แปรรูปสินค้าเกษตร
โดยทั่วไป “ลูกตาลสุก” ไม่ค่อยมีใครนำมาใช้ประโยชน์ ส่วนใหญ่จะปล่อยให้สุกคาต้น และหล่นเน่าเสียไป แม้ชาวบ้านหลายรายจะพยายามใช้ประโยชน์จากลูกตาลสุก โดยนำลูกตาลสุกมายีเอาเนื้อออกเพื่อใช้ทำขนมตาล แต่สามารถทำได้บางฤดูกาลเท่านั้น และการเตรียมเนื้อลูกตาลสุกมีขั้นตอนที่ยุ่งยาก ต้องใช้เวลามาก ที่สำคัญไม่สามารถเก็บเนื้อลูกตาลสุกไว้ได้นาน ผศ.ชไมพร เพ็งมาก อาจารย์ประจำคณะอุตสาหกรรมเกษตร มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลศรีวิชัย วิทยาเขตนครศรีธรรมราช ทุ่งใหญ่ เล็งเห็นว่า ตาลโตนดที่มีมากในภาคใต้ โดยเฉพาะลูกตาลสุกที่ส่วนใหญ่หลายๆ คนอาจมองข้ามไป สามารถนำมาใช้ประโยชน์อะไรได้มากมายที่สำคัญ ลูกตาลสุกมีคุณค่าทางสารอาหารมากมายเพราะเนื้อตาลสุกมีเบต้าแคโรทีนเกือบเท่ากับแคร์รอต จึงได้ทดลองนำลูกตาลสุกนำมาแปรรูปเป็น “ผงแป้งตาลโตนด” การนำเนื้อลูกตาลสุกมาทำให้แห้งเป็นผง เพื่อยืดอายุการใช้งานได้นานขึ้น แป้งตาลโตนดแบบผง สามารถใช้เป็นส่วนผสมของขนมไทยได้หลากหลายชนิด เช่น ขนมชั้น ขนมถ้วย ขนมปุ้ยฝ้าย ฯลฯ รับประกันรสชาติดีเยี่ยม หอมหวาน ปลอดภัย เพราะเป็นแป้งที่สกัดมาจากธรรมชาติ 100 เปอร์เซ็นต์ วิธีทำแป้งตาลโตนด เริ่มจากนำลูกตาล
ในวันที่เรื่องของสุขภาพกลายเป็นหนึ่งในปัจจัยสำคัญ ที่กำหนดพฤติกรรมการกินของผู้บริโภค ข้าวซึ่งเป็นอาหารหลักของคนไทย จึงไม่ได้ถูกมองเพียงในฐานะอาหาร ที่ทำให้อิ่มท้องอีกต่อไป แต่กำลังถูกตั้งคำถามว่า จะเลือกข้าวอย่างไรให้เหมาะกับร่างกาย และจะนำข้าวที่มีอยู่มาต่อยอดให้เกิดประโยชน์ ได้มากกว่าการหุงทานในแต่ละมื้อ หนึ่งในพันธุ์ข้าวที่ได้รับความสนใจในกลุ่มผู้บริโภคใส่ใจสุขภาพคือ ข้าว กข43 (RD43) ซึ่งมีคุณสมบัติด้านค่าดัชนีน้ำตาล ที่แตกต่างจากข้าวขาวทั่วไป จึงถูกนำมาพัฒนาเป็นทางเลือกสำหรับผู้ที่ต้องการดูแลเรื่องการบริโภคคาร์โบไฮเดรต ขณะเดียวกัน ความน่าสนใจไม่ได้หยุดอยู่ที่การนำข้าวไปหุงรับประทาน เพราะเมื่อนำแนวคิดเรื่องสุขภาพมาผสานเข้ากับการแปรรูป กข43 ยังสามารถเดินทางต่อจาก “เมล็ดข้าว” ไปสู่ผลิตภัณฑ์รูปแบบใหม่ได้อีกหลายทาง ผู้ที่มองเห็นโอกาสดังกล่าวคือ อาจารย์ปิ่น – รศ.ดร.ปิ่นมณี ขวัญเมือง ภาควิชาครุศาสตร์เกษตร คณะครุศาสตร์อุตสาหกรรมและเทคโนโลยี สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง ได้นำข้าว กข43 โดยเฉพาะส่วนที่เป็น “ข้าวหัก” มาศึกษาและพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์อาหารเพื่อสุขภาพ ทั้งในรู
เมื่อวันที่ 7 ตุลาคม 2569 ศ.ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ได้เป็นประธานในพิธีส่งมอบ “7 นวัตกรรมไทยสู้ภัยน้ำท่วม” แบบครบวงจร ภายใต้การบริหารงานของ สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) และสถาบันอุดมศึกษาต่างๆ ครอบคลุมทุกมิติ ตั้งแต่การแจ้งเตือนภัยล่วงหน้า การกู้ชีพเร่งด่วน ไปจนถึงการฟื้นฟูเยียวยาหลังน้ำลด เพื่อช่วยเหลือและดูแลประชาชนผู้ประสบภัยน้ำท่วมไม่ต่ำกว่า 23,000–25,000 ครัวเรือนทั่วประเทศ ชุดยังชีพสำหรับแมวในภาวะน้ำท่วม สำหรับนวัตกรรมใหม่ที่เพิ่งเปิดตัวครั้งแรกในวันนี้คือ ชุดยังชีพสำหรับแมวในภาวะน้ำท่วม ใช้งานได้ 7-14 วัน มี 2 รูปแบบ คือ Gatti Bagและ Gatti Box น้ำหนักรวมเพียง 3-4 กิโลกรัม พกพาง่าย บรรจุภัณฑ์ย่อยสลายได้เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ประกอบด้วย อาหารแมวสูตรโภชนาการสูง ทรายแมวรักษ์โลกผลิตจากมันสำปะหลัง น้ำดื่ม และคอกพับได้ จำนวน 1 พันชุด ซึ่งเป็นผลงานของทีมนักวิจัยจากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ดร.ลัญจกร อมรกิจบำรุง ภาควิชาเคมี คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ซึ่งเป็นหัวหน้า
หมดปัญหาเรื่องกลิ่นเท้าและรองเท้าอับชื้นที่ทำลายความมั่นใจ ด้วยผลงานวิจัยสุดล้ำ ภายใต้ “โครงการการวิจัยและพัฒนานวัตกรรมการผลิตสารหอมระเหยคุณภาพสูงและผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพ” โดย นางสาวอุบล ฤกษ์อ่ำ ผู้เชี่ยวชาญวิจัย ศูนย์เชี่ยวชาญนวัตกรรมผลิตภัณฑ์สมุนไพร สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย (วว.) กระทรวงการอุดมศึกษาวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ที่ได้ยกระดับสมุนไพรไทยสู่นวัตกรรมสเปรย์ดับกลิ่นรองเท้ารูปแบบใหม่ ผสานพลังธรรมชาติเข้ากับเทคโนโลยีสารหอมระเหยเพื่อดูแลสุขภาพเท้าแบบครบวงจร เจาะลึกพลังสมุนไพรและจุดเด่นนวัตกรรม นวัตกรรมนี้ช่วยเปลี่ยนกลิ่นอับให้เป็นกลิ่นหอมสะอาดสดชื่น พร้อมช่วยยกระดับพืชสมุนไพรท้องถิ่นของไทยให้มีมูลค่าสูงขึ้น ถือเป็นผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพยุคใหม่ที่ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ผู้รักสุขภาพ เสริมสร้างความมั่นใจในทุกการเคลื่อนไหว และช่วยปกป้องสุขภาพเท้าจากเชื้อโรคอย่างปลอดภัยและยั่งยืน สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมและรับบริการเพิ่มมูลค่าผลผลิตและพัฒนาผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพจาก วว. ติดต่อได้ที่ call center โทร. 02-577-9000 หรือที่ระบบบริการลูกค้า “วว JUMP”
เทคนิคเกษตร
สวนลุงทิด (เพาะความสุข) ก่อตั้งโดย คุณอาทิตย์ แสงโลกีย์ เกษตรกรรุ่นใหม่ (Smart Farmer) ที่ดำเนินกิจกรรมในรูปแบบเศรษฐกิจหมุนเวียน (BCG) โดยใช้ฐานทรัพยากรท้องถิ่นที่มีความหลากหลายมาใช้ร่วมกันในลักษณะการทำการเกษตรแบบผสมผสานบนเนื้อที่ 7 ไร่ ในพื้นที่หมู่ที่ 2 บ้านห้วยเสือเต้น ตำบลน้ำพอง อำเภอน้ำพอง จังหวัดขอนแก่น โทร. 081-263-2638 ปัจจุบันสวนลุงทิด (เพาะความสุข) ปลูกพืชผักหลายชนิด เช่น ไผ่บงหวานพันธุ์เพชรน้ำผึ้ง ดอกกระเจียวหวาน ผักหวานป่า มะเดื่อฝรั่ง กล้วย ผักสลัด องุ่น มะม่วง เลี้ยงปูนา เลี้ยงกบ และเป็นแกนนำส่งเสริมการเลี้ยงไก่ไข่พื้นเมืองพันธุ์ไก่แดงดอกคูณ ที่รู้จักกันดีในชื่อกลุ่ม “ไข่นัว บ้านเสือ” การทำเกษตรหลากหลายรูปแบบ ทำให้คุณอาทิตย์สามารถสร้างรายได้เป็นรายวัน รายเดือน รายปี ผลผลิตของสวนลุงทิดเพาะความสุข ได้รับการรับรองแหล่งผลิตอินทรีย์ (Organic Thailand) จากกรมวิชาการเกษตร และมาตรฐาน GAP จากการทำเกษตรอินทรีย์ตามหลัก BCG Model มีการปลูกผักยกแคร่เพื่อป้องกันความเสี่ยงจากภัยธรรมชาติและศัตรูพืช มีการนำผลผลิตกล้วยมาแปรรูปเป็นกล้วยตากพลังงานแสงอาทิตย์ และนำหญ้าหวานมาแปรรูปเพื่อสร้างมูล
แมลงขึ้นชื่อว่าเป็นแหล่งโปรตีนที่ดีและกำลังได้รับความนิยม แม้แต่สัตว์เลี้ยงเองแหล่งโปรตีนจากแมลงถือว่ามีความสำคัญไม่แพ้กัน เพราะช่วยให้สัตว์เลี้ยงโดยเฉพาะสัตว์ Exotic โตไวมีความแข็งแรงเมื่อได้กินอาหารจากแหล่งโปรตีนสูง “แมลงสาบดูเบีย” เป็นอีกหนึ่งแหล่งโปรตีนในสัตว์เลี้ยง ซึ่งแมลงสาบสายพันธุ์นี้มาจากต่างประเทศ มีถิ่นกำเนิดจากทวีปอเมริกากลางจนถึงอเมริกาใต้ และเป็นที่รู้จักในประเทศไทยหลายปีมาแล้ว ซึ่งปัจจุบันกำลังได้รับความนิยมมากขึ้น เพราะแมลงสาบสายพันธุ์นี้นำมาเป็นอาหารให้กับสัตว์ได้หลายชนิด โดยเฉพาะสัตว์เลี้ยงสวยงาม สัตว์แปลก สัตว์หายากที่นิยมกินแมลงสาบดูเบีย คุณจ๋า-ภัทราวดี เบ้าจันทึก เล็งเห็นช่องทางการทำตลาดจากแมลงสาบดูเบีย ซึ่งสมัยก่อนนั้นซื้อมาให้สัตว์เลี้ยงกินเพียงแต่อย่างเดียว แต่ใครจะคิดว่าสัตว์เหล่านี้จะสามารถขยายพันธุ์ออกมาเรื่อยๆ จนเวลานี้บ้านของคุณจ๋าแม้มีพื้นที่น้อย แต่สามารถเป็นแหล่งเพาะแมลงสาบดูเบียส่งขายได้อย่างเป็นกอบเป็นกำเลยทีเดียว จากความกลัว สู่อาชีพเพาะพันธุ์ จนสามารถสร้างรายได้เป็นอาชีพ คุณจ๋า เล่าให้ฟังว่า เริ่มแรกเดิมทีไม่ได้คิดว่าแมลงสาบดูเบียจะมาเป็นสัตว์เ
“น้ำ” นับเป็นปัจจัยสำคัญในการทำการเกษตร แปลงนาที่อยู่นอกเขตชลประทานมักขุดเจาะน้ำบาดาลระดับตื้นมาใช้ทำนาในฤดูนาปรัง แต่มีสนิมในน้ำบาดาลติดมาด้วย ทำให้ต้นข้าวไม่กินปุ๋ย ได้ผลผลิตต่ำ ซึ่ง “ฮั้วเฮงหลีฟาร์ม” ในพื้นที่อำเภอเมือง จังหวัดกำแพงเพชร ก็ประสบปัญหาดังกล่าว จึงปฏิวัติระบบน้ำใหม่ด้วยวิธีบำบัดง่ายๆ เปลี่ยนน้ำสนิมให้ตกตะกอนก่อนเข้าแปลงนา โดยใช้วิธีกลเติมอากาศ Aerator ทำให้รากข้าวกลับมาดูดซึมปุ๋ยได้เต็มประสิทธิภาพผลผลิตพุ่งเต็มร้อย พิษสนิมเหล็ก…ในนาข้าว คุณสุภชัย ปิติวุฒิ กรรมการบริหารคูโบต้ากำแพงเพชร (ฮั้วเฮงหลี) จังหวัดกำแพงเพชร และเป็นผู้ก่อตั้งเพจชาวนาวันหยุด กล่าวว่า นาแปลงนี้ ผู้เช่าเดิมขุดบ่อตอก สูบน้ำบาดาลระดับตื้นโดยตรง หลังเรารับช่วงต่อ ใช้องค์ความรู้เปียกสลับแห้งแกล้งข้าวควรได้ผลผลิตเพิ่มขึ้น 20% แต่ได้ผลผลิตเต็มที่แค่ไร่ละ 600-700 กิโลกรัมเท่านั้น สาเหตุที่ได้ผลผลิตต่อไร่น้อย เกิดจากการสูบน้ำบาดาลปล่อยตรงลงนา ทำให้มีการตกค้างของตะกอนสนิมน้ำบาดาลในชั้นผิวดิน สังเกตเห็นชัดเจน ตอนดินในแปลงนาแห้งแตกระแหง ระยะแตกกอ และตอนไถพลิกหน้าดินหลังเก็บเกี่ยว พอมีน้ำแช่ขัง ตะกอนสนิมก็
บนโต๊ะอาหาร สำรับกับข้าววันนี้ ผักเคียงที่นิยมคู่อาหารประเภท ลาบ ยำ พร่า ก้อย น้ำพริก เพิ่มรสชาติกับข้าวเราขึ้นเยอะมาก หากจะสำรวจความนิยมและเรารู้จักกันมากคือ “สะระแหน่” เชื่อว่าหลายบ้านคงมีปลูกไว้ ใส่กระบะ กระถาง อ่าง ปี๊บ ลงแปลงดิน เป็นผักเครื่องเทศ และสมุนไพรชั้นยอด ที่ทุกบ้านไม่ควรละเลยที่จะมีปลูกไว้ ถึงแม้อาจจะดูแลยากไปนิด แต่ถ้ารู้วิธีดูแลรักษา วิธีปลูก ก็จะเป็นเรื่องง่ายๆ สำหรับทุกคน เคยมีหลายคนที่ได้สัมผัสรู้จักกับสรรพคุณของสะระแหน่กันมาแล้ว ช่วงเข้าสู่ฤดูกาล ปลายฝน ต้นหนาว มักจะเป็นหวัดคัดจมูก ได้เคี้ยวสะระแหน่สักยอดสองยอด เป็นหายใจโล่งสะดวกสบาย ไข้หวัดไม่ได้เกาะแกะแซะตามตัวเรา ไม่เคี้ยวกิน ก็เด็ดยอด ใบแช่น้ำร้อน ดื่มแทนน้ำชา เป็นน้ำยาที่ได้ผลดีเช่นกัน และบ้านเรามีคำพ้องเสียงอยู่คำหนึ่ง ไม่รู้ว่า มีความเกี่ยวพันกันอย่างไรบ้าง สมัยนี้มักจะเอามาใช้ปนกัน ว่ากันตรงๆ คือคำว่า “สาระแน” แปลว่า สู่รู้ไม่เข้าเรื่อง หรือเสือกนั่นกระมัง “สะระแหน่” เป็นพืชล้มลุก อายุหลายปี แตกต้นกิ่งก้านสาขา เลื้อยไปตามดิน มีขนสั้นๆ นิ่มๆ ปกคลุมทุกส่วนของลำต้น ใบกลมมนรูปไข่ ขอบใบจักแบบซี่ฟัน ออกใบสลับกัน
