วิสาหกิจชุมชนกลุ่มเกษตรกรปลากรายจังหวัดชัยนาท เป็นหนึ่งในต้นแบบความสำเร็จ ของการเกษตรแบบแปลงใหญ่ที่เกษตรกรรวมกลุ่มกันได้อย่างเข้มแข็ง เปลี่ยนวิกฤตเป็นโอกาส ใช้หลักการตลาดนำ นวัตกรรมเสริม เพิ่มรายได้ สามารถยกระดับสินค้าต่อยอดสู่โครงการสินค้าเกษตรและบริการมูลค่าสูง 1 ท้องถิ่น 1 สินค้าเกษตรมูลค่าสูง พัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์แปรรูปที่หลากหลาย พร้อมเปิดช่องทางจำหน่ายทั้งออฟไลน์และออนไลน์ สอดรับกับความต้องการของตลาดและผู้บริโภค สร้างอาชีพ สร้างรายได้ให้เกษตรกรสามารถพึ่งพาตนเองได้อย่างยั่งยืน

จุดเริ่มต้น
เกษตรกรในพื้นที่จังหวัดชัยนาท ได้เริ่มต้นเลี้ยงปลากรายเมื่อปี2558 แต่เดิมจำหน่ายผลผลิตให้พ่อค้าคนกลาง ทำให้ถูกกดราคา และไม่มีอำนาจการต่อรอง สำนักงานประมงจังหวัดชัยนาท และศูนย์วิจัยและพัฒนาการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำจืดชัยนาท ได้เข้ามาส่งเสริมให้มีการรวมกลุ่มเป็นวิสาหกิจชุมชนกลุ่มเกษตรกรปลากราย จังหวัดชัยนาท พร้อมสนับสนุนปัจจัยการผลิต และการถ่ายทอดความรู้ด้านการเลี้ยง ส่งผลให้ต้นทุนการผลิตลดลง และมีผลผลิตเพิ่มขึ้น ต่อมาเข้าสู่โครงการ แปลงใหญ่ “ปลากราย จ.ชัยนาท”เมื่อปี 2563
แปลงใหญ่ “ปลากราย จ.ชัยนาท”ได้เปลี่ยนวิกฤตเป็นโอกาส ด้วยการยกระดับประสิทธิภาพการผลิตตามมาตรฐานการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำที่ดี (GAP) ทำให้ต้นทุนการเลี้ยงลดลง มีผลผลิตเพิ่มมากขึ้น โดยผลผลิตที่ได้เน้นขายเป็นปลาสด ให้กับธุรกิจร้านอาหารและผู้ประกอบการโต๊ะจีนฯลฯ ซึ่งผู้รับซื้อปลาโดยตรง เพื่อตัดระบบพ่อค้าคนกลางออกไป เป็นการอุดช่องว่างของการตั้งราคา และได้พัฒนาการแปรรูป ผลิตภัณฑ์แปรรูปห้มีความหลากหลาย จนสามารถสร้างมูลค่าและเชื่อมโยงสู่ตลาดทั้งออฟไลน์และออนไลน์ ส่งผลให้สมาชิกในกลุ่มมีอาชีพและรายได้ที่มั่นคงขึ้น

ยกระดับสู่สินค้าเกษตรมูลค่าสูง
ปัจจุบันมีสมาชิกภายใต้โครงการฯ รวมทั้งสิ้น 31 ราย พื้นที่การเลี้ยงกว่า 72 ไร่ สามารถสร้างผลผลิตปลากรายได้ถึง 100 ตันต่อปี สร้างรายได้รวมให้กลุ่มได้กว่า 10 ล้านบาทต่อปี ในปี2568 สมาชิกกลุ่มได้เข้าร่วมโครงการฝึกอบรมเชิงปฏิบัติการภายใต้โครงการสินค้าเกษตรมูลค่าสูง 1 ท้องถิ่น 1 สินค้าเกษตรมูลค่าสูง กับกรมประมงในหลักสูตร “การแปรรูปปลากรายให้ได้คุณภาพและมาตรฐาน และการตลาดออนไลน์” โดยสมาชิกได้เรียนรู้การใช้แพลตฟอร์มออนไลน์ การถ่ายภาพสินค้า และวิธีการส่งเสริมการขาย ทำให้สามารถเพิ่มช่องทางและปริมาณการจำหน่ายสินค้าได้มากขึ้นถึง 3 ล้านบาทต่อปี ทำให้เกษตรกรสามารถประกอบอาชีพได้อย่างยั่งยืน และมีรายได้ที่มั่นคงในระยะยาว


วิธีเลี้ยงปลาแบบลดต้นทุน-
นายสิทธิชัย ลิ้มตระกูล รองประธานวิสาหกิจชุมชนเกษตรกรปลากราย จังหวัดชัยนาท กล่าวว่า ทางกลุ่มฯ เลี้ยงปลากรายโดยยึดหลักเศรษฐกิจพอเพียง เน้นการลดต้นทุนให้มากที่สุดเพื่อทำให้มีรายได้เพิ่ม โดยนำพันธุ์ไม้ผลผสมผสานหลายชนิด อย่างกล้วย มะละกอ มาปลูกบริเวณรอบบ่อเลี้ยงปลา ทำให้สภาพแวดล้อมบริเวณบ่อเลี้ยงมีความร่มรื่นทำให้ปลาไม่เครียด หรือสามารถสร้างร่มเงาได้ นอกจากนั้น ผลผลิตกล้วยยังสามารถนำไปใช้เป็นอาหารปลาจึงทำให้ลดต้นทุนการซื้ออาหารปลาได้อีก
ขณะเดียวกันทางกลุ่มฯ ได้ติดต่อกับโรงงานผู้ผลิตอาหารปลาเพื่อปรับสูตรอาหารปลาด้วยการเพิ่มโปรตีนจากสัตว์สูงถึง 40 เปอร์เซ็นต์ เพื่อเป็นการเสริมสร้างการเจริญเติบโตของตัวปลาทั้งกระดูกและเนื้อ ทำให้ปลากรายมีขนาดใหญ่ โตเร็วกว่าเดิม และเนื้อปลามีความหวาน หอม อีกทั้งผลของการปรับสูตรอาหารช่วยทำให้ปลามีขนาดตัวโตและสมบูรณ์กว่าเดิมมาก สามารถจับปลาขายได้เร็วกว่า อีกทั้งยังมีสันใหญ่แล้วเนื้อปลาแน่นกว่าด้วย

นอกจากนี้ยังปรับวิธีการให้อาหารจากเดิมใช้วิธีหว่าน แล้วเปลี่ยนมาใช้เครื่องพ่นอาหารแทน ซึ่งแม้จะต้องลงทุนเพิ่มก็เพียงครั้งเดียว แต่วิธีนี้ช่วยทำให้อาหารกระจายไปทั่วบ่อ ทำให้ปลากรายทุกตัวได้รับอาหารเท่ากัน จึงมีขนาดใหญ่และสมบูรณ์ทุกตัว
ทางกลุ่มได้จัดซื้อลูกพันธุ์ปลากรายจากนครปฐม ขนาด 3 นิ้ว ในลักษณะรวมเป็นกลุ่มจึงได้ราคาถูกกว่าแยกซื้อ เมื่อได้ลูกปลากรายแล้วนำไปให้สมาชิกตามจำนวนที่แต่ละรายต้องการเพื่อนำไปเลี้ยงในบ่อของสมาชิก อาหารของลูกปลาเล็กเป็นเบอร์ 1 เลี้ยงไปจนเวลา 3-4 เดือน แล้วจึงเปลี่ยนเป็นอาหารเบอร์ 2 จากนั้นอีก 3-4 เดือน ให้เปลี่ยนเป็นอาหารเบอร์ 3 แล้วเลี้ยงต่อไปอีกจนจับขาย ทั้งนี้ ปริมาณอาหารควรสอดคล้องกับจำนวนปลาที่เลี้ยงโดยมีเกณฑ์ว่าควรใช้อาหารประมาณ 3 เปอร์เซ็นต์ของน้ำหนักปลาทั้งหมดที่เลี้ยงในบ่อ อย่างถ้าปลาที่เลี้ยงจำนวนหมื่นตัวจะให้อาหารประมาณ 2 กิโลกรัม”
ทางกลุ่มเลี้ยงปลาตามหลักวิชาการผสมผสานกับภูมิปัญญาชาวบ้าน เช่น เน้นให้อาหารปลาในเวลาเช้าตรู่-เย็นก่อนตะวันลับฟ้า ก่อนถึงเวลาจับปลาขายสัก 2 เดือน ผู้เลี้ยงบางรายเสริมสร้างคุณภาพเนื้อปลาด้วยการใช้ไข่ผสมกับอาหารบ้าง หรือบางรายใช้กล้วยสุกผสมกับอาหารแล้วให้ปลากรายกิน เพราะพบว่าคุณสมบัติของกล้วยทำให้เนื้อปลามีสีสวยและรสชาติหวานหอม นอกจากนั้นแล้ว การปลูกกล้วยและมะละกอไว้ริมขอบบ่อเลี้ยงปลายังช่วยป้องกันศัตรูที่จะเข้ามาทำร้ายปลาด้วย

“สิ่งเหล่านี้จะช่วยทำให้ปลามีความสมบูรณ์มากและลดการสูญเสียลง โดยปลาที่เลี้ยงจนจับขายใช้เวลาประมาณ 10-12 เดือน และน้ำหนักที่จับขายแต่ละครั้งในบ่อเลี้ยงจำนวนหมื่นตัว หรือขนาด 1 ไร่ จะได้น้ำหนักรวมประมาณเกือบ 6 ตัน เฉลี่ยตัวละประมาณ 7 ขีด ถึง 1 กิโลกรัม ซึ่งมากกว่าน้ำหนักมาตรฐานที่กำหนดไว้”

ปัจจุบัน สมาชิกกลุ่ม แต่ละรายมีพื้นที่เลี้ยงปลา 2 ขนาด คือบ่อใหญ่มีเนื้อที่ 2 ไร่ สามารถเลี้ยงปลากรายได้จำนวน 20,000 ตัว กับบ่อขนาด 1 ไร่ ที่เลี้ยงปลากรายได้จำนวน 10,000 ตัว ลักษณะการจับปลาขายจะมีรอบการจับของแต่ละบ่อที่กำหนดไว้หมุนเวียนกัน จึงทำให้มีจำนวนปลารองรับความต้องการของตลาดอย่างต่อเนื่องไม่ขาดระยะ ส่วนการขายปลาให้ผู้รับซื้อจะใช้ศักยภาพของกลุ่มการันตีเรื่องคุณภาพ จึงทำให้มีราคาขายสูงกว่าชาวบ้านที่เลี้ยงทั่วไป ถึงขนาดจะต้องมีการสั่งล่วงหน้า ซึ่งชาวบ้านจะมีรายได้จากการขายปลากรายสดเฉลี่ยรายละประมาณ 100,000 บาท ต่อรอบการเลี้ยงราย

จากการที่กรมประมงได้ผลักดันกลุ่มฯ เข้าสู่โครงการสินค้าเกษตรและบริการมูลค่าสูง 1 ท้องถิ่น 1 สินค้าเกษตรมูลค่าสูง ทำให้กลุ่มสามารถต่อยอดการประกอบอาชีพได้เพิ่มขึ้น ทั้งในด้านการเลี้ยง การแปรรูป และการตลาด โดยมีการนำเทคโนโลยีและนวัตกรรมสมัยใหม่เข้ามาช่วยยกระดับคุณภาพมาตรฐานสินค้า รวมทั้งเพิ่มช่องทางการจำหน่ายอย่างครบวงจร ส่งผลให้ผลิตภัณฑ์ของกลุ่มเป็นที่รู้จักในวงกว้าง สร้างความเชื่อมั่นให้แก่ผู้บริโภคอีกด้วย สอบถามรายละเอียดสั่งซื้อผลิตภัณฑ์ปลากราย หรือสนใจเข้าศึกษาดูงานของกลุ่มวิสาหกิจชุมชนกลุ่มเกษตรกรปลากราย จังหวัดชัยนาท ติดต่อได้ที่ คุณสิทธิชัย ลิ้มตระกูล โทร 089-745-0399 หรือ โทร. 09 5631 0160 หรือติดตามความเคลื่อนไหวและกิจกรรมต่างๆ ของกลุ่มได้ที่ Facebook Page : ปลากรายชัยนาท วิสาหกิจชุมชนเกษตรกรปลากรายจังหวัดชัยนาท Shopee : ปลากรายชัยนาท วิสาหกิจชุมชน
