วิกฤตโลกรวน (Climate Change) ทำให้อากาศร้อนจัด ฤดูกาลแปรปรวน ส่งผลกระทบอย่างหนักต่อพื้นที่เพาะปลูกพืชผัก ทำให้พืชผักเหี่ยวเฉา สังเคราะห์แสงลดลง ออกดอกและติดผลยาก ทำให้ปริมาณผลผลิตลดลง และคุณภาพผลผลิตไม่ดี ส่งผลกระทบต่อรายได้ของเกษตรกรโดยตรง
คุณมิน – กฤตาภัค เกษมวิริยนนท์ วัย 36 ปี เกษตรกรรุ่นใหม่ ในพื้นที่หมู่ที่ 4 ตำบลทุ่งทอง อำเภอท่าม่วง จังหวัดกาญจนบุรี ที่สั่งสมประสบการณ์ปลูกผักกว่า 10 ปี กล่าวว่า ปัจจุบันพืช 3 ชนิดที่สามารถปรับตัวสู้ภาวะโลกรวนได้ดีคือ ผักกาดขาว พริก และกุยช่ายดอก ซึ่งเป็นสินค้าขายดีเป็นที่ต้องการของตลาดตลอดทั้งปี พื้นที่ปลูก 10 ไร่ แบ่งพื้นที่เพาะปลูกพืชต่อเนื่อง ห่างกันรอบละ 15-20 วัน เพื่อให้มีผลผลิตป้อนเข้าสู่ตลาดต่อเนื่องทั้งปี สร้างรายได้ต่อเดือนไม่ต่ำกว่า 2 หมื่นบาท เรียกว่าสร้างรายได้ไม่แพ้อาชีพมนุษย์เงินเดือนเลยทีเดียว

ผักกาดขาวปลี เป็นพืชทำเงินที่น่าปลูกเพราะเป็นพืชอายุสั้น ปลูกได้ทุกฤดูกาล ใช้ระยะเวลาปลูกดูแลไม่ถึง 2 เดือนก็เก็บผลผลิตออกขายได้ เก็บขายได้ 2 วิธี คือ เก็บแบบลุ้ยแชร์ ตั้งแต่ผักกาดยังห่อหัวไม่แน่น ในระยะ 30-35 วันหลังหว่านเมล็ดหรือเก็บผักกาดที่ห่อหัวแน่นแล้ว ระยะ 40-45 วัน หลังหว่านเมล็ด ผักกาดขาวปลีไม่ต้องห่วงเรื่องตลาดเพราะมีแม่ค้ามารับซื้อผลผลิตถึงไร่ ในราคา 25,000-30,000 บาทต่อไร่ หักต้นทุนแล้ว ยังเหลือผลกำไร 30%
ส่วนพริก ก็เป็นพืชที่สร้างรายได้ดีไม่แพ้กันเพราะเก็บผลผลิตออกขายได้ทุกวัน เช่นเดียวกับกุยช่ายดอก (ดอกไม้กวาด) ที่ลงทุนปลูกครั้งเดียว สามารถเก็บเกี่ยวผลผลิตได้นานหลายปี กุยช่ายดอกปลูกดูแลง่าย เป็นพืชที่ทนทาน แตกกอใหม่ทดแทนได้เร็ว การปลูกจะใช้เมล็ดพันธุ์ หว่านลงแปลงยกร่องและคลุมด้วยฟาง เติบโตได้ดีในสภาพดินร่วนปนทรายที่ระบายน้ำได้ดี เริ่มเก็บเกี่ยวช่อดอกออกขายได้ 3-4 เดือนหลังจากปลูก

คุณมินกล่าวเพิ่มเติมว่า หลังฤดูฝน 2568 ที่ผ่านมา แปลงเพาะปลูกพืชได้รับผลกระทบจากภาวะโลกรวน อากาศร้อนแล้ง ทำให้พืชผักให้ผลผลิตลดลงไปบ้าง แต่ที่น่าห่วงที่สุดคือ วิกฤตโลกรวน ทำให้โรคแมลงเยอะขึ้น ในแปลงปลูกพริกยังเจอปัญหาเพลี้ยไฟทำให้ยอดหงิก ดอกร่วง และผลบิดเบี้ยวไม่ได้คุณภาพ ส่วนแปลงปลูกผักกาดขาวปลีต้องคอยเฝ้าระวังโรคทางดิน คือ โรคเน่า รวมทั้งเฝ้าระวังหนอนใยผัก ด้วงหมัดผัก กัดกินจนใบพรุนทำให้ขายไม่ได้ราคา ต้องหมั่นเดินตรวจแปลงอย่างสม่ำเสมอ ที่ผ่านมาใช้สารเคมีกำจัดศัตรูพืชที่หาได้ในท้องตลาดทั่วไป แต่ไม่ได้ผล ต้องใช้สารเคมีถี่ขึ้น ส่งผลให้ต้นทุนและเสี่ยงเจอปัญหาแมลงศัตรูพืชดื้อยา


คุณมินกล่าวว่า หลังจากทดลองใช้ซิโมดิสตามคำแนะนำของร้านขายยา สามารถลดจำนวนครั้งในการพ่นยา จากเดิมที่เคยใช้ทุกๆ 2-3 วัน ทุกวันนี้ พ่นครั้งเดียวควบคุมศัตรูพืชหลายชนิด ได้อย่างต่อเนื่อง 14 วัน ยาตัวนี้ปลอดภัยต่อพืช ไม่ทำให้ใบไหม้ หรือผลเสียหาย จากเดิมที่จ่ายค่ายาเดือนละ 1 – 1.5 หมื่นบาท ก็ลดลงเหลือ 50% แถมได้ผลผลิตดี มีคุณภาพตามที่ตลาดต้องการ ถือว่าคุ้มค่ากับการลงทุน
