Featured พืชทำเงิน

ปลูกให้ดี ขายให้เป็น! “ไร่แดงสะอาด” ปลูกมันหวานญี่ปุ่น 10 สายพันธุ์ ใช้ไลฟ์สดปั้นตลาดออนไลน์ ขายตรงถึงลูกค้า

กระแสอาหารเพื่อสุขภาพและความนิยมในวัตถุดิบคุณภาพ เปิดโอกาสให้พืชเกษตรหลายชนิดกลายเป็นสินค้าที่มีมูลค่าเพิ่มขึ้น หนึ่งในนั้นคือ “มันหวานญี่ปุ่น” พืชหัวที่โดดเด่นด้วยรสหวานตามธรรมชาติ เนื้อสัมผัสหลากหลาย และสามารถนำไปประกอบอาหารได้หลายรูปแบบ แต่การทำเกษตรให้ประสบความสำเร็จในตลาดปัจจุบัน ไม่ได้ขึ้นอยู่กับการปลูกให้ได้ผลผลิตเพียงอย่างเดียว เกษตรกรยังต้องเข้าใจลักษณะสินค้า รักษาคุณภาพหลังเก็บเกี่ยว และเลือกช่องทางจำหน่ายที่เข้าถึงผู้บริโภค โดยเฉพาะตลาดออนไลน์ที่เปิดโอกาสให้ผู้ผลิตนำเสนอสินค้าและสร้างความเชื่อมั่นกับลูกค้าได้ด้วยตนเอง

หนึ่งในตัวอย่างของเกษตรกรที่นำช่องทางออนไลน์มาเป็นหัวใจของการจำหน่าย คือ คุณพี-พีรพงศ์ แดงสะอาด เกษตรกรผู้ปลูกมันหวานญี่ปุ่นในอำเภอบ้านคา จังหวัดราชบุรี ที่เริ่มต้นจากความสนใจในรสชาติของมันหวานญี่ปุ่น ก่อนต่อยอดไปสู่การศึกษาวิธีปลูก ทดลองขยายพันธุ์ และรวบรวมสายพันธุ์จากต่างประเทศ จนพัฒนาสวนให้มีมันหวานญี่ปุ่นมากถึง 10 สายพันธุ์ พร้อมวางระบบการผลิตและการจำหน่ายที่เชื่อมโยงกันตั้งแต่แปลงปลูกไปจนถึงมือผู้บริโภค

จุดเริ่มต้นสวนมันหวานญี่ปุ่น

จากหัวมันที่ซื้อกิน สู่การเพาะพันธุ์ปลูกขาย

"Advertiser"

คุณพี เล่าให้ฟังว่า จุดเริ่มต้นไม่ได้มาจากการเป็นเกษตรกรผู้เชี่ยวชาญมันหวานญี่ปุ่น แต่เกิดจากความชื่นชอบในตัวสินค้าและความต้องการเรียนรู้ว่า มันหวานที่มีรสชาติและเนื้อสัมผัสแตกต่างจากมันเทศทั่วไปนั้น สามารถปลูกได้อย่างไรในประเทศไทย

คุณพีเริ่มค้นคว้าข้อมูลจากเว็บไซต์ต่างประเทศ โดยเฉพาะแหล่งข้อมูลภาษาญี่ปุ่น ก่อนนำมาแปลและศึกษาวิธีการผลิต จนพบว่าการขยายพันธุ์มันหวานญี่ปุ่นมีวิธีที่น่าสนใจ คือการนำหัวมันมาเพาะให้เกิดยอด แล้วนำยอดที่ได้ไปใช้เป็นต้นพันธุ์สำหรับปลูกต่อ

“ผมไปศึกษาตามเว็บไซต์ภาษาญี่ปุ่น แล้วนำมาแปลดูว่าเขาปลูกกันอย่างไร พอรู้ว่ามันหวานญี่ปุ่นใช้หัวเพาะให้เกิดยอดได้ ก็ลองนำหัวที่ซื้อมา ซึ่งยังไม่ผ่านการอบหรือเผามาเพาะดู จนได้ยอดออกมา แล้วส่งยอดพันธุ์ให้พ่อปลูก ตอนนั้นเริ่มทดลองไว้ประมาณ 10 สายพันธุ์”

การเริ่มต้นจากการทดลองทำให้คุณพีได้เรียนรู้ทั้งลักษณะประจำพันธุ์ วิธีขยายพันธุ์ และความแตกต่างของผลผลิต ก่อนพัฒนาสู่การปลูกเพื่อจำหน่ายอย่างจริงจัง โดยปัจจุบันสวนมีมันหวานญี่ปุ่น 10 สายพันธุ์ แต่จะเน้นสายพันธุ์ที่มีตลาดรองรับและสามารถวางแผนการผลิตได้เป็นหลัก

เลือกพันธุ์ให้ตรงตลาด!

เปิดจุดเด่นหลากสี หลายรสชาติ

คุณพี เล่าต่ออีกว่า มันหวานญี่ปุ่นแต่ละสายพันธุ์มีจุดเด่นแตกต่างกัน ทั้งสีของเนื้อ ความหวาน และเนื้อสัมผัส ซึ่งถือเป็นปัจจัยสำคัญต่อการเลือกซื้อของลูกค้า คุณจึงไม่ได้มองการปลูกเป็นเพียงการผลิตหัวมันให้ได้ปริมาณมาก แต่ให้ความสำคัญกับการเลือกสายพันธุ์ให้ตรงกับความต้องการของตลาดด้วย

สายพันธุ์ที่คุณพีปลูกอยู่มีทั้งซิลก์สวีต (Silk Sweet) เบนิฮารุกะ (Beni Haruka) โอกินาว่าสีส้ม โอกินาว่าสีม่วง และอันโนะอิโมะ (Anno Imo) โดยเบนิฮารุกะเป็นสายพันธุ์ที่ผู้บริโภคชาวไทยรู้จักค่อนข้างมาก ขณะที่ซิลก์สวีตเป็นอีกสายพันธุ์ที่มีผู้ปลูกไม่มากนัก ส่วนโอกินาว่าสีส้มและสีม่วงช่วยเพิ่มทางเลือกให้กับลูกค้าที่ต้องการมันหวานที่มีสีสันแตกต่างกัน

“การมีหลายสายพันธุ์ช่วยให้สวน สามารถนำเสนอสินค้าได้หลายระดับราคา และตอบโจทย์ผู้บริโภคที่มีความชอบต่างกัน การเลือกปลูกต้องพิจารณาความเหมาะสมของพื้นที่ ระยะเวลาเก็บเกี่ยว และความต้องการของตลาดควบคู่กัน เพราะแม้จะเป็นพืชชนิดเดียวกัน แต่ละสายพันธุ์ก็มีข้อจำกัดด้านการผลิตไม่เหมือนกัน”

วางจังหวะเก็บเกี่ยวให้เหมาะ

ให้ผลผลิตสูงสุด 2 ตันต่อไร่

อีกหนึ่งปัจจัยที่ส่งผลต่อคุณภาพและปริมาณผลผลิต คือการกำหนดช่วงเก็บเกี่ยวให้เหมาะสม คุณพี บอกว่า โดยทั่วไปมันหวานญี่ปุ่นใช้เวลาปลูกประมาณ 3-4 เดือน ขึ้นอยู่กับสายพันธุ์และสภาพแวดล้อม การสังเกตการเจริญเติบโตของต้น จึงมีความสำคัญไม่แพ้การนับจำนวนวันหลังปลูก

ในช่วงที่สภาพอากาศไม่เอื้ออำนวย เช่น อากาศเย็นลง การเจริญเติบโตของเถาและการสะสมอาหารในหัวอาจช้ากว่าปกติ จึงต้องตรวจสอบการพัฒนาของหัวก่อนตัดสินใจเก็บเกี่ยว หากขุดตรวจแล้วยังพบว่าหัวมีขนาดเล็ก ก็สามารถปรับระยะเวลาเก็บเกี่ยวออกไปได้ตามความเหมาะสม

“บางสายพันธุ์ใช้เวลาประมาณ 3 เดือน บางสายพันธุ์อาจต้องใช้ 4 เดือน แต่ต้องดูสภาพอากาศด้วย อย่างช่วงใกล้หน้าหนาว ยอดจะเดินช้าลง แม้จะปลูกครบ 3 เดือนแล้ว แต่ถ้าลองขุดดูแล้วยังพบว่าหัวมีขนาดเล็ก ก็สามารถยืดเวลาออกไปได้ โดยเฉลี่ยทั่วไปจะอยู่ที่ประมาณ 3 เดือน”

สำหรับผลผลิตต่อพื้นที่ คุณพี ระบุว่า โดยเฉลี่ยมันหวานญี่ปุ่นให้ผลผลิตประมาณ 1.5 ตันต่อไร่ หากสภาพการผลิตดีสามารถขึ้นไปได้ประมาณ 2 ตัน ซึ่งผลผลิตจากสวนแบ่งเป็นสินค้าเกรด A ประมาณ 80 เปอร์เซ็นต์ และสินค้าตกเกรดประมาณ 20 เปอร์เซ็นต์ สัดส่วนดังกล่าวสะท้อนให้เห็นว่า การบริหารจัดการหลังเก็บเกี่ยวมีความสำคัญ เพราะผลผลิตไม่ได้มีคุณภาพหรือขนาดเท่ากันทั้งหมด แต่สามารถวางแผนจำหน่ายให้เกิดมูลค่าได้ตามลักษณะของสินค้าแต่ละเกรด

ไลฟ์สดขายโชว์สินค้าจริงทุกล็อต

สร้างความเชื่อมั่นลูกค้าออนไลน์

สิ่งที่ทำให้สวนของพีมีความน่าสนใจ คือการเลือกใช้ตลาดออนไลน์เป็นช่องทางจำหน่ายหลัก โดยเริ่มต้นจากการขายตรงถึงผู้บริโภค 100 เปอร์เซ็นต์ ก่อนขยายกำลังการผลิตและเพิ่มเครือข่ายลูกสวน ทำให้ปัจจุบันมีการจำหน่ายทั้งปลีกและส่งควบคู่กัน

รูปแบบการจำหน่ายไม่ได้จำกัดอยู่เพียงการโพสต์ภาพสินค้าและแจ้งราคา แต่ใช้การไลฟ์สดเป็นเครื่องมือสื่อสารกับลูกค้า เพื่อให้เห็นลักษณะของมันหวานในแต่ละรอบการผลิตอย่างใกล้ชิด ตั้งแต่สีของเนื้อ ขนาดหัว ไปจนถึงความแตกต่างของสินค้าแต่ละล็อต ซึ่งช่วยให้ผู้ซื้อมีข้อมูลประกอบการตัดสินใจมากกว่าการเห็นภาพถ่ายเพียงอย่างเดียว

“ผมไม่ได้ยิงโฆษณา แต่ใช้การไลฟ์สดเป็นงานหลัก เพราะมันหวานเป็นสินค้าเกษตร ไม่ได้เหมือนกันทุกเดือนหรือทุกล็อต แต่ละรอบมีจุดเด่นและข้อจำกัดต่างกัน เราจึงต้องโชว์ให้ลูกค้าเห็นสินค้าจริงในทุกล็อต เพื่อให้เขาตัดสินใจจากข้อมูลที่เห็น”

คุณพี บอกว่า แนวทางนี้เป็นการใช้จุดแข็งของตลาดออนไลน์ให้เกิดประโยชน์ เพราะผู้ผลิตสามารถสื่อสารกับลูกค้าได้โดยตรง อธิบายรายละเอียดสินค้า ตอบข้อสงสัย และสร้างความสัมพันธ์กับผู้ซื้ออย่างต่อเนื่อง ขณะเดียวกัน การนำเสนอสินค้าตามล็อตยังช่วยลดช่องว่างระหว่างความคาดหวังของลูกค้ากับสินค้าที่ได้รับจริง

ราคามันหวานญี่ปุ่น 100-250 บาท/กก.

ชูจุดเด่นสายพันธุ์ เจาะตลาดหลายกลุ่ม

สำหรับราคาจำหน่าย มันหวานญี่ปุ่นของสวนมีความแตกต่างตามสายพันธุ์และลักษณะสินค้า โดยสายพันธุ์สีเหลืองอย่างซิลก์สวีตและเบนิฮารุกะ มีราคาจำหน่ายเฉลี่ยประมาณ 250 บาทต่อกิโลกรัม ส่วนอันโนะอิโมะอยู่ที่ประมาณ 180 บาทต่อกิโลกรัม ขณะที่โอกินาว่าสีส้มและสีม่วงอยู่ที่ประมาณ 100 บาทต่อกิโลกรัม

คุณพี บอกว่า ความแตกต่างด้านราคาทำให้เห็นว่า ตลาดมันหวานญี่ปุ่นไม่ได้มีสินค้าเพียงระดับเดียว แต่มีทั้งกลุ่มที่ต้องการรสชาติและเนื้อสัมผัสเฉพาะ รวมถึงกลุ่มผู้บริโภคที่ต้องการสินค้าราคาจับต้องได้ การมีหลายสายพันธุ์และการแบ่งเกรด จึงช่วยให้สามารถบริหารสินค้าให้สอดคล้องกับกำลังซื้อของตลาดแต่ละกลุ่ม

ท้ายที่สุด การปลูกมันหวานญี่ปุ่นให้เป็นอาชีพที่สร้างรายได้อย่างต่อเนื่อง ไม่ได้จบลงเมื่อเก็บหัวมันขึ้นจากดิน แต่ต้องเริ่มคิดตั้งแต่ก่อนลงปลูกว่าจะผลิตอะไร ให้ใครซื้อ และจะทำอย่างไรให้ลูกค้ากลับมาซื้อซ้ำ เพราะในวันที่ผู้บริโภคมีทางเลือกมากขึ้น เกษตรกรที่เข้าใจทั้งการผลิตและการตลาด ย่อมมีโอกาสพัฒนาสินค้าเกษตรของตนเองให้เติบโตได้อย่างมั่นคง

หากต้องการข้อมูลเพิ่มเติม ติดต่อสอบถามได้ที่ เพจ : ไร่แดงสะอาด อาณาจักรมันหวานญี่ปุ่น

ผู้เขียน : สุรเดช สดคมขำ

Related Posts