต่หนี้แต่สิน มีที่ดินต้องเช่า ต้องไปทำการค้าขายแข่งกับมหาเศรษฐีในยุโรป ในอเมริกา ในจีน ซึ่งเขามีเงินมหาศาล ทีนี้การแข่งขันแบบนี้เขาเรียกว่าการค้าเสรี แต่เป็นการค้าเสรีที่ไม่เป็นธรรม ดังนั้นคนอ่อนแอจะต้องแพ้เสมอ นี่คือสิ่งที่ผมคิดว่า ถ้าเราพร้อมจะเป็นผลดี เราได้เปรียบ เราเท่าเทียมกับคู่แข่ง แต่ถ้าเราไม่พร้อมเราเสียเปรียบตลอดในพันธสัญญาฉบับนี้
“ความเห็นส่วนตัวแล้วยังไม่เห็นด้วยกับอนุสัญญาฉบับนี้ เพราะคิดว่า ชีวิตไม่ควรจะถูกผูกขาด ไม่ควรมีใครที่จะยึดครองชีวิตบนโลกใบนี้ เพราะทุกชีวิตเกิดมาเสรี ถ้าใครไปยึดครอง โซ่ปล้องหนึ่งในห่วงโซ่นั้น ก็เท่ากับยึกครองชีวิตทั้งหมด ดังนั้นสิ่งมีชีวิตทั้งหมดไม่ควรจะต้องถูกจดสิทธิบัตรหรือขอลิขสิทธิ์ไม่ได้”
ถ้าหลีกเลี่ยงไม่ได้…เกษตรกรยังจะเก็บเมล็ดพันธุ์ไว้ปลูกต่อได้ไหม
เมื่อถามถึงทางออกของเกษตรกร หากประเทศไทยต้องเข้าเป็นภาคีอนุสัญญาฉบับนี้จริงๆ อาจารย์โจนอธิบายถึงผลกระทบทางกฎหมายที่ชาวบ้านส่วนใหญ่ยังไม่รู้ไว้อย่างน่าตกใจว่า
“เมล็ดพันธุ์พืชสายพันธุ์ที่ถูกนำไปขึ้นทะเบียนคุ้มครองพันธุ์พืชใหม่แล้ว เกษตรกรจะไม่สามารถเก็บไว้ปลูกต่อได้เลย เพราะตามร่างกฎหมายที่มีการพยายามเสนอระบุไว้ชัดเจนว่า หากใครเก็บรักษาพันธุ์พืชของเขาไว้ปลูกต่อ ไม่ว่าจะตั้งใจหรือไม่ตั้งใจก็ตาม ถ้าถูกฟ้องร้องขึ้นมา จะมีโทษจำคุกไม่เกิน 2 ปี หรือปรับไม่เกิน 400,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ”
“โดยที่ผ่านมาการเก็บเมล็ดพันธุ์มันคือวิถีชีวิตปกติของคนไทยมาตั้งแต่บรรพบุรุษ แต่วันนี้ชาวบ้านหลายคนยังไม่รู้เรื่องนี้เลย ฉะนั้น คนที่เก็บเมล็ดพันธุ์ตามวิถีเดิมโดยไม่รู้ตัว วันหนึ่งอาจจะกลายเป็นอาชญากรขึ้นมาทันที นี่คือสิ่งที่น่าตกใจและเป็นเรื่องที่ชาวบ้านตามไม่ทันจริงๆ”
ไขข้อข้องใจ พันธุ์ไหนเก็บได้ พันธุ์ไหนห้ามเก็บ
เพื่อไม่ให้เกิดความสับสน อาจารย์โจนได้อธิบายขยายความเพิ่มเติมถึงความแตกต่างระหว่างพันธุ์พืชพื้นเมืองดั้งเดิมกับพันธุ์พืชใหม่ตามข้อกฎหมายไว้ว่า
“คำว่าเก็บไม่ได้ หมายถึง ‘พันธุ์พืชใหม่’ ที่มีบริษัทหรือนักปรับปรุงพันธุ์นำไปขึ้นทะเบียนสิทธิคุ้มครองไว้แล้วอันนี้คือห้ามเก็บ แต่ถ้าเป็นพันธุ์พืชพื้นถิ่นดั้งเดิม หรือพันธุ์พืชทั่วไปที่เราคุ้นเคยกันอยู่แล้ว อันนี้ยังคงเก็บเมล็ดพันธุ์ไว้ปลูกต่อได้ตามปกติ”
แม้กฎหมายจะบอกว่าพันธุ์พื้นเมืองยังเก็บได้ แต่อาจารย์โจนชี้ให้เห็นว่า ในชีวิตจริงของชาวบ้านและคนทั่วไป มันแยกแยะได้ยากมากจนน่ากังวล
“ปัญหาคือเราจะอยู่กันยังไง เพราะในความเป็นจริงเราไม่สามารถรู้ได้เลย สมมติว่ามีคนเอาถั่วมาขายเป็นเมล็ดสดๆ พอเราซื้อมากินแล้วรู้สึกว่าอร่อยดี เลยลองเอาเมล็ดที่เหลือไปฝังดินปลูกแล้วเก็บพันธุ์ต่อ ถ้าพันธุ์นั้นเป็นพันธุ์ใหม่ที่มีลิขสิทธิ์แล้วเขารู้เข้า เราก็โดนฟ้องเลย เพราะชาวบ้านทั่วไปไม่มีทางรู้หรอกว่า พืชพันธุ์ที่เขาไปขึ้นทะเบียนไว้มีหน้าตาหรือลักษณะรูปร่างเป็นยังไง เราเห็นมันแค่วางขายอยู่ในตลาดเท่านั้น”

“พันธุ์ที่จะเก็บต่อได้ก็คือพันธุ์พืชทั่วไป อย่างมะม่วงแก้ว มะม่วงเขียวเสวย มะม่วงอกร่อง ที่เราคุ้นเคยกันดีอันนี้เก็บได้ แต่ถ้าวันหนึ่งเราไปตลาดแล้วเจอมะม่วงพันธุ์ใหม่ สีชมพูสวยมาก รสชาติอร่อยมาก ตามธรรมชาติของบ้านเราคือถ้ากินแล้วอร่อย ‘กินปุ๊บปลูกปั๊บ’ พอชอบปุ๊บก็เอาเมล็ดไปเพาะทันที แต่ถ้าทำแบบนั้นกับพันธุ์พืชใหม่ที่จดทะเบียนไว้ ก็โดนจับโดนฟ้องเลย มันจะเป็นไปในลักษณะนั้น” อาจารย์โจน จันได อธิบายให้เห็นภาพ
พ.ร.บ. คุ้มครองพันธุ์พืช 2542 กลไกการคุ้มครองสิทธิชุมชนและการจัดการเมล็ดพันธุ์พื้นบ้าน
เมื่อชวนคุยถึงกฎหมายที่ประเทศไทยใช้อยู่ในปัจจุบันอย่าง พ.ร.บ. คุ้มครองพันธุ์พืช พ.ศ. 2542 อาจารย์โจนได้สะท้อนมุมมองว่า กฎหมายฉบับนี้มีข้อดีในการปกป้องสิทธิของชาวบ้านและชุมชนได้อย่างไรบ้าง
“ส่วนตัวแล้วผมมองว่า พ.ร.บ. คุ้มครองพันธุ์พืช พ.ศ. 2542 ที่เราใช้อยู่ในปัจจุบัน เป็นกฎหมายที่พอใช้ได้เลย เพราะยังเห็นความสำคัญของเกษตรกร ชุมชน และชาวบ้าน โดยกฎหมายนี้ยังเปิดโอกาสให้เกษตรกรสามารถเก็บเมล็ดพันธุ์ดั้งเดิมไว้ปลูกต่อได้ และยังเปิดช่องให้ชาวบ้านหรือชุมชนลุกขึ้นมารวมตัวกันไปขึ้นทะเบียนเพื่อคุ้มครอง ‘พันธุ์พืชพื้นเมืองเฉพาะถิ่น’ ‘พันธุ์พืชพื้นเมืองทั่วไป’ หรือแม้แต่ ‘พันธุ์พืชป่า’ ได้เองด้วย”
“นี่คือเหตุผลสำคัญที่เราไม่อยากให้มีการเปลี่ยนหรือแก้ไขกฎหมายของเราให้กลายเป็นแบบ UPOV 1991 เพราะถ้าเปลี่ยนไปเป็นแบบนั้น เกษตรกรจะไม่สามารถเก็บเมล็ดพันธุ์พืชใหม่ไว้ปลูกต่อได้เลย และสิ่งที่น่ากลัวกว่านั้นคือ UPOV 1991 จะขยายขอบเขตความคุ้มครองยาวไปจนถึง ‘ผลิตภัณฑ์’ ด้วย ไม่ใช่คุ้มครองแค่เมล็ดพันธุ์เหมือนแต่ก่อน อันนี้คือสิ่งที่พวกเรากลัว”
ทางออกและการรับมือ
“พึ่งตนเองและพึ่งกันเอง”
เมื่อถามถึงแนวทางการเตรียมความพร้อมและการสื่อสารร่วมกันระหว่างเกษตรกรและผู้บริโภค เพื่อสร้างระบบอาหารที่สมดุลและเป็นธรรมกับทุกฝ่าย อาจารย์โจนได้เสนอทางรอดไว้อย่างน่าคิดว่า
“สิ่งที่เกษตรกรและพวกเราต้องทำเพื่อรับมือกับวิกฤตครั้งนี้ หรือที่ผมเรียกว่า ‘การล่าอาณานิคมยุคใหม่’ วิธีการสู้ที่ดีที่สุดคือ เราต้องกลับมาเก็บเมล็ดพันธุ์เอง มาพัฒนาสายพันธุ์พืชเอง เริ่มขายเมล็ดพันธุ์กันเอง และหันมากินผลผลิตของเราเอง เราต้องพยายามกินของเขาให้น้อยที่สุด ลดการพึ่งพิงจากกลุ่มทุนให้ได้มากที่สุด นั่นคือสิ่งที่เราทุกคนสามารถช่วยกันทำได้ในเวลานี้”
“สำหรับผู้บริโภคทั่วไป วิธีการสนับสนุนง่ายๆ คือการหันมาอุดหนุนกลุ่มเกษตรกรที่กักเก็บเมล็ดพันธุ์และตั้งใจปลูกด้วยวิธีธรรมชาติ เพียงเท่านี้ก็จะช่วยให้พวกเราปลอดภัยจากผลกระทบของการผูกขาดระบบอาหารในปัจจุบันแล้ว”

อาจารย์โจนตอกย้ำว่า กุญแจสำคัญที่จะทำให้สังคมไทยอยู่รอดได้ในระยะยาว คือการรวมตัวเป็นเครือข่ายและการขับเคลื่อนควบคู่กันไปในทุกระดับ
“เบื้องต้นชาวบ้านต้องเรียนรู้มากขึ้น ต้องเข้าใจภาพรวมที่เกิดขึ้นเพื่อที่เราจะไม่ตกเป็นเหยื่อ และไม่ไปพึ่งพิงเขามากเกินไป ทางออกทางเดียวที่เหลืออยู่ในวันนี้คือ ‘การพึ่งตนเอง และพึ่งกันเอง’ ในเรื่องเมล็ดพันธุ์และอาหารให้ได้มากที่สุด จากนั้นมาร่วมกันสร้างกลุ่ม สร้างเครือข่ายระหว่างผู้ปลูกและผู้บริโภค ถ้าเราเห็นร่วมกัน คิดร่วมกัน และทำร่วมกัน มันจะมีพลังขับเคลื่อนมหาศาลที่จะเอาชนะได้ โดยไม่ต้องไปเสียเลือดเสียเนื้อหรือขึ้นโรงขึ้นศาลต่อสู้กับใคร”
“ผมคิดว่าคนรากหญ้าอย่างพวกผม ก็ต้องทำหน้าที่ตรงนี้ไปเรื่อยๆ ส่วนกลุ่มปัญญาชน นักวิชาการ ก็ต้องช่วยทำหน้าที่ต่อสู้ในเชิงนโยบาย ดิ้นรนคัดค้านในแง่ของกฎหมายที่ไม่เป็นธรรมต่างๆ ควบคู่กันไป ถ้าทุกฝ่ายจับมือทำหน้าที่ประสานไปด้วยกันแบบนี้ ผมเชื่อมั่นว่าพวกเรามีโอกาสที่จะรอดพ้นจากวิกฤตนี้ได้ โดยไม่ยากเย็นจนเกินไป” อาจารย์โจน จันได กล่าวทิ้งท้าย
สนใจสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมสามารถติดต่อได้ที่เพจ : Pun Pun Organic Farm
