แปรรูปสินค้าเกษตร
อาชีพการเลี้ยงกวาง เป็นอีกหนึ่งปศุสัตว์ทางเลือกที่น่าสนใจในยุคนี้ เพราะ ทุกส่วนของกวางสามารถก่อให้เกิดประโยชน์ทางเศรษฐกิจ และสร้างรายได้ให้กับเกษตรกรที่ประกอบธุรกิจ ไม่ว่าจะเป็นการจำหน่ายเนื้อกวาง ซึ่งเป็นที่ยอมรับในเรื่องของรสชาติและคุณค่าทางโภชนาการ นอกจากนี้ยังมีหนังกวาง เขากวางอ่อน เขากวางแก่ มูลกวางและผลิตภัณฑ์แปรรูปจากกวาง ขณะเดียวกัน เกษตรกรยังสามารถเปิดฟาร์มกวางให้เป็นแหล่งท่องเที่ยว ให้นักท่องเที่ยวที่สนใจได้สัมผัสประสบการณ์ใกล้ชิดกับกวาง และซื้อผลิตภัณฑ์จากฟาร์มได้อีกทางหนึ่ง ทั้งนี้ เกษตรกรมือใหม่ที่สนใจอาชีพการเลี้ยงกวางสามารถศึกษาหาความรู้เพิ่มเติมได้จากฟาร์มกวางมหาวิทยาลัยรามคำแหง ที่มุ่งมั่นสร้างองค์ความรู้ใหม่จากการวิจัยเพื่อให้กวางเป็นสัตว์เศรษฐกิจตัวใหม่ของสังคมไทย โดยเฉพาะ “นวัตกรรมเพื่อการทำฟาร์มกวางสมัยใหม่” อย่างครบวงจร ช่วยต่อยอดองค์ความรู้เดิม และเป็นฐานรากคอยให้คำปรึกษา ช่วยเหลือ สนับสนุน และต่อยอดให้เกษตรกรเครือข่าย ได้พัฒนาประสิทธิภาพการทำฟาร์มกวาง เสริมสร้างรายได้ที่ยั่งยืน มหาวิทยาลัยรามคำแหง ได้เริ่มก่อตั้งฟาร์มกวางตั้งแต่ปี 2545 ซึ่งอยู่ในความ
วิธีการถนอมอาหารแต่ละชนชาติจะมีวิธีการที่แตกต่างกันไป ไม่ว่าจะเป็นการดอง หมัก ต้ม ตากแห้ง และมักจะถ่ายทอดให้ลูกๆ หลานๆ ในชุมชน โรงเรียนป้วยฮั้ว ถนนสายลวด ตำบลปากน้ำ อำเภอเมือง จังหวัดสมุทรปราการ ได้ถ่ายทอดวิธีการถนอมอาหารวิธีนี้ให้กับนักเรียนเช่นกัน คือ ไข่ต้มใบชา หรือภาษากวางตุ้ง เรียกว่า ฉ่าหยิบต๋าน เป็นเมนูถนอมไข่เก็บได้หลายวัน นอกจากนี้ ไข่ต้มใบชายังเป็นที่นิยมในชุมชนคนจีน ไม่ว่าจะเป็นในเกาะฮ่องกงหรือจีนแผ่นดินใหญ่ มีวางขายอยู่ทั่วไป การถนอมไข่ โดยการต้มในใบชา ใครๆ ก็ทำตามได้ ไม่ยุ่งยาก เริ่มจากจัดเตรียมส่วนผสม ประกอบด้วย ไข่ไก่ ชาผู่เอ๋อ หรือชาเขียว และเครื่องเทศ (เครื่องพะโล้) วิธีทำ ดังนี้ 1. ต้มไข่ดิบกับใบชาและเครื่องพะโล้ด้วยไฟแรงพอไข่สุก (ประมาณ 6 นาที) 2. ตักไข่ออกมาแล้วใช้ช้อนหรือด้ามมีดเคาะที่เปลือกไข่ให้เป็นรอยร้าวๆ ทั่วไข่ แต่อย่าให้เปลือกกะเทาะออกมาก 3. เอาไข่ลงไปต้มใหม่ ต้มไฟแรงจนเดือดแล้วใช้ไฟอ่อนอีก 1-3 ชั่วโมง เวลาต้มไข่ควรจะให้น้ำท่วมไข่ ให้ไข่จมลงไปในน้ำ เพื่อให้เครื่องเทศจะได้เข้าไปซึมในไข่ได้ บางครั้งจะใส่ซีอิ๊วดำลงไปก็ได้ ถ้าชอบ แต่จะทำให้กลิ่นชาหายหมดไป หรือไม
“สะตอ” ของดีจากชาวปักษ์ใต้ กินได้ทั้งยอดอ่อน ฝักอ่อน และเมล็ด นำมาปรุงอาหารได้หลากหลายเมนู สะตอมีรสชาติมัน อร่อย แม้มีกลิ่นฉุนแต่ไม่ทำให้ความนิยมในการกินสะตอลดน้อยลงเลย เพราะสะตอมีประโยชน์มากมาย อุดมด้วยวิตามิน แร่ธาตุหลายชนิด โปรตีน ไขมัน และคาร์โบไฮเดรต มีใยอาหารสูง บรรเทาอาการท้องผูก ขับลมในสำไส้ ลดน้ำตาลในเลือด ป้องกันโรคเบาหวาน บำรุงสมองและสุขภาพดวงตา สะตอมีโพแทสเซียมสูง ช่วยลดความดันโลหิต ลดความเสี่ยงโรคหลอดเลือดสมอง และโรคโลหิตจาง โดยทั่วไป ต้นสะตอจะเริ่มออกดอก ตั้งแต่เดือนเมษายนเป็นต้นไป เริ่มเก็บเกี่ยวได้ในช่วงเดือนกรกฎาคม-สิงหาคม ใช้ระยะเวลา 68-70 วัน ตลาดสำคัญในประเทศ ได้แก่ กรุงเทพฯ หาดใหญ่ (สงขลา) สุไหงโกลก (นราธิวาส) นิยมขายในรูปฝักสด ฝักสะตอมีอายุการวางตลาด ประมาณ 3-4 วัน หลังจากนั้นผิวเปลือกจะเริ่มเปลี่ยนเป็นสีดำ บริเวณเนื้อฝักที่หุ้มเมล็ดจะเริ่มสุกเปลี่ยนเป็นสีเหลืองส้มและดำในที่สุด ทำให้ราคาตก หากเก็บสะตอมาทั้งช่อ มีใบติดด้วยจะทำให้อายุการวางตลาดยาวนานไปได้อีก 2-3 วัน วิทยาลัยการอาชีพไชยา สร้างมูลค่าเพิ่ม “สะตอ” วิทยาลัยการอาชีพไชยา มีแนวคิดสร้างสรรค์นำสะตอ มาแปรรูปส
พื้นที่ยอดเขา อำเภอบ่อเกลือ อยู่ห่างจากเมืองน่าน ประมาณ 80 กิโลเมตร มีบ่อเกลือสินเธาว์ ชาวบ้านยังคงต้มเกลือด้วยวิธีแบบดั้งเดิมจะตักน้ำเกลือจากบ่อส่งผ่านมาตามลำไม้ไผ่สู่บ่อพัก ก่อนจะนำน้ำเกลือมาต้มในกระทะใบบัวขนาดใหญ่เคี่ยวจนน้ำงวดแห้ง พร้อมเติมสารไอโอดีนก่อนใส่ถุงวางขาย บ่อเกลือจะปิดช่วงเข้าพรรษาเพราะเป็นช่วงฤดูฝน ในอดีตเมืองน่านเป็นแหล่งเกลือขนาดใหญ่ ส่งเป็นสินค้าออกในภาคเหนือและแลกเปลี่ยนเป็นสินค้าที่ชุมชนอื่นไม่มี ผ่านกองคาราวานจีนฮ่อจากยูนนาน กวางสี และมณฑลอื่นๆ ในจีน โดยใช้เส้นทางผ่านมาทางสิบสองปันนา รัฐฉาน สู่เชียงราย เชียงใหม่ น่าน เมืองสา (อำเภอเวียงสา ในปัจจุบัน) กรุงสุโขทัย และแพร่ รวมทั้งพ่อค้าไทเขินจากเชียงตุง และพ่อค้าวัวต่างชาวไทลื้อจากอำเภอวังผา ในอดีตท้าวพญาในเค้าสนามหลวงได้รับส่วนแบ่งจากส่วยเกลือ นอกจากค่าธรรมเนียม และค่าปรับอื่นๆ และพระยาติโลกราชแห่งเชียงใหม่เคยยกทัพมาตีน่านมุ่งหวังครอบครองบ่อเกลือซึ่งถือเป็นยุทธปัจจัยสำคัญสมัยนั้น ปรุงแต่งเกลือเป็นสินค้าสมุนไพรความงาม ขึ้นชื่อว่า เกลือ ย่อมรู้ว่ามีรสเค็มและมีคุณสมบัติหลากหลาย ทั้งวงการเกษตรก็นำมาผสมเป็นปุ๋ย เสริมสวยแ
จังหวัดระยองมี “สับปะรดทองระยอง” ที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวของจังหวัดระยอง ที่ผ่านการรับรองสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (GI) จากกรมทรัพย์สินทางปัญญา แต่บางครั้งก็ประสบปัญหาสับปะรดล้นตลาด ราคาตกต่ำ เนื่องจากผลสับปะรดไม่ได้ขนาดตามที่โรงงานส่งออกกำหนด วิทยาลัยเทคนิคนิคมอุตสาหกรรมระยอง เล็งเห็นปัญหาที่เกิดขึ้น และเกิดแนวคิดอยากช่วยเหลือเกษตรกรผู้ปลูกสับปะรดในท้องถิ่น ให้มีรายได้เพิ่มจากสินค้าตกเกรดโรงงาน โดยนำมาแปรรูปสร้างมูลค่าในรูปแบบ “ถ่านสับปะรดดูดกลิ่น” ซึ่งกระบวนการแปรรูปใช้นวัตกรรมเผาไหม้ให้สับปะรดยังคงรูปร่างเดิม กลายเป็นถ่านดูดซับกลิ่น ตอบโจทย์กับสังคมยุคใหม่ที่ใส่ใจคุณภาพชีวิต ถ่านสับปะรดดูดกลิ่น มีคุณสมบัติ การใช้งานได้นานมากกว่า 1 ปี ผลิตภัณฑ์จากธรรมชาติ 100% ไม่มีน้ำหอม สารเคมี หรือสารก่อมะเร็ง เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม สามารถย่อยสลายได้เองตามธรรมชาติ ใช้ดูดซับกลิ่นได้หลากหลายสถานที่ เพื่อยืดอายุการใช้งาน ควรนำผลิตภัณฑ์ไปผึ่งแดดทุกๆ 3 เดือน โดยผลิตถ่านสับปะรดดูดกลิ่น ขนาดกลาง ขายราคา 59 บาท ขนาดใหญ่ราคา 69 บาท ผู้สนใจสามารถติดต่อสั่งซื้อได้ทาง Facebook : ศูนย์บ่มเพาะวิทยาลัยเทคนิคนิคมอุ
รู้หรือไม่ว่าการกินข้าวมีเคล็ดลับอยู่ที่ “การกินตามช่วงอายุ” ที่ควรกินให้เหมาะสม และถูกประเภทตามช่วงอายุจะทำให้เราได้รับสารอาหารที่ครบถ้วน! เคล็ดลับที่ 1 การกินข้าวช่วงวัยเด็กอายุ 6 เดือน-3 ปี ในช่วงที่เด็กเริ่มโตเข้าสู่ช่วงวัยที่เริ่มหย่านมแม่ และสามารถกินอาหารอ่อนๆ ได้ ถือว่าเป็นช่วงวัยที่ต้องการสารอาหารเข้าสู่ร่างกาย ในช่วงนี้เองที่เราอยากแนะนำให้เด็กเล็กเริ่มกินข้าวแบบบดละเอียด สายพันธุ์ข้าวแนะนำที่เหมาะกับเด็กเล็ก : ข้าวหอมมะลิ, ข้าวกล้อง แนะนำเพิ่มเติม : – ข้าวที่นำมาบดให้เด็กเล็กกินต้องเป็นข้าวที่บดละเอียด – ควรหุงข้าวให้ไม่แข็ง โดยเฉพาะข้าวกล้องหากคุณแม่อยากให้ลูกน้อยกิน แนะนำว่าให้นำข้าวไปแช่น้ำไว้ก่อนหุง เพราะข้าวจะได้นุ่มไม่แข็ง – เมื่อเด็กอายุได้ 7 เดือนขึ้นไปให้ปรับเป็นข้าวบดหยาบเพื่อฝึกการเคี้ยว และสามารถให้เด็กกินเพิ่มขึ้นได้ เคล็ดลับที่ 2 การกินข้าวในช่วงวัย 4-15 ปี เป็นช่วงวัยที่สามารถกินข้าวสวยได้แล้ว โดยไม่ต้องนำข้าวมาบดเหมือนในช่วงแรก แต่ว่ายังต้องกินข้าวที่มีความนุ่มเคี้ยวง่าย และไม่ควรแข็งเกินไป สายพันธุ์ข้าวแนะนำที่เหมาะกับเด็ก : ข้าวหอมมะล
ในแต่ละปี หน่วยงานภาครัฐ ต้องเสียงบประมาณก้อนโตเพื่อกำจัดวัชพืชบริเวณคลองส่งน้ำ โดยใช้สารเคมีกำจัดวัชพืชที่เหมาะสมกับชนิดของวัชพืชและสภาพแวดล้อม รวมทั้งใช้เครื่องจักรกลในการกำจัดวัชพืชในคลองส่งน้ำขนาดใหญ่ เพื่อให้การไหลของน้ำเป็นปกติ และลดโอกาสการเติบโตของวัชพืชวัชพืชในน้ำหรือตามริมฝั่งคลองส่งน้ำที่มีดินชื้น โดยวัชพืชรากหยั่งดิน มีใบและดอกลอยตามผิวน้ำ มีลำต้นอ่อน ใบบาง ลู่ไปตามกระแสน้ำได้ดี เช่น บัว บา ตับเต่า ขาเขียด รวมทั้งพืชลอยน้ำที่มีรากไม่หยั่งดิน เช่น จอก แหน ไข่น้ำ แหนแดง ผักตบชวา ฯลฯ วัชพืชโดยเฉพาะผักตบชวา มักเติบโตเร็วและอุดตันคลอง ทำให้การไหลของน้ำลดลง ลดปริมาณออกซิเจนในน้ำ เมื่อวัชพืชตายและเน่าเปื่อยในน้ำ จะทำให้เกิดสารอินทรีย์จำนวนมาก และแบคทีเรียจะใช้ปริมาณออกซิเจนในน้ำสูงขึ้น ทำให้ปลาและสิ่งมีชีวิตในน้ำตาย ขณะเดียวกันวัชพืชยังเป็นแหล่งที่อยู่และขยายพันธุ์ของแมลงบางชนิด ทำให้เกิดปัญหาต่อสุขภาพของคนและสัตว์ นอกจากนี้ วัชพืชน้ำเหล่านี้ยังลดประสิทธิภาพการเกษตรเพราะกีดขวางการทำนาข้าวและการเกษตรอื่นๆ ในพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบจากน้ำในคลองส่งน้ำ นำวัชพืชคลองส่งน้ำมาสร้างมูลค่
สุขภาพดีไม่มีขาย อยากได้ต้องทำเอง การลงทุนเรื่องสุขภาพสำคัญที่สุด และคุ้มค่ากว่า นอกจากยอมเหนื่อยในการออกกำลังกายแล้ว การกินอาหารเป็นยา ก็ดีกว่าการกินยาเป็นอาหาร และหากสามารถปลูกสมุนไพรไว้ใช้เองเป็นยาสามัญประจำบ้าน ก็จะช่วยลดค่าใช้จ่าย แถมไม่ต้องกังวลกับเรื่องสารพิษตกค้างของยา เมืองไทยมีพืชสมุนไพรหลายชนิดที่สามารถบำบัดอาการโรคเบื้องต้นที่พบในชีวิตประจำวันได้ดี เช่น ท้องเสีย ท้องอืด ท้องเฟ้อ ไอ เป็นต้น ซึ่งสมุนไพรไทยที่ผ่านการวิจัยตามกระบวนการทางวิทยาศาสตร์แล้วว่า มีสรรพคุณทางยาชัดเจนได้แก่ 1.ฟ้าทลายโจร รสชาติขม มีสรรพคุณแก้ไข้และเจ็บคอ หากต้องการให้รับประทานได้ง่ายขึ้นก็ต้องนำ ใบแห้งมาบดเป็นผง ผสมกับน้ำผึ้งแล้วปั้นเป็นลูกกลอน จะทำให้รับประทานได้ง่ายขึ้น 2.มะแว้งเครือ แก้อาการไอ ละลายเสมหะได้ชะงักทีเดียว หากมีอาการไอและมีเสมหะก็นำผลมะแว้งสด 3-4 ผล มาอมไว้ในปากจนกระทั่งมีรสจืดจึงคายทิ้ง 3.หอมแดง บำบัดอาการคัดจมูก น้ำมูกไหล โดยนำหอมแดงมาทุบแล้วต้มในน้ำจนเดือด ค่อยๆ แง้มฝาและค่อยๆ สูดดมเอาส่วนของน้ำมันหอมระเหยเข้าไป จะช่วยให้จมูกโล่งขึ้น สำหรับเด็กอ่อนนำหอมผ่าซีกวาง
โภชนาจารย์ที่ผมเคารพนับถือท่านหนึ่ง คือ อาจารย์ประยูร อุลุชาฎะ (น.ณ ปากน้ำในทางประวัติศาสตร์ศิลปะ และพลูหลวงในทางโหราศาสตร์) เคยบอกว่า ต้นไม้เกือบทุกชนิดกินได้ เหมือนกับที่เป็นยาได้ อาจารย์พูดทีเล่นทีจริงว่า ถ้าใครหลงป่า เสบียงหมด ก็ให้นั่งลง หลับตา แล้วควานมือไปรอบๆ หยิบจับเจอต้นอะไรเข้า ต้นนั้นแหละเด็ดเอามากินได้ ก็เป็นความเปรียบที่อรรถาธิบายคำบอกเล่าข้างต้นได้ชัดเจนดี แน่นอนว่า ความรู้เรื่องการกินพืชที่ไม่ใช่พืชอาหารกระแสหลักแบบนี้สาบสูญไปมากจากคนเมือง ซึ่งก็ไม่แปลก ในเมื่อมีพืชผักขายให้ซื้อกินในตลาด ในซุปเปอร์มาร์เก็ตของห้างสรรพสินค้าตามเมืองใหญ่แล้ว ก็ไม่เห็นว่าชาวเมืองจำเป็นต้องดิ้นรนเหนื่อยยากไปหาเก็บหากินอะไรอีก และที่หายไปพร้อมๆ กับชนิดของพืชกินได้ คือสูตรอาหารที่จะเอามาทำกินนั่นเอง ดังนั้นจะเห็นว่า อาหารในเขตเมืองย่อมเหมือนๆ กัน คือวางฐานอยู่บนวัตถุดิบและวัฒนธรรมอาหารกระแสหลักของคนส่วนใหญ่ แต่อาหารนั้นไม่เคยหยุดนิ่งหรอกครับ ปัจจุบันมีอาหารแปลกๆ ขายตามตลาดชุมชนย่อยๆ มากขึ้น โดยเฉพาะอาหารในวัฒนธรรมแรงงานท้องถิ่นภูมิภาค และแรงงานข้ามชาติ คนเมืองรุ่นนี้จึงมีโอกาสได้กลับมาระลึกชาต
ลูกหว้า เป็นผลไม้ป่าพื้นบ้านเป็นที่ชื่นชอบของเด็กบ้านนอกสมัยก่อน เด็กๆ นิยมเก็บลูกหว้ามาจิ้มเกลือ ได้รสชาติเปรี้ยวฝาด กินแล้วปากและฟันจะดำ ปัจจุบันนี้ลูกหว้าเริ่มหากินยากแล้ว เนื่องจากลูกหว้าเป็นผลไม้ที่มีสรรพคุณทางยา จึงถูกพัฒนาต่อยอดในรูปแบบเครื่องดื่มน้ำลูกหว้า แยมลูกหว้า และไวน์ลูกหว้า หากใครคิดวิธีที่จะเก็บลูกหว้าไว้แปรรูปนอกฤดูกาล ควรคัดสรรลูกหว้าที่มีรสเปรี้ยวอมหวาน มีความฝาดน้อยที่สุด มาเก็บไว้โดยวิธีแช่แข็งเสียก่อน โดยธรรมชาติ ต้นหว้าจะให้ผลผลิตปีละครั้ง จะเริ่มติดผลประมาณเดือนมีนาคม ผลอ่อนมีสีเขียว ผลแก่เปลี่ยนเป็นสีแดง ผลสุกจัดมีสีดำเข้ม รสหวานอมเปรี้ยว ติดฝาดเล็กน้อย ผลสุกช่วงประมาณปลายเดือนเมษายนถึงพฤษภาคม ยืดอายุเครื่องดื่มน้ำลูกหว้า ในรูปแบบ “ น้ำลูกหว้าผง” ลูกหว้า เป็นผลไม้ที่มีคุณค่ามาก เช่น วิตามินซี ฟอสฟอรัส แคลเซียม และคาร์โบไฮเดรต ถือว่าเป็นประโยชน์อย่างมากต่อสุขภาพ ที่ผ่านมานิยมนำผลสุกมากินเป็นผลไม้และใช้ทำเป็นน้ำผลไม้ แต่ก็เก็บไว้นานไม่ได้ วิธียืดอายุน้ำผลไม้ให้นานที่สุดคือ การทำเป็นน้ำผลไม้อบแห้ง ให้อยู่ในรูปน้ำผลไม้ผงกึ่งสำเร็จรูปนั่นเอง นวัต
