Featured พืชทำเงิน

“ต้นเยลลี่” ใบไม้มหัศจรรย์ แค่ขยี้ก็เป็นวุ้น ปลูกง่าย ราคาดี เด็ดขายได้ทุกวัน ทางเลือกอาชีพเสริมทำเงิน

“ต้นเยลลี่” (Cincau Hijau) หรือ เฉาก๊วยเขียว นับเป็นอีกหนึ่งสมุนไพรที่มีสรรพคุณมากมาย อุดมด้วยสารต้านอนุมูลอิสระตามธรรมชาติ มีคลอโรฟิลล์ที่ร่างกายสามารถดูดซึมได้ และยังพบซาโปนินจากธรรมชาติ ซึ่งมีคุณสมบัติช่วยลดไข้ ต้านการอักเสบ และต้านเชื้อโรคบางชนิด นิยมใช้ในภูมิปัญญาพื้นบ้าน หากใครกำลังมองหาทางเลือกจากพืชสมุนไพรสีเขียว ต้นเยลลี่คือหนึ่งในพืชที่ควรรู้จักไว้

อาจารย์ ดร.ศุภชัย สุทธิเจริญ อาจารย์ประจำสาขาวิชาเกษตรศาสตร์ ภาควิชาเทคโนโลยีการเกษตร คณะเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยมหาสารคาม

อาจารย์ ดร.ศุภชัย สุทธิเจริญ อาจารย์ประจำสาขาวิชาเกษตรศาสตร์ ภาควิชาเทคโนโลยีการเกษตร คณะเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยมหาสารคาม เล่าว่า ตนเองเติบโตมาในครอบครัวข้าราชการที่มีพื้นฐานการทำไร่ทำสวนอยู่แล้ว ประจวบเหมาะกับเมื่อโตขึ้นได้มีโอกาสไปศึกษาต่อที่มหาวิทยาลัยแม่โจ้ ทำให้ได้พบปะกับเกษตรกรมากมาย และมองเห็นโอกาสในการสร้างรายได้จากอาชีพเกษตรกรรม จุดนี้เองกลายเป็นแรงบันดาลใจให้อยากกลับมาทำการเกษตร ณ บ้านเกิดจังหวัดมหาสารคาม

การเริ่มต้นจากการทำสวนมะนาวในวงบ่อซีเมนต์ เพราะมองว่าเป็นพืชเศรษฐกิจที่ทำราคาได้ดี โดยเฉพาะในช่วงหน้าแล้ง เดิมทีตั้งใจจะสร้างสวนแห่งนี้เพื่อเป็นของขวัญหลังเกษียณให้คุณพ่อคุณแม่ แต่เมื่อได้ลงมือทำจริงกลับค้นพบความชอบในวิถีเกษตรกร จึงตัดสินใจลาออกจากงานประจำมาลุยสวนอย่างจริงจังเป็นเวลากว่า 2 ปี ในระหว่างนั้นได้วางแผนต่อยอดสวนมะนาวให้กลายเป็นฟาร์มเกษตรอินทรีย์ ก่อนจะกลับเข้ามารับหน้าที่เป็นอาจารย์สอนที่มหาวิทยาลัยมหาสารคามอีกครั้ง

“ไร่คุณพ่อออแกนิคฟาร์ม” มีพื้นที่ทำการเกษตรทั้งหมด 3 ไร่

ปัจจุบัน “ไร่คุณพ่อออแกนิคฟาร์ม” มีพื้นที่ทำการเกษตรทั้งหมด 3 ไร่ โดยปรับเปลี่ยนจากการปลูกมะนาวเต็มพื้นที่ในอดีต มาเป็นการจัดสรรพื้นที่ปลูกพืชมูลค่าสูงทดแทน โดยแบ่งเป็น 2 โซนหลัก ได้แก่

"Advertiser"

โซนในโรงเรือน ปลูกมะเขือเทศทานผลสด บัตเตอร์นัท มะเดื่อฝรั่ง และแตงโม

โซนนอกโรงเรือน ปลูกผักสลัดหลากหลายชนิดและไม้เมืองหนาว ส่วนวงบ่อซีเมนต์ที่เหลือจากการลดพื้นที่ปลูกมะนาว ก็นำมาใช้ปลูกเลมอนแทน

หลังจากปรับเปลี่ยนรูปแบบมาปลูกพืชที่หลากหลาย ฟาร์มเริ่มได้รับความสนใจจากเกษตรกร คณะครู และบุคคลทั่วไป จนมีผู้เดินทางมาศึกษาดูงานจากหลายจังหวัดทั่วประเทศ ทั้งจากภาคเหนือและภาคใต้ ทางฟาร์มจึงต่อยอดเปิดร้านอาหารเล็กๆ และพัฒนาจนกลายเป็นคาเฟ่ โดยนำวัตถุดิบอินทรีย์สดๆ จากสวนมาสร้างสรรค์เมนูสุขภาพที่เป็นจุดขายหลัก เช่น เมนูสลัดผักอินทรีย์ และพิซซ่าโฮมเมด

อาจารย์ศุภชัย เล่าถึงจุดเปลี่ยนที่มุ่งสู่เกษตรอินทรีย์ว่า แม้ตนเองจะเรียนจบมาทางด้านแมลง ซึ่งคลุกคลีกับการใช้สารเคมีกำจัดแมลงโดยตรง แต่ในช่วงที่ดำรงตำแหน่งรองผู้อำนวยการสถาบันตรวจสอบคุณภาพและมาตรฐาน มหาวิทยาลัยแม่โจ้ มีหน้าที่รับผิดชอบด้านการตรวจวิเคราะห์ปุ๋ยอินทรีย์และมาตรฐานเกษตรอินทรีย์ ประสบการณ์ตรงนี้ทำให้เห็นว่า สินค้าเกษตรอินทรีย์เป็นที่ต้องการของตลาดและเติบโตได้อีกไกล ประกอบกับปัจจุบันผู้บริโภคหันมาใส่ใจสุขภาพและต้องการอาหารที่รู้แหล่งที่มาอย่างแน่ชัด อีกทั้งการเดินทางไปต่างประเทศและการศึกษาต่อระดับปริญญาเอกที่ประเทศญี่ปุ่น ยิ่งตอกย้ำว่าวิถีเกษตรอินทรีย์คือคำตอบที่ตอบโจทย์อนาคต จึงได้ศึกษาต่อยอดด้านมาตรฐาน GMP ตั้งแต่กระบวนการต้นน้ำจนถึงปลายน้ำ

นอกจากพืชผักหลากหลายชนิดแล้ว ปัจจุบันทางฟาร์มยังมีพืชอีกหนึ่งชนิดที่กำลังได้รับความนิยมอย่างมาก และกลายมาเป็นพืชสร้างรายได้หลักให้กับ “ไร่คุณพ่อออแกนิคฟาร์ม” นั่นคือ “ต้นเยลลี่” หรือ “ต้นเฉาก๊วยเขียว” ซึ่งเป็นคนละชนิดกับเครือหมาน้อย

‘ต้นเยลลี่’ พืชมหัศจรรย์ แค่ขยี้ก็เป็นวุ้น
อีกหนึ่งทางเลือกปลูกสร้างรายได้

ต้นเยลลี่ หรือ ต้นเฉาก๊วยชินเชา ถือเป็นพืชมหัศจรรย์ที่กำลังได้รับความสนใจอย่างมาก เพราะความพิเศษที่เพียงแค่เด็ดใบมาขยี้กับน้ำก็สามารถเซ็ตตัวเป็นวุ้นนุ่มเด้งได้เอง โดยไม่ต้องต้มและไม่ต้องใส่ผงวุ้นแม้แต่น้อย ปัจจุบันกลายเป็นพืชเศรษฐกิจทางเลือกใหม่ที่ทำเงินให้กับ “ไร่คุณพ่อออแกนิคฟาร์ม” ได้ไม่น้อย

ปลูกต้นเยลลี่ในโรงเรือน

อาจารย์ศุภชัย เล่าถึงที่มาของการนำต้นเยลลี่เข้ามาปลูกว่า เดิมทีตนเองเป็นคนชอบไม้แปลกอยู่แล้ว ช่วงที่เดินทางไปศึกษาต่อที่ประเทศญี่ปุ่น มีโอกาสเห็นเกษตรกรท้องถิ่นนำหญ้าหรือใบไม้ชนิดหนึ่งที่มีลักษณะคล้ายเฉาก๊วยมาทำเป็นขนมให้ทาน เมื่อเอ่ยถามจึงได้รู้ถึงเรื่องราวและเรื่องเล่าของพืชชนิดนี้ จึงกลายเป็นจุดเริ่มต้นที่จุดประกายความสนใจนับตั้งแต่นั้น

เมื่อกลับมาเมืองไทยและศึกษาข้อมูลเพิ่มเติม ก็พบว่าพืชชนิดนี้สามารถนำมาแปรรูปเป็นอาหารได้ง่ายและมีมหัศจรรย์ในตัวเอง จึงตัดสินใจซื้อต้นพันธุ์มาทดลองปลูกในราคาต้นละประมาณ 600 บาท เริ่มต้นเพียงแค่ 1 ต้นเท่านั้น แต่ปรากฏว่าพืชชนิดนี้เจริญเติบโตและขยายพันธุ์ในพื้นที่ได้ดีมาก อาจารย์จึงเริ่มรื้อแปลงปลูกมะเขือเทศออก แล้วปรับพื้นที่ในโรงเรือนหันมาปลูกต้นเยลลี่อย่างจริงจัง จนปัจจุบันขยายพันธุ์เพิ่มขึ้นเป็นหลายร้อยต้น และกลายเป็นพืชรายได้หลักของฟาร์มในที่สุด

เทคนิคการปลูกและการดูแลให้ใบหนาใหญ่

ธรรมชาติของต้นเยลลี่เป็นไม้เถาเลื้อยที่ชอบสภาพอากาศร้อนชื้นแบบเมืองไทย ปลูกง่ายและศัตรูพืชน้อย โดยมีหัวใจสำคัญในการดูแลดังนี้

แสงแดดและความชื้น ชอบแสงแดดรำไร สามารถปลูกกลางแจ้งได้แต่ควรพรางซาแรนประมาณ 50 เปอร์เซ็นต์ เพื่อให้ได้ใบที่หนาและใหญ่กว่าการปลูกกลางแจ้งแดดจัด

สภาพดิน ชอบดินร่วนซุย ระบายน้ำได้ดี มีความชื้นสม่ำเสมอ ดินต้องไม่แห้ง แต่ต้องไม่มีน้ำท่วมขัง

การทำค้าง เนื่องจากสายพันธุ์ที่ฟาร์มปลูกเป็นไม้เลื้อย เจริญเติบโตดูแลง่ายกว่าชนิดไม้พุ่มของอินโดนีเซีย การทำค้างรูปตัวที T จะช่วยให้เถาเลื้อยได้ดีและเจริญเติบโตเร็วกว่าการปล่อยให้เลื้อยตามธรรมชาติตามพื้น และต้องหมั่นจัดระเบียบไม่ให้เถาเลื้อยพันกันเอง

สูตรเด็ดวัสดุปลูกและปุ๋ยหมักสไตล์ญี่ปุ่น ทางฟาร์มเลือกใช้แนวคิด “ปุ๋ยหมักโบกาฉิ” จากประเทศญี่ปุ่น มาใช้รองก้นหลุมแล้วนำดินกลบหน้าอีกชั้นเพื่อไม่ให้รากพืชสัมผัสกับปุ๋ยหมักโดยตรง ควบคู่กับการใช้น้ำหมักกรดอะมิโนจากถั่วเหลือง (สูตรวิจัยของทางฟาร์มที่ใช้ทดแทนน้ำหมักปลา) ซึ่งช่วยบำรุงให้พืชแตกหน่อ แตกกิ่งก้าน และใบดกหนา โดยจะใส่ปุ๋ยหมักทางดินเป็นประจำทุกเดือน เดือนละ 2-3 กำมือ และฉีดพ่นน้ำหมักถั่วเหลืองเดือนละ 2 ครั้ง ซึ่งในสูตรนี้จะช่วยป้องกันโรคจากเชื้อแบคทีเรีย Bacillus subtilis ไปในตัวด้วย

ปลูกแบบไหนดี “ลงกระถาง” VS “ลงแปลงดิน”

จากการทดลองของฟาร์มเพื่อตอบคำถามลูกค้าที่มีพื้นที่จำกัด พบข้อแตกต่างดังนี้

การปลูกในกระถาง หากใช้กระถางเล็กพืชจะโตไวรวดเร็วทลายรากจนแน่น ทำให้ต้องรดน้ำบ่อยและส่งผลให้ใบเล็กลงในระยะยาว ทางฟาร์มจึงขยับมาทดลองใช้ กระถางขนาด 20 นิ้ว ร่วมกับการทำค้างให้เลื้อย ซึ่งพบว่าเติบโตได้ดี เหมาะสำหรับคนพื้นที่น้อย

การปลูกลงดิน แนะนำสำหรับเชิงพาณิชย์ เป็นรูปแบบที่ให้ผลผลิตดีที่สุด โดยทางฟาร์มจะทำการยกร่อง พรวนดิน ใส่ปุ๋ยหมักแล้วฝังกลบ ปลูกเว้นระยะห่างระหว่างต้นประมาณ 30-50 เซนติเมตร วิธีนี้ช่วยให้รากพืชชอนไชหาอาหารได้อย่างเต็มที่

การขยายพันธุ์และการเก็บเกี่ยว

วิธีขยายพันธุ์ เลือกตัดเถาแก่ที่มีรากงอกตามซอกใบ (ลักษณะคล้ายเครือย่านาง) ตัดให้มีความยาวประมาณ 15 เซนติเมตร นำไปปักชำในถุงดิน ประมาณ 3-4 สัปดาห์จะเริ่มแตกใบใหม่ และควรรอให้ครบ 1-2 เดือนเพื่อให้รากเดินจนเต็มที่ ก่อนจะย้ายลงกระถางขนาด 4 นิ้วเพื่อบาลานซ์ต้น

การรดน้ำ หลังย้ายปลูกให้รดน้ำวันละ 1-2 ครั้งในหน้าร้อน ส่วนหน้าฝนให้คอยสังเกตหน้าดิน หากดินยังชื้นอยู่ก็ยังไม่ต้องรดน้ำ ที่ฟาร์มจะใช้ระบบสปริงเกลอร์สลับกับสายยาง

ระยะเวลาเก็บเกี่ยว หลังปลูกลงแปลงประมาณ 3 เดือนก็สามารถเก็บใบได้ โดยเลือกเฉพาะใบแก่ ที่มีลักษณะเนื้อใบสาก หนา และไม่นิ่มมือจนเกินไป

ต่อยอดสู่เมนูคาเฟ่โฮมเมด สร้างมูลค่าเพิ่ม ใบเยลลี่แก่นำมาแปรรูปเป็นของหวานดับร้อนได้หลากหลายเมนู เช่น เฉาก๊วยเยลลี่นมสดคาราเมล, เยลลี่น้ำกะทิใบเตย หรือนำไปทำเป็นท็อปปิ้งทานคู่กับ “ไอศกรีมไข่ผำ” ซึ่งช่วยสร้างเรื่องราว และเพิ่มมูลค่าให้กับตัวผลิตภัณฑ์ของฟาร์มได้อย่างยอดเยี่ยม

เคล็ดลับการขยี้ใบเยลลี่ให้เซ็ตตัวสวย

1. ใช้น้ำอุ่นอุณหภูมิประมาณ 40 องศาเซลเซียส (ห้ามร้อนจัดเพราะจะทำให้วุ้นสีดำคล้ำ และห้ามเย็นจัดเพราะจะขยี้เนื้อวุ้นออกยาก) น้ำอุ่นที่พอดีจะช่วยให้สารในใบละลายออกมากลายเป็นวุ้นได้ง่ายขึ้น

2. ใช้อัตราส่วนสัดส่วนที่พอดี น้ำสะอาดหรือน้ำต้มใบเตย 600 มิลลิลิตรต่อใบเยลลี่แก่ 100 กรัม (หากน้ำน้อยเกินไปเนื้อวุ้นจะแข็งกระด้างไม่นุ่มนวล หากน้ำมากเกินไปวุ้นจะเหลวหรือไม่เซ็ตตัว)

3. ใช้เนื้อน้ำต้มใบเตยมาขยี้ร่วมกับใบเยลลี่เพื่อเพิ่มความหอมละมุน จากนั้นกรองแยกกากออกด้วยผ้าขาวบาง เทน้ำใส่แม่พิมพ์นำไปแช่ตู้เย็นทิ้งไว้ประมาณ 1 ชั่วโมง ก็จะได้วุ้นเยลลี่เหนียวนุ่มเด้งพร้อมรับประทาน

การสร้างรายได้และช่องทางการตลาด

เมื่อถามถึงเรื่องรายได้และทิศทางทางการตลาด อาจารย์เล่าว่า ปัจจุบันทางฟาร์มสามารถเก็บใบต้นเยลลี่สดมาสร้างรายได้ได้ทุกวัน โดยมีรายเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณวันละ 500-2,000 บาท ซึ่งมาจากการบริหารจัดการช่องทางการจำหน่ายหลัก 3 ช่องทาง ดังนี้

1. การขายหน้าสวน เปิดต้อนรับผู้ที่เข้ามาศึกษาดูงานและท่องเที่ยวชมฟาร์ม ให้สามารถเลือกซื้อผลผลิตและต้นพันธุ์กลับไปได้โดยตรง

2. การตลาดออนไลน์ กระจายสินค้าผ่าน 3 แพลตฟอร์มยอดนิยม ได้แก่ เฟซบุ๊ก (Facebook), ติ๊กต็อก (TikTok) และ ช้อปปี้ (Shopee) เพื่อเข้าถึงผู้บริโภคทั่วประเทศอย่างมีประสิทธิภาพ

3. การออกบูธจำหน่ายสินค้า เข้าร่วมงานเทศกาลและงานแสดงสินค้าต่างๆ เพื่อเปิดตัวผลิตภัณฑ์ให้เป็นที่รู้จักในวงกว้างขึ้น

สำหรับกลุ่มลูกค้าหลักของฟาร์มในปัจจุบัน จะเน้นไปที่กลุ่มผู้บริโภควัยกลางคนไปจนถึงผู้สูงอายุ เนื่องจากใบเยลลี่มีสรรพคุณทางยาเป็นสมุนไพรฤทธิ์เย็น ตอบโจทย์ผู้ที่รักสุขภาพอย่างตรงจุด นอกเหนือจากนี้ ยังมีกลุ่มผู้ประกอบการร้านกาแฟและคาเฟ่ต่างๆ ที่ติดต่อเข้ามาซื้อเพื่อนำไปต่อยอดรังสรรค์เป็นเมนูเครื่องดื่มและของหวานเพื่อสุขภาพภายในร้านอีกด้วย

คำแนะนำและแนวคิดสำหรับเกษตรกรมือใหม่

อาจารย์ได้ฝากคำแนะนำถึงผู้ที่สนใจอยากเริ่มต้นปลูกพืชชนิดนี้ไว้ว่า “ต้นเยลลี่ถือเป็นพืชทางเลือกที่น่าสนใจสำหรับนำมาปลูกเพื่อสร้างรายได้เสริม หรือหากใครต้องการปลูกอย่างจริงจัง ส่วนตัวคิดว่าสามารถเติบโตและไปได้ไกล เพราะผลผลิตยังนำไปต่อยอดเป็นผลิตภัณฑ์อื่นๆ ได้อีกมากมาย นอกเหนือจากการทำขนมหวานทั่วไป เช่น การทำ Freeze-dried หรือนำไปทำเครื่องดื่มเพื่อสุขภาพแทนการใช้ผงวุ้นและเพคติน ที่เราต้องนำเข้ามาจากต่างประเทศ ซึ่งทางฟาร์มเองก็เคยทดลองนำใบไปอบแห้งและทำฟรีซดรายมาแล้ว พบว่าได้ผลลัพธ์ที่ดีมาก”

ไอศครีมไข่ผำเสิร์ฟคู่กับเฉาก๊วยเขียว

นอกจากนี้ อาจารย์ยังได้ให้แง่คิดในการทำอาชีพเกษตรกรรมทิ้งท้ายไว้ได้อย่างน่าสนใจว่า “คนทั่วไปมักมองว่าอาชีพเกษตรกรเป็นอาชีพที่ยากจน แต่ผมอยากให้มองมุมกลับครับ เกษตรกรรมเป็นอาชีพที่มีความมั่นคงสูง หากเราเริ่มต้นด้วยการศึกษาหาความรู้ ลงมือทดลอง วางแผนอนาคตให้รอบคอบ และมองหาโอกาสในการต่อยอดอยู่เสมอ การทำเกษตรจะสามารถสร้างรายได้อย่างยั่งยืนให้กับเราได้อย่างแน่นอน” อาจารย์ศุภชัยกล่าวทิ้งท้าย

สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่เพจเฟสบุ๊ก : ไร่คุณพ่อออแกนิคฟาร์ม โทร.081-387-2812

Related Posts