ผู้เขียน : Huynh Nhat Mai Van
ทุกปีเมื่อเข้าสู่ช่วงฤดูแล้ง ใบไม้จำนวนมากที่ร่วงหล่นทับถมอยู่ตามพื้นป่า กลายเป็นหนึ่งในเชื้อเพลิงธรรมชาติที่เพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดไฟป่าและปัญหาหมอกควัน โดยเฉพาะในพื้นที่ภาคเหนืออย่างจังหวัดเชียงใหม่ ที่ต้องเผชิญกับปัญหาฝุ่น PM2.5 มาอย่างต่อเนื่อง แต่ใครจะคิดว่าใบไม้ที่หลายคนมองว่าไร้ค่าเหล่านี้ หากนำมาผ่านกระบวนการแปรรูปอย่างเหมาะสม จะสามารถเปลี่ยนเป็นผลิตภัณฑ์ที่ใช้งานได้จริง พร้อมสร้างมูลค่าและรายได้ให้กับคนในชุมชน

วันนี้เทคโนโลยีชาวบ้าน จะพาไปรู้จักกับ คุณทวีศักดิ์ อ่องศิริกุล เจ้าของแบรนด์ “ใบไม้ – ในสวน Nai Suan” ผู้มองเห็นโอกาสจากวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตร จากใบไม้ที่ร่วงหล่นอยู่บนพื้นป่า ใครจะคิดว่าวันหนึ่งจะถูกนำมาแปรรูปเป็นภาชนะบนโต๊ะอาหารได้ ด้วยแนวคิดที่มองเห็นคุณค่าของวัสดุธรรมชาติใกล้ตัว ผสานกับการทดลองและพัฒนา จึงเกิดเป็น “จานใบไม้” ผลิตภัณฑ์ที่มีเอกลักษณ์ และยังเปิดโอกาสให้คนในชุมชนมีรายได้ ตั้งแต่การเก็บรวบรวมใบไม้มาจำหน่าย ไปจนถึงการแปรรูปเป็นของใช้ เปลี่ยนสิ่งที่เคยถูกมองข้ามให้กลายเป็นวัตถุดิบที่มีมูลค่า
จุดเริ่มต้นจากโครงงานวิทยาศาสตร์ของลูกชาย สู่ธุรกิจจานใบไม้
คุณทวีศักดิ์ เล่าถึงจุดเริ่มต้นของธุรกิจให้ฟังว่า ต้องย้อนกลับไปเมื่อประมาณ 8 ปีก่อน ในช่วงที่ลูกชายกำลังศึกษาอยู่ชั้นมัธยมศึกษาตอนปลาย และได้นำต้นข้าวโพดจากสวนของคุณยายมาทดลองทำเป็นแผ่นอัด เพื่อส่งประกวดโครงงานวิทยาศาสตร์ของโรงเรียน ก่อนจะได้รับคัดเลือกให้เป็นตัวแทนประเทศไทยเดินทางไปแข่งขันที่ประเทศมาเลเซีย

แม้จะเป็นเพียงโครงงานของลุกชายแต่กลับกลายเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่ทำให้คุณทวีศักดิ์เริ่มมองเห็นโอกาสจากวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตร โดยเฉพาะต้นข้าวโพดซึ่งเป็นวัสดุที่ครอบครัวคุ้นเคยเป็นอย่างดี เนื่องจากประกอบอาชีพทำสวนข้าวโพดมานานกว่า 40 ปี
ในอดีต หลังจากเก็บเกี่ยวผลผลิตแล้ว เกษตรกรส่วนใหญ่มักตัดต้นข้าวโพดและเผาทิ้ง เพื่อเตรียมพื้นที่สำหรับการเพาะปลูกในรอบถัดไป ซึ่งการเผาเศษวัสดุเหล่านี้เป็นหนึ่งในสาเหตุที่ก่อให้เกิดมลพิษทางอากาศ โดยเฉพาะปัญหาฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM2.5
เมื่อมองเห็นปัญหาดังกล่าว คุณทวีศักดิ์จึงเกิดแนวคิดที่จะนำวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตรกลับมาใช้ประโยชน์ แทนการปล่อยทิ้งหรือกำจัดด้วยการเผา ก่อนชักชวนคนในชุมชนที่มีแนวคิดเดียวกันมารวมกลุ่มจัดตั้งเป็นวิสาหกิจชุมชน เพื่อร่วมกันศึกษาวิธีแปรรูปวัสดุเหลือใช้ให้กลายเป็นผลิตภัณฑ์ที่สามารถสร้างอาชีพและรายได้
การพัฒนาผลิตภัณฑ์ไม่ได้เริ่มต้นจากจานใบไม้อย่างที่เห็นในปัจจุบัน แต่เริ่มจากการทดลองนำต้นข้าวโพดมาแปรรูปเป็นแผ่นอัด ก่อนจะค่อยๆ ศึกษาคุณสมบัติของวัสดุธรรมชาติชนิดอื่นเพิ่มเติม คุณทวีศักดิ์เล่าว่า ระหว่างการทดลองพบว่า เปลือกฝักข้าวโพดเมื่อแห้งแล้วมักห่อตัว ทำให้ต้องมองหาวัสดุชนิดอื่นที่มีโครงสร้างแข็งแรงกว่า เพื่อนำมาใช้ร่วมกับกระบวนการผลิต
กระทั่งวันหนึ่งได้สังเกตเห็นบ้านเรือนในภาคเหนือที่ใช้ใบไม้เป็นวัสดุมุงหลังคา จึงเกิดความสนใจว่า หากใบไม้สามารถนำมาทำหลังคาและทนต่อสภาพอากาศได้ ก็น่าจะสามารถนำมาประยุกต์ใช้เป็นวัสดุสำหรับผลิตภาชนะได้เช่นกัน จากแนวคิดดังกล่าว จึงเริ่มเข้าไปเก็บ ใบตองตึง ในพื้นที่ป่ามาทดลองขึ้นรูป และพบว่าใบตองตึงมีโครงสร้างที่แข็งแรง สามารถนำมาอัดเป็นจานได้ จึงกลายเป็นจุดเริ่มต้นของการพัฒนาผลิตภัณฑ์จานใบไม้ ก่อนต่อยอดไปสู่ผลิตภัณฑ์รูปแบบอื่นๆ ในเวลาต่อมา

เปิดรับซื้อใบตองตึงจากชาวบ้าน ใบสวยได้ราคา 4 ใบต่อ 1 บาท
สำหรับวัตถุดิบหลักที่นำมาใช้ผลิตจานใบไม้ คุณทวีศักดิ์อธิบายว่า ปัจจุบันทางกลุ่มเน้นใช้วัสดุธรรมชาติที่หาได้ในท้องถิ่นเป็นหลัก ได้แก่ ใบตองตึง ซึ่งในภาคกลางเรียกว่า “ใบปรวง” และในภาคอีสานเรียกว่า “ใบตองกรุง” รวมถึง กาบหมาก ซึ่งสามารถนำมาแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ได้เช่นเดียวกัน
วัตถุดิบส่วนหนึ่งมาจากการเก็บรวบรวมด้วยตนเอง ขณะที่อีกส่วนหนึ่งรับซื้อจากชาวบ้านในพื้นที่ โดยเฉพาะชุมชนที่อยู่ใกล้ป่า เพื่อเปิดโอกาสให้คนในท้องถิ่นมีรายได้จากการนำใบไม้ที่ร่วงหล่นมาใช้ประโยชน์
อย่างไรก็ตาม ใบไม้ที่นำมาผลิตภาชนะจำเป็นต้องผ่านการคัดเลือกตามคุณภาพ เนื่องจากลักษณะและความสมบูรณ์ของใบมีผลต่อความสวยงามและความแข็งแรงของผลิตภัณฑ์
คุณทวีศักดิ์อธิบายถึงหลักเกณฑ์การรับซื้อว่า ใบไม้ที่มีสภาพสมบูรณ์ ไม่มีรูตรงกลาง และเหมาะสำหรับนำมาผลิตเป็นจาน จะได้รับราคาสูงกว่าใบไม้ที่มีตำหนิ โดยแบ่งราคารับซื้อออกเป็น 3 ระดับ ได้แก่
| คุณภาพวัตถุดิบ | ราคารับซื้อ |
|---|---|
| ใบไม้สภาพดี ไม่มีรูตรงกลาง | 4 ใบต่อ 1 บาท |
| ใบไม้มีรูหรือตำหนิตรงกลาง | 8-10 ใบต่อ 1 บาท |
| ใบไม้ขนาดเล็กหรือเศษใบไม้ที่ไม่คงรูป | กิโลกรัมละ 2 บาท |
คุณทวีศักดิ์มองว่า การรับซื้อใบไม้ไม่ได้เป็นเพียงการจัดหาวัตถุดิบสำหรับการผลิตเท่านั้น แต่ยังเป็นอีกหนึ่งช่องทางในการกระจายรายได้สู่ชุมชน โดยเฉพาะครัวเรือนที่อาศัยอยู่ใกล้พื้นที่ป่า ซึ่งสามารถใช้เวลาว่างเก็บรวบรวมใบไม้ที่เหมาะสมมาจำหน่ายได้
ปัจจุบันทางกลุ่มยังมีความตั้งใจที่จะขยายเครือข่ายรับซื้อไปยังชุมชนใกล้พื้นที่ป่าเพิ่มเติม เนื่องจากยังมีชาวบ้านจำนวนไม่มากที่ทราบว่าใบไม้เหล่านี้สามารถนำมาจำหน่ายเพื่อสร้างรายได้

จานใบไม้ 1 ใบ ใช้วัตถุดิบ 3 ชั้น
คุณทวีศักดิ์ อธิบายว่า การผลิตจานใบไม้หนึ่งใบจะใช้ใบไม้ทั้งหมด 3 ใบ วางซ้อนกันเป็น 3 ชั้น โดยใบไม้แต่ละชั้นมีหน้าที่แตกต่างกัน เริ่มจาก ใบชั้นบน ซึ่งเป็นส่วนที่มองเห็นได้ชัดเจนที่สุด จำเป็นต้องเลือกใบที่มีสภาพสมบูรณ์ รูปทรงสวยงาม และไม่มีรูตรงกลาง เพื่อให้จานที่ผลิตออกมามีความเรียบร้อย ส่วน ใบชั้นกลาง ทำหน้าที่ช่วยประคองและเสริมโครงสร้างของจาน โดยสามารถใช้ใบไม้ที่มีรูหรือตำหนิบางส่วนได้ เพราะเป็นชั้นที่อยู่ภายใน ไม่ได้เน้นความสวยงามเท่ากับใบด้านบน ขณะที่ ใบชั้นล่าง ใช้สำหรับตกแต่งและเก็บรายละเอียดด้านใต้ของจาน ซึ่งสามารถเลือกใช้ใบที่มีรูหรือตำหนิเล็กน้อยได้เช่นเดียวกัน
เมื่อจัดเรียงใบไม้ครบทั้ง 3 ชั้นแล้ว ขั้นตอนต่อไปคือการเตรียมตัวประสาน โดยทางกลุ่มเลือกใช้แป้งข้าวเหนียวผสมกับน้ำ แทนการใช้กาวสังเคราะห์ในการยึดติดระหว่างชั้นใบไม้ จากนั้นจึงนำวัตถุดิบเข้าเครื่องอัดขึ้นรูป โดยใช้ทั้งแรงกดและความร้อนที่อุณหภูมิประมาณ 180 องศาเซลเซียส ใช้เวลาอัดประมาณ 90 วินาที ก็จะได้จานใบไม้หนึ่งใบตามรูปทรงของแม่พิมพ์
เทคนิคดังกล่าวถือเป็นการใช้วัตถุดิบอย่างคุ้มค่า เพราะใบไม้ที่มีคุณภาพแตกต่างกันสามารถนำมาใช้ในตำแหน่งที่เหมาะสมได้ ทำให้ไม่จำเป็นต้องคัดทิ้งใบไม้ที่มีตำหนิทั้งหมด นอกจากนี้ การเลือกใช้แป้งข้าวเหนียวผสมน้ำเป็นตัวประสาน ยังเป็นอีกหนึ่งแนวทางในการนำวัตถุดิบจากธรรมชาติมาประยุกต์ใช้กับกระบวนการผลิตภาชนะ โดยคุณทวีศักดิ์ระบุว่า ทางกลุ่มไม่ได้ใช้สารเคมีเป็นตัวประสานระหว่างชั้นใบไม้

จากวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตรสู่การสร้างอาชีพ
ในด้านการตลาด คุณทวีศักดิ์เล่าว่า ปัจจุบันผลิตภัณฑ์จากใบไม้ได้รับความสนใจจากลูกค้าหลากหลายกลุ่ม ทั้งร้านอาหาร โรงแรม สปา รวมถึงหน่วยงานราชการและภาคเอกชน โดยเฉพาะกลุ่มที่ให้ความสำคัญกับการเลือกใช้วัสดุธรรมชาติและผลิตภัณฑ์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ซึ่งในช่วงที่ผ่านมาจานใบไม้เริ่มได้รับความนิยมในการนำไปใช้ตามงานกิจกรรมต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นงานประชุม งานอบรม หรืองานสัมมนา นับเป็นอีกหนึ่งช่องทางที่ช่วยขยายตลาดและสร้างโอกาสให้ผลิตภัณฑ์จากวัสดุธรรมชาติเป็นที่รู้จักมากขึ้น
นอกจากตลาดภายในประเทศแล้ว ทางกลุ่มยังเคยได้รับโอกาสผลิตกล่องใส่อาหารจากกาบหมากให้กับบริษัทแห่งหนึ่ง ก่อนที่บริษัทแม่จะนำผลิตภัณฑ์ดังกล่าวส่งออกไปจำหน่ายยังประเทศสหรัฐอเมริกา ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่า วัสดุธรรมชาติที่หาได้ในท้องถิ่น หากนำมาพัฒนาและออกแบบให้เหมาะสมกับการใช้งาน ก็สามารถยกระดับเป็นผลิตภัณฑ์ที่มีโอกาสเข้าสู่ตลาดต่างประเทศได้เช่นกัน

สำหรับคุณทวีศักดิ์ ความสำเร็จของการพัฒนาผลิตภัณฑ์จากใบไม้ไม่ได้วัดจากยอดขายหรือการขยายตลาดเพียงอย่างเดียว แต่ยังรวมถึงการสร้างโอกาสในการประกอบอาชีพให้กับคนในชุมชน โดยเฉพาะชาวบ้านที่อาศัยอยู่ใกล้พื้นที่ป่า ซึ่งสามารถนำใบไม้ที่ร่วงหล่นตามธรรมชาติมาคัดเลือกและจำหน่ายให้กับทางกลุ่ม เพื่อสร้างรายได้เสริมจากทรัพยากรที่มีอยู่รอบตัว
คุณทวีศักดิ์ยังมีแนวคิดที่จะส่งเสริมให้คนในชุมชน รวมถึงนักเรียนและนักศึกษา ได้เรียนรู้วิธีการเก็บรวบรวมและคัดเลือกใบไม้ให้ตรงตามความต้องการของผู้ผลิต เพื่อให้สามารถนำมาจำหน่ายและสร้างรายได้ในช่วงเวลาว่างได้ อีกทั้งยังมีแผนขยายเครือข่ายรับซื้อวัตถุดิบและถ่ายทอดองค์ความรู้เกี่ยวกับการแปรรูปวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตรไปยังชุมชนในพื้นที่อื่นๆ เพิ่มเติม
เพราะเป้าหมายสำคัญไม่ได้อยู่ที่การนำใบไม้มาแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์เพื่อจำหน่ายเท่านั้น แต่ยังต้องการให้คนในชุมชนมองเห็นคุณค่าของทรัพยากรธรรมชาติที่มีอยู่ และรู้จักนำมาใช้ประโยชน์อย่างเหมาะสม แทนการปล่อยทิ้งให้กลายเป็นวัสดุเหลือใช้ที่ไร้มูลค่า
จากใบไม้ที่เคยร่วงหล่นอยู่ตามพื้นป่า สู่ผลิตภัณฑ์ที่สามารถสร้างรายได้และขยายโอกาสทางการตลาด จึงเป็นอีกหนึ่งตัวอย่างที่แสดงให้เห็นว่า แม้วัสดุธรรมชาติจะดูเป็นสิ่งธรรมดาที่หลายคนมองข้าม แต่หากรู้จักนำมาพัฒนาและเพิ่มมูลค่าอย่างสร้างสรรค์ ก็สามารถเปลี่ยนเป็นสินค้า สร้างอาชีพ และกระจายรายได้กลับคืนสู่ชุมชนได้

เปลี่ยนใบไม้เป็นรายได้ ช่วยชุมชนดูแลป่า ผู้ประกอบการเผยการเผาลดลงกว่า 95%
นอกจากการสร้างรายได้จากการจำหน่ายผลิตภัณฑ์แล้ว อีกหนึ่งเป้าหมายสำคัญของคุณทวีศักดิ์ คือการส่งเสริมให้ชาวบ้านในพื้นที่มองเห็นคุณค่าของทรัพยากรธรรมชาติ และเข้ามามีส่วนร่วมในการดูแลรักษาป่า
คุณทวีศักดิ์อธิบายว่า เมื่อชาวบ้านสามารถนำใบไม้ที่ร่วงหล่นมาจำหน่ายเพื่อสร้างรายได้ได้ ก็จะเริ่มมองเห็นว่าทรัพยากรธรรมชาติเหล่านี้มีคุณค่ามากกว่าการเป็นเพียงเศษวัสดุที่ถูกทิ้งไว้ โดยเฉพาะชุมชนที่อยู่ใกล้พื้นที่ป่า เช่น บริเวณใกล้มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงใหม่ ศูนย์แม่ริม ซึ่งคุณทวีศักดิ์ระบุว่ามีพื้นที่ป่าประมาณ 6,500 ไร่ ถือเป็นพื้นที่ที่มีโอกาสนำทรัพยากรธรรมชาติมาใช้ประโยชน์อย่างเหมาะสม และสามารถสร้างรายได้ให้กับคนในชุมชนได้
เมื่อชาวบ้านเริ่มเห็นความสำคัญของใบไม้และทรัพยากรในพื้นที่ ก็เกิดแรงจูงใจในการช่วยกันดูแลรักษาป่า หากพบเห็นบุคคลเข้าไปทำลายป่า ก็สามารถแจ้งผู้ใหญ่บ้าน กำนัน หรือผู้นำชุมชนให้เข้ามาตรวจสอบได้
คุณทวีศักดิ์กล่าวว่า จากการดำเนินงานที่ผ่านมา การเผาป่าในพื้นที่หมู่บ้านลดลงมากกว่า 95% ซึ่งเป็นผลลัพธ์ที่เขามองว่าเกิดจากการที่คนในชุมชนเริ่มเห็นคุณค่าของทรัพยากรและมีส่วนร่วมในการดูแลรักษาพื้นที่ป่ามากขึ้น ทั้งนี้ ตัวเลขดังกล่าวเป็นข้อมูลจากการให้สัมภาษณ์ของผู้ประกอบการ ซึ่งยังไม่มีรายละเอียดวิธีการเก็บข้อมูลหรือผลการประเมินจากหน่วยงานภายนอกประกอบ
นอกจากนี้ ทางกลุ่มยังมีแนวคิดที่จะส่งเสริมให้นักเรียนและนักศึกษาเข้ามามีส่วนร่วม โดยเฉพาะการใช้เวลาว่างเก็บรวบรวมใบไม้ที่อยู่ในบริเวณชุมชนหรือพื้นที่ใกล้หอพักมาจำหน่าย ซึ่งเป็นอีกหนึ่งแนวทางในการสร้างรายได้เสริม พร้อมปลูกฝังให้เยาวชนเห็นคุณค่าของทรัพยากรที่มีอยู่รอบตัว

จากวันที่ถูกตั้งคำถามว่า “เก็บใบไม้ไปทำอะไร” สู่ผลิตภัณฑ์ที่ได้รับความสนใจ ยอดชมหลักล้าน
กว่าจะมาถึงวันที่ผลิตภัณฑ์จานใบไม้เป็นที่รู้จักและได้รับความสนใจจากลูกค้าหลากหลายกลุ่ม เส้นทางการสร้างธุรกิจของคุณทวีศักดิ์ไม่ได้ราบรื่นตั้งแต่เริ่มต้น เพราะการนำใบไม้ที่ร่วงหล่นอยู่ตามพื้นป่ามาแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ ถือเป็นแนวคิดใหม่ที่คนในชุมชนยังไม่คุ้นเคย และหลายคนต่างตั้งคำถามว่า ใบไม้ธรรมดาเหล่านี้จะสามารถนำมาสร้างประโยชน์หรือสร้างรายได้ได้จริงหรือไม่
คุณทวีศักดิ์เล่าย้อนถึงช่วงเริ่มต้นว่า ระหว่างที่ลงมือเก็บรวบรวมใบไม้เพื่อนำมาทดลองผลิตเป็นสินค้า มักมีชาวบ้านเข้ามาสอบถามอยู่เสมอว่าเก็บใบไม้ไปทำอะไร และจะสามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้อย่างไร ซึ่งต้องใช้เวลานานถึง 2-3 ปี ในการพิสูจน์ให้คนในพื้นที่เห็นว่า วัสดุธรรมชาติที่หลายคนมองข้ามสามารถนำมาพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์ที่มีมูลค่าและสร้างรายได้ได้จริง
กระทั่งเมื่อผลิตภัณฑ์เริ่มเป็นรูปเป็นร่างและมีการประชาสัมพันธ์ผ่านช่องทางออนไลน์ ทั้ง Facebook และ TikTok ก็ทำให้จานใบไม้เริ่มเป็นที่รู้จักในวงกว้างมากขึ้น จากเดิมที่มีเพียงคนในชุมชนให้ความสนใจ กลับเริ่มมีผู้คนจากต่างพื้นที่เข้ามาติดตามและสอบถามเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์อย่างต่อเนื่อง
สิ่งที่สร้างความประหลาดใจให้กับคุณทวีศักดิ์ไม่น้อย คือคลิปวิดีโอเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์จานใบไม้บางคลิปบน TikTok มียอดเข้าชมสูงถึง 3-4 ล้านครั้ง ซึ่งเป็นกระแสตอบรับที่เจ้าตัวไม่เคยคาดคิดมาก่อน และสะท้อนให้เห็นว่าผลิตภัณฑ์จากวัสดุธรรมชาติที่ดูเรียบง่าย ก็สามารถสร้างความสนใจให้กับผู้บริโภคได้เช่นกัน

จากวันที่เคยถูกตั้งคำถามว่าเก็บใบไม้ไปทำอะไร วันนี้คุณทวีศักดิ์สามารถพิสูจน์ให้เห็นแล้วว่า ใบไม้ที่เคยถูกมองว่าไร้ค่า หากนำมาศึกษาและพัฒนาอย่างเหมาะสม ก็สามารถต่อยอดเป็นผลิตภัณฑ์ที่มีตลาดรองรับ พร้อมสร้างโอกาสในการประกอบอาชีพให้กับคนในชุมชนได้
เรื่องราวของแบรนด์ “ใบไม้ – ในสวน Nai Suan” จึงเป็นอีกหนึ่งตัวอย่างของการนำวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตรมาสร้างมูลค่าเพิ่ม โดยไม่จำเป็นต้องเริ่มต้นจากวัตถุดิบราคาแพง แต่เริ่มจากการมองเห็นศักยภาพของทรัพยากรที่มีอยู่รอบตัว ก่อนนำมาศึกษา ทดลอง และพัฒนาให้เกิดประโยชน์สูงสุด จากต้นข้าวโพดที่เคยถูกเผาทิ้ง สู่ใบตองตึงที่นำมาแปรรูปเป็นจานใบไม้ ไม่เพียงช่วยเพิ่มมูลค่าให้วัสดุธรรมชาติ แต่ยังเป็นอีกหนึ่งแนวทางในการสร้างรายได้ กระจายโอกาสทางอาชีพสู่ชุมชน และส่งเสริมให้คนในท้องถิ่นเห็นความสำคัญของการใช้ทรัพยากรอย่างรู้คุณค่า ควบคู่ไปกับการดูแลรักษาพื้นที่ป่า
เพราะบางครั้งโอกาสในการสร้างอาชีพอาจไม่ได้เริ่มต้นจากการลงทุนด้วยเงินจำนวนมาก แต่อาจเริ่มจากสิ่งเล็กๆ ที่มีอยู่ใกล้ตัว เพียงรู้จักมองเห็นคุณค่าและนำมาต่อยอดอย่างสร้างสรรค์ ก็สามารถเปลี่ยนวัสดุที่เคยถูกมองข้ามให้กลายเป็นสินค้าที่สร้างรายได้ และเป็นจุดเริ่มต้นของการพัฒนาชุมชนได้อย่างยั่งยืน
สำหรับผู้ที่สนใจผลิตภัณฑ์จานใบไม้ หรือต้องการสอบถามรายละเอียดเกี่ยวกับการรับซื้อวัตถุดิบ สามารถติดต่อได้ทาง Facebook : ใบไม้ – ในสวน Nai Suan
