เทคนิคเกษตร
ปลากะตัก เป็นปลาผิวน้ำขนาดเล็ก อาศัยอยู่รวมกันเป็นฝูง มีชื่อเรียกหลายชื่อตามท้องถิ่นที่แตกต่างกันไป อาทิ ไส้ตัน ปลาหัวอ่อน ปลาจิ้งจั๊ง ปลามะลิ ปลายู่เกี้ย ปลาเก๋ย ปลากล้วย ชาวประมงนิยมใช้เป็นวัตถุดิบหลักในการทำน้ำปลาชั้นดี บูดู และปลาป่น นอกจากนี้ ปลากะตัก ยังนิยมนำมาแปรรูปเป็นปลาตากแห้ง หรือเป็นที่รู้จักในนามของปลาไส้ตันตากแห้ง หรือปลาฉิ้งฉ้าง สามารถจำหน่ายทั้งในประเทศและต่างประเทศ จะเห็นว่าช่วงเวลา 2-3 ปี มานี้ ความต้องการปลากะตักตากแห้งของต่างชาติที่เข้ามากว้านซื้อปลากะตักของไทยสูงกว่าความต้องการในประเทศสูง 5-10 เท่าตัว ทั้งนี้ แม้ความต้องการผลิตภัณฑ์ปลากะตักตากแห้งมีจำนวนมากขึ้น แต่ชาวบ้านผู้ผลิตปลาไส้ตันตากแห้ง กลับประสบปัญหาผลิตได้ไม่ทันกับความต้องการของตลาด ปัจจัยหนึ่งที่ทำให้ผลิตได้ล่าช้า คือ กรรมวิธีการผลิต ที่ต้องใช้แรงงานและเวลา เนื่องจากก่อนได้ปลากะตักตากแห้งสำเร็จรูป ผู้ผลิตจะต้องนำปลากะตักไปต้ม และตากแห้ง จากนั้นก็ต้องเด็ดหัวและผ่าเอาก้างออก กรรมวิธีดังกล่าวมานี้ล้วนแต่ใช้แรงงานคน ซึ่งทำได้ช้าไม่ทันกับความต้องการ อีกทั้งมือที่เด็ดหัวปลาและฉีกเอาก้างออก เมื่อต้องทำในปริมาณ
เชื่อว่า มนุษย์เงินเดือนหลายคน เมื่อทำงานถึงช่วงระยะเวลาหนึ่งก็ใฝ่ฝันอยากมีกิจการเป็นของตัวเอง เช่นเดียวกับ “มะลิวรรณ อำพล” อดีตสาวออฟฟิคที่เรียนจบด้านวิทยาศาสตร์อาหารจาก มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ ที่ตัดสินใจลาออกในปี 2547 โดยเริ่มจากการซื้อกิจการผลิตเครื่องดื่มเล็กๆ จากของเจ้าของเดิม ใช้เงินทุน 20,000 บาท ผลิตเครื่องดื่มเฉาก๊วยยี่ห้อ “ริมสวน” ราคาขวดละ 10 บาท ส่งขายตามร้านโชวห่วยทั่วไป ปัจจุบัน กิจการของเธอเติบใหญ่ จดทะเบียนกิจการในชื่อ บริษัท มหาทรัพย์ โปรดักส์ชั่น จำกัด อ.บางเลน จ.นครปฐม เป็นผู้ประกอบการผลิตเครื่องดื่มพาสเจอไรซ์ แบบขวดพร้อมดื่ม ที่ส่งเสริมเกษตรกรให้มีรายได้เพิ่มขึ้น มียอดขายกว่า 60 ล้านบาท ต่อปี คุณมะลิวรรณ อำพล กรรมการผู้จัดการ บริษัท มหาทรัพย์ โปรดักส์ชั่น จำกัด เจ้าของแบรนด์ “ริมสวน” เล่าว่า หลังจากทดลองตลาด ส่งสินค้าวางขายในร้านค้าท้องถิ่น ปรากฏว่าได้รับผลตอบรับที่ดีจากลูกค้า จึงมองหาช่องทางการตลาดใหม่ๆ โดยส่งสินค้าเข้ามาจำหน่ายที่ร้านเซเว่น อีเลฟเว่น เพราะเห็นว่าเซเว่นฯ เป็นช่องทางการจำหน่ายที่มีประสิทธิภาพ สามารถกระจายสินค้าไปถึงผู้บริโภคได้ทั
“น่าน” เป็นหนึ่งในเสน่ห์มนตราแห่งลานนา “แอ่วน่านม่วนไจ๋” ไปกี่ครั้งก็ไม่เบื่อ เพราะน่านเป็นเมืองแห่งความสุข สงบ สะอาด มีแหล่งธรรมชาติอันอุดมสมบูรณ์ พืชไร่ไม้ผลก็มากมี รสชาติอาหารพื้นเมืองก็อร่อยเด็ด ชาวเมืองน่านน่ารัก มีน้ำใจ อัธยาศัยดี ยิ้มแย้มแจ่มใส ทำให้ผู้มาเยือนหลายราย “ตกหลุมรัก” Slow Life Slow City ของเมืองน่านอย่างถอนตัวไม่ขึ้น อย่างเช่น “บัณฑูร ล่ำซำ” เจ้าสัวใหญ่ผู้กุมบังเหียนธนาคารกสิกรไทย ที่ย้ายสำมะโนครัวมาเป็นพลเมืองน่านแบบร้อยเปอร์เซ็นต์ไปแล้ว วิสาหกิจชุมชนชีววิถี ตำบลน้ำเกี๋ยน วิสาหกิจชุมชนชีววิถี ตำบลน้ำเกี๋ยน อำเภอภูเพียง จังหวัดน่าน เป็นต้นแบบชุมชนแห่งการอนุรักษ์และใช้ประโยชน์จากทรัพยากรชีวภาพได้อย่างยั่งยืน ปี 2550 ชาวบ้านในชุมชนแห่งนี้ได้นำวัตถุดิบที่มีอยู่ในชุมชนมาใช้ประโยชน์ และใช้สารเคมีให้น้อยที่สุด ผลิตภัณฑ์ที่ได้นอกจากจะปลอดภัยต่อผู้ใช้ ช่วยรักษาสิ่งแวดล้อมแล้ว ยังช่วยลดรายจ่ายในครัวเรือน และสร้างโอกาสมีรายได้สู่ชุมชน กิจการกลุ่มชีววิถีเป็นธุรกิจชุมชนในรูปแบบวิสาหกิจชุมชน ซึ่งชาวบ้านทุกคนถือหุ้นเป็นเจ้าของธุรกิจร่วมกัน บริหารงานอย่างเป็นระบบ มีการคัดเลือกคณะกร
นักศึกษาชั้นปีที่ 4 สาขาวิชาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีการอาหาร คณะเทคโนโลยีการเกษตร มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล (มทร.) ธัญบุรี วิจัยปัญหาพิเศษการยืดอายุของมะนาวและกล้วยน้ำว้า วิจัยผลของสารเคลือบอัลจิเนตและอุณหภูมิการเก็บรักษาต่อคุณภาพทางกายภาพและเคมีของมะนาว ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.อินทิรา ลิจันทร์พร เล่าว่า การยืดอายุของผลไม้ทำได้โดยการควบคุมกระบวนการเปลี่ยนแปลงผลผลิตที่นำไปสู่ความเสื่อมสลาย โดยการควบคุมอัตราการหายใจของผลผลิตหลังการเก็บเกี่ยวให้เกิดขึ้นน้อยที่สุด สามารถทำให้ยืดอายุได้นาน ด้วยการจัดการปัจจัยภายนอกให้เหมาะสม การยืดอายุผลไม้สามารถทำได้หลายวิธี เช่น การเก็บรักษาในห้องเย็น การเก็บรักษาโดยการควบคุมสภาพของบรรยากาศและการใช้สารเคลือบผิว โดยเฉพาะการใช้สารเคลือบผิวอัลจิเนตหรืออัลจินซึ่งเป็นสารที่สกัดได้จากสาหร่ายทะเลสีน้ำตาล ไม่เป็นอันตรายและใช้ในผลิตภัณฑ์อาหารหลายชนิด เช่น น้ำสลัด เบียร์ เคลือบผิวเนื้อปลา แช่แข็ง เจ้าของผลงานการวิจัยผลของสารเคลือบอัลจิเนตและอุณหภูมิการเก็บรักษาต่อคุณภาพทางกายภาพและเคมีของมะนาว โดย นายเกรียงไกร ดาวแสงเพชร และ นางสาววนิดา กันหนองฮะ เล่าว่า มะนาวจัดเป็
เด็กสมัยใหม่ใครกี่คนในยุคนี้ที่จะรู้จัก หมาก อย่าว่าแต่เคยลิ้มชิมรสเลย ด้วยว่ากระทั่งคนรุ่นห้าสิบบวกก็ใช่ว่าจะเคยกินหมาก เพราะการกินหมากบ้านเรากลายเป็นของต้องห้ามไปตั้งแต่ยุคจอมพลผ้าขาวม้าแดง สฤษดิ์ ธนะรัชต์ นัยว่าเพื่อให้เป็นอารยประเทศแบบเมืองฝรั่งเขา สมัยก่อน ใครๆ ก็นิยมเคี้ยวหมากปากแดง ตั้งแต่ระดับชนชั้นสูงและชาวบ้านร้านตลาดทั่วไป เครื่องวัดฐานะอย่างหนึ่งของคนยุคนั้นคือ เชี่ยนหมาก แขกไปใครมาต้องยกเชี่ยนหมากมารับรอง เป็นหน้าเป็นตาอย่างหนึ่งเลยทีเดียว แต่พอเลิกกินหมากเครื่องเคราที่เกี่ยวกับการกินหมากก็ค่อยๆ หมดความนิยม กลายเป็นของเก่าเก็บที่นักสะสมมีไว้ในตู้โชว์ ตามข้อมูลที่ค้นหาได้มา บอกเราว่า หมาก เป็นพืชลำต้นเดี่ยว ไม่แตกกอ และมีใบเลี้ยงเดี่ยว ไม่มีรากแก้ว หมากมีแต่รากฝอยกระจายรอบโคนต้น ด้วยเหตุนี้หมากจึงทนทานในสภาพน้ำท่วมขังได้นาน เพราะสามารถสร้างรากอากาศได้นี่เอง เนื้อต้นหมากเป็นเสี้ยนยาวจับตัวกันแน่น ส่วนกลางลำต้นเป็นเสี้ยนแต่ไม่อัดแน่นเหมือนด้านนอก มีเนื้อไม้อ่อนนุ่มคล้ายฟองน้ำ ทำให้ต้นหมากเหนียวและสามารถโยกโอนเอนได้มาก สมัยก่อนคนเก็บหมากผู้เชี่ยวชาญจะโยกเอนลำต้นหมากจากต้นหนึ่ง
หน่วยบริการทางวิชาการแก่สังคม หน่วยทรัพย์สินทางปัญญาและคลินิกเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลศรีวิชัย (มทร.ศรีวิชัย) ลงพื้นที่ดำเนินงานบริการวิชาการแก่สังคมและเดินทางไปยังชุมชนต่างๆ ได้ทราบถึงวิถีความเป็นอยู่ของชาวบ้าน ซึ่งมีการประกอบอาชีพแตกต่างกันไปในแต่ละพื้นที่ กระทั่งได้ไปร่วมงานกับชาวบ้าน ตำบลเขาพระ อำเภอรัตภูมิ จังหวัดสงขลา ซึ่งชาวบ้านในแถบนี้มีอาชีพทำเกษตรกรรม ปลูกกล้วยเป็นจำนวนมาก เมื่อชาวบ้านตัดผลกล้วยจำหน่ายแล้ว จะเหลือลำต้นกล้วยที่ปล่อยให้เน่าเสียเป็นจำนวนมากและไม่ได้ใช้ประโยชน์แต่อย่างใด ผศ. วรพงค์ บุญช่วยแทน อาจารย์ประจำสาขาวิศวกรรมอุตสาหการ คณะวิศวกรรมศาสตร์ มทร.ศรีวิชัย ได้คิดค้นวิธีการทำผลิตภัณฑ์บรรจุภัณฑ์อาหารปลอดสารพิษ ที่ทำมาจากเส้นใยต้นกล้วย โดยคิดหาวิธีการใช้ประโยชน์จากลำต้นกล้วยที่เหลือทิ้ง ให้เกิดมูลค่า สามารถสร้างรายได้ให้แก่ชุมชนมากที่สุด โดยผลิตภัณฑ์บรรจุภัณฑ์อาหารที่ทำมาจากเส้นใยกล้วยนั้นปลอดสารพิษซึ่งต่างจากการใช้ผลิตภัณฑ์กล่องโฟมที่นิยมใช้ในปัจจุบัน ซึ่งกล่องโฟมเมื่อถูกนำไปใช้บรรจุอาหารที่ร้อนจัด และอาหารทอดที่มีน้ำมันเป็นส่วนประกอบ จะเกิดปฏิกิริยาที่
“ เมล่อน ” เป็นผลไม้เนื้อกรอบ รสชาติหวานฉ่ำ กินแล้วชื่นใจ แถมมีคุณค่าทางอาหารที่เป็นประโยชน์ต่อร่างกายมากมาย เอนไซม์ในน้ำเมล่อนชื่อว่า “superoxide dismutase” มีสรรพคุณช่วยต้านอนุมูลอิสระในปริมาณสูง ลดกระบวนการทางเคมีภายในร่างกาย สามารถลดระดับความเครียดได้ดี แถมมีวิตามินซี วิตามินเอ เบต้าแคโรทีน แคลเซียม ฟอสฟอรัส และธาตุเหล็ก ไม่มีไขมัน และปริมาณแคลอรี่ต่ำ เมล่อน จึงเป็นไม้ผลตัวเลือกที่น่าสนใจ สำหรับผู้ที่ต้องการลดน้ำหนัก แต่ทว่า “ เมล่อน ” ที่วางขายในท้องตลาดทั่วไป มีราคาค่อนข้างสูง ซื้อเมล่อนลูกหนึ่งน้ำหนักเฉลี่ยประมาณ 1.5-2 กิโลกรัม ต้องจ่ายเงินไม่ต่ำกว่าร้อยกว่าบาท ไหนๆ จะควักเงินซื้อเมล่อนสักที ก็ควรจะได้เมล่อนคุณภาพดีกลับไปกินให้คุ้มค่ากับเงินที่จ่ายไปสักหน่อย วิสาหกิจชุมชนกลุ่มผู้ปลูกเมล่อนบ้านหนองคาง อำเภอหนองหญ้าไซ จังหวัดสุพรรณบุรี มีข้อแนะนำผู้ซื้อว่า ควรเลือกซื้อเมล่อนจากแหล่งผลิตที่เชื่อถือได้ เมล่อนคุณภาพดี จะมีลายตาข่ายชัดเจนสมบูรณ์เต็มผลอย่าซื้อเมล่อนที่ลายตาข่ายแหว่งขาด ลายไม่สมบูรณ์ เพราะปริมาณความหวานจะน้อย รสชาติไม่อร่อย หากใครอยากชิมเมล่อน รสอร่อย ต้องดู
มีสำรับหมูตุ๋นอร่อยๆ อยู่หม้อหนึ่งครับ ที่คงทำกินกันในหมู่คนจีนในเมืองไทยมานาน ก็คือ “หมูฮ้อง” ซึ่งมีคำอธิบายมาตรฐานอยู่ว่า คืออาหารฮกเกี้ยนที่ไปโด่งดังที่เซี่ยงไฮ้ในชื่อHong Shao Rou แถมมีอีกสำรับที่คล้ายกันมากจนน่าจะเป็นอันเดียวกัน ก็คือ “ฮ้องบะ” (ปีนังเรียก Hong Bak) มีทั้งที่ใส่หน่อไม้แห้ง หน่อไม้จีน ที่เมืองเพชรบุรีถึงกับมีคำเก่าเล่าคล้องจองสืบมาว่า “ปลาเค้าแกงหน่อไม้สด ปลากดแกงหน่อไม้ดอง หมูหองแกงหน่อไม้แห้ง” เลยทีเดียว นอกจากนี้ ยังมีสำรับที่เรียกว่า “แกงหอง” ในตำรับครัวไทยโบราณอีก ถึงแม้ใส่ถั่วลิสงเพิ่มเข้ามา และมีปรุงกลิ่นด้วยโป๊ยกั๊ก แต่ก็เห็นได้ชัดว่ามาจากสูตรเดียวกันนั้นเอง คำว่า “ฮ้อง” เป็นคำจีนฮกเกี้ยน จีนกลางออกเสียงเป็น หง แต้จิ๋วเป็น อั้ง แปลว่า “แดง” ครับ หมูฮ้องแปลตามตัวจึงคือ “หมูสีแดง” อาจเป็นได้นะครับ ที่รากศัพท์คำนี้มาจากความเชื่ออันเป็นมงคลเกี่ยวกับสีแดงของคนจีน ที่เอามาผูกเข้ากับอาหาร เพราะก็มีที่เล่ากันว่า มักทำหมูฮ้องในงานมงคลกันเป็นส่วนใหญ่ หมูฮ้องมีโครงสร้างง่ายๆ คือเนื้อหมูสามชั้น ตุ๋นในน้ำซีอิ๊วเพื่อที่จะให้สี “ฮ้อง” ออกน้ำตาลแดงเรื่อๆ อาจใส่เครื่องเทศแห้
โดยทั่วไปแล้วการจำแนกกล้วยในทางกายภาพของทั้งโลกแบ่งออกเป็นสองกลุ่มใหญ่ๆ คือ กล้วยกินสด กับ กล้วยที่ต้องปรุงให้สุกโดยการประกอบอาหารเสียก่อน กล้วยกินสด เป็นกล้วยที่เมื่อแก่จัดจนสุกก็สามารถนำมารับประทานได้ทันที โดยไม่ต้องนำมาทำให้สุกด้วยความร้อนเสียก่อน เพราะกล้วยสำหรับกินสดนี้เมื่อสุกเนื้อจะนิ่มนวล มีรสหวาน เช่น กล้วยน้ำว้า กล้วยไข่ กล้วยหอมทอง กล้วยหอมเขียว เป็นต้น กล้วยที่ใช้ประกอบอาหาร เป็นกล้วยที่เมื่อยังดิบอยู่จะมีแป้งมาก เนื้อค่อนข้างแข็ง ดังนั้นเมื่อสุกแล้วก็ยังมีปริมาณแป้งอยู่มาก เนื้อกล้วยในกลุ่มนี้ไม่ค่อยนิ่ม รสไม่หวานมาก ต้องนำมาต้ม เผา ปิ้ง เชื่อมก่อนจึงจะทำให้อร่อย มีรสชาติดีขึ้น เช่น กล้วยกล้าย กล้วยหักมุก เป็นต้น นักโภชนาการบางคนจึงเรียกกล้วยสองกลุ่มนี้ด้วยคำที่แตกต่างกันไปเลย คือ เรียกกล้วยกินสดว่า “กล้วย” และเรียกกล้วยที่ต้องปรุงสุกว่า “กล้าย” โดยใช้ปริมาณแป้งที่แตกต่างกันนี่เองเป็นตัวแบ่งประเภท ซึ่งในหลายประเทศก็แยก กล้าย ออกจาก กล้วย ไปเลย เช่นที่ตลาดอเมริกาบอกว่า “กล้าย” ไม่ใช่ “กล้วย” โดยเรียกกล้ายว่า Plantains ใช้กินเป็นผักเพราะมีแป้งมากกว่าและหวานน้อย
ที่จังหวัดสกลนคร อาหารที่เป็น “เมนูเด็ด” จากภูมิปัญญาชาวบ้าน ที่แปรรูปสร้างมูลค่าเพิ่มของอาหารที่ใครๆ คิดว่าทำเป็นทำได้ แต่รสชาติจะเป็นแบบดั่งเดิมตามสูตรโบราณหรือไม่นั้น ต้องลองชิมดู ถึงจะรู้ คุณบังอร ไชยเสนา เกษตรกลุ่มเลี้ยงกบ บ้านน้อยจอมศรี ต.ฮางโฮง อ.เมือง จ.สกลนคร เล่าว่า จากการที่เลี้ยงกบไว้มากมาย ทั้งจำหน่ายเป็นตัว และจำหน่ายลูกอ๊อด ในแต่ละปีจำนวนนับล้านตัว ปัญหาที่พบส่วนหนึ่งของการเลี้ยงกบ คือ กบตาย จึงลองหาวิธีการเก็บกบที่ตายมาแปรรูป ทำอาหารจากกบเก็บไว้กินนานๆ หรือเพื่อสร้างรายได้ “จากที่เคยทำอาหารช่วยพ่อแม่ ในรูปแบบของอาหารพื้นบ้าน ได้เรียนรู้เอาภูมิปัญญาในการเก็บถนอมอาหารมาจากคุณพ่อคุณแม่ เช่น เมื่อปลาได้มามาก ก็จะนำไป ทำปลาร้า หรือทำปลาย่างรมควันสูตรคนโบราณ เก็บไว้กินเองหรือนำออกไปจำหน่าย ดังนั้น เมื่อมาเลี้ยงกบ และกบตายจึงได้ใช้วิชาภูมิปัญญาที่สืบทอดมาจากพ่อแม่ ด้วยการนำกบมาทำยัดอั่ว ที่เรียกกันตามกรรมวิธีการทำ” คุณบังอร บอกว่า วีธีทำกบยัดอั่ว ไม่ยุ่งยาก แต่ต้องมีเทคนิคในการเก็บอาหารประเภทนี้ไว้นานๆ ว่าจะทำอย่างไร ซึ่งสูตรนี้ ไม่ค่อยมีคนรู้จัก หรือรู้แต่เก็บได้
