เทคนิคเกษตร
มันสำปะหลัง เป็นพืชที่ปลูกดูแลง่าย ทนแล้ง ทนทานต่อโรคแมลง แถมขายผลผลิตได้ทุกส่วน ตั้งแต่หัวมัน ลำต้น ใบมันสำปะหลัง ปัจจุบันเกษตรกรมีอาชีพปลูกมันสำปะหลังไม่ต่ำกว่า 570,000 ครอบครัว ที่ประสบปัญหาต้นทุนการผลิตสูง ผลผลิตต่อไร่ต่ำ “ปุ๋ยมันสำปะหลัง” นวัตกรรมใหม่ จาก “สวนดุสิต” ผศ.ดร. ณัฐบดี วิริยาวัฒน์ และ ผศ.ดร. สุรชาติ สินวรณ์ อาจารย์ประจำคณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยสวนดุสิต ได้พัฒนานวัตกรรมปุ๋ย คือ ปุ๋ยชีวภาพอัดเม็ดกำจัดพาราควอท (Suan Dusit Green Fertilizer) และปุ๋ยสวนดุสิตนาโนซิลิคอน (Suan Dusit Nano Silicon Fertilizer) เพื่อช่วยเหลือเกษตรกรผู้ปลูกมันสำปะหลังให้มีผลผลิตต่อไร่เพิ่มขึ้น ควบคู่กับลดต้นทุนการผลิต เพื่อยกระดับรายได้และสร้างคุณภาพชีวิตที่ดีให้กับเกษตรกรผู้ปลูกมันสำปะหลังของไทย ผลงานทั้งสองชิ้นได้รับการจดอนุสิทธิบัตรเรียบร้อยแล้ว และได้รับรางวัลพิเศษ honorable mention ในงานนิทรรศการสิ่งประดิษฐ์นานาชาติ ครั้งที่ 45 เมืองเจนีวา สวิตเซอร์แลนด์ ปุ๋ยชีวภาพอัดเม็ดกำจัดพาราควอท สารพาราควอท (Paraquat) หรือชื่อทางการค้าคือ กรัมม็อกโซน (Gramoxone) เป็นสารกำจัดวัชพืชที่นิยมใช้ใน
การที่มีตัวต่อ มาทำรังบนต้นไม้ริมถนน ปากทางเข้าบ้าน มันก็ทำให้รู้สึกดีได้เหมือนกัน แม้จะมีความรู้สึกกลัวๆ อยู่บ้าง แต่ก็ทำให้อุ่นใจ “น้าๆ ต่อมาทำรังบนต้นทุเรียน เผานะๆ” เสียงเด็กหนุ่มตะโกนดังบอกมาจากหน้าบ้าน “ปล่อยมันไว้เถอะ ให้รังโตกว่านี้ แล้วค่อยเผา” ตะโกนตอบเด็กหนุ่มคนนั้นออกไป ความจริงตัวต่อรังนี้ เห็นมันมาตั้งแต่รังมันยังเล็กๆ เท่ากำมือ มันค่อยๆ โตวันโตคืนจนรังมันโตขึ้นใหญ่เท่าลูกมะพร้าวแล้ว และมันก็ไม่มีทีท่าว่าจะหยุดโต ไม่อยากไม่ให้ใครไปทำร้ายรังมัน ไม่อยากให้ใครไปเผารังของมัน เพราะสงสาร รังเก่าของมัน ซึ่งอยู่ในป่าที่ไหนสักแห่ง คงโดนเผาทำลาย พวกมันจึงอพยพมาอาศัยต้นทุเรียนทำรัง ตรงที่ปากทางเข้าบ้าน ซึ่งมันก็ไม่ห่างจากบ้านสักเท่าใดนัก ห่างประมาณสักยี่สิบเมตร เห็นจะได้ ด้วยที่ต้องอยู่บ้านคนเดียว จึงคิดว่า ตัวต่อมาทำรังที่หน้าบ้านก็ดีเหมือนกัน จะได้ช่วยกันดูแลบ้าน คิดไปโน่น แต่ตัวต่อมันก็ช่วยได้จริงๆ วันหนึ่งขณะนอนอ่านหนังสืออยู่เพลินๆ เสียงเด็กๆ วัยรุ่น คงจะเมากันมา คุยกันเสียงดังลั่น เด็กพวกนี้ คงจะเดินขว้างโน่นเขวี้ยงนี่ มาตามทาง มาถึงใต้รังตัวต่อ เสียงพวกเด็กเหล่าก็ยิ่งตะโกนดัง
“ม่อฮ่อม หรือ หม้อห้อม ” มาจากภาษาถิ่นล้านนา หมายถึงสีของผ้าฝ้ายย้อมสีครามอมดำ จาก “ ต้นฮ่อม “ ซึ่งพืชชนิดนี้ มีชื่อเรียกแตกต่างกันไปในแต่ละท้องถิ่น คนน่านเรียกพืชชนิดนี้ว่า “ ฮ่อมเมือง “ แม่ฮ่องสอนเรียกว่า “ ครามหลอย ” ขณะที่คนอีสาน เรียกว่า “ ต้นคราม ” โดยทั่วไป ต้นฮ่อม มีลักษณะเป็น ไม้พุ่มขนาดเล็ก สูง 50-80 เซนติเมตร ลำต้น เป็นข้อปล้องคล้ายขาไก่ แตกกิ่งก้านตามข้อ ลำต้นกลม ใบ เดี่ยวเรียงตรงข้าม หัวใบเรียวท้ายใบแหลมขอบใบหยัก ใบด้านบนสีเขียวมัน ใบแก่หรืออ่อนเมื่อถูกกดหรือทุบทิ้งไว้กลายเป็นสีดำ ดอก เป็นช่อออกตามซอกใบและกิ่ง รูปทรงคล้ายระฆัง ดอกสีม่วง เมล็ด อ่อนสีเขียว เมื่อแก่จะเป็นสีน้ำตาล แตกง่าย บ้านทุ่งโฮ้ง ตำบลทุ่งโฮ้ง อำเภอเมือง จังหวัดแพร่นับเป็นแหล่งผลิตผ้าหม้อห้อมที่ใหญ่ที่สุดของประเทศไทย ชาวบ้านทุ่งโฮ้งยังคงรักษากรรมวิธีการย้อมผ้าฝ้ายแบบแบบโบราณ โดยใช้กิ่งและใบของ “ ห้อม ” มาหมักในหม้อตามกรรมวิธี แล้วนำมาย้อมผ้าดิบให้เป็นสีน้ำเงินหรือสีกรมท่า ซึ่งเป็นที่มาของคำว่า “ หม้อห้อม ” นั่นเอง เสื้อหม้อห้อม เป็นสินค้าผ้าพื้นเมืองที่เป็นเอกลักษณ์โดดเด่นของจังหวัดแพร่ คนเหนือนิยมสวมใส่ผ้
เมื่อต้นเดือนพฤศจิกายน ได้ร่วมเดินทางไปกับสมาคมธุรกิจท่องเที่ยวจังหวัดตราด และสมาคมโรงแรมและรีสอร์ตจังหวัดตราด สำรวจเส้นทางเชื่อมโยงท่องเที่ยวทางน้ำเชื่อมพื้นที่ชายฝั่งทะเล 3 ประเทศ ไทย กัมพูชา เวียดนาม หลังจากเมื่อ 3 ปีที่แล้ว มีการพัฒนาเชื่อมโยงทางรถยนต์ตามเส้นทางถนน R10 (Southern Coastal Corridor Road) ทำให้นักท่องเที่ยวเดินทางเข้ามาท่องเที่ยวทางด้านจังหวัดตราดเพิ่มขึ้น ซึ่งเส้นทางทางน้ำจะเป็นอีกทางเลือกหนึ่งของนักท่องเที่ยว โดยเฉพาะกลุ่มนักท่องเที่ยวชาวต่างประเทศ สำรวจเส้นทาง ทางเรือ 3 ประเทศ คลองใหญ่ (ตราด)-เกาะรง (สีหนุวิลล์)-ฟูก๊วก (เกียนยาง) ด้วยเป็นทริปสำรวจเส้นทางเชื่อมโยงทางเรือ ต่างจากการทัวร์โดยทั่วไป จะเน้นจุดที่แวะพักระหว่างทาง เริ่มต้นจากจุดผ่านแดนถาวรบ้านหาดเล็ก อำเภอคลองใหญ่ จังหวัดตราด-เกาะกง กัมพูชา เพราะเป็นด่านสากลที่มีตรวจคนเข้าเมือง ศุลกากร เข้า-ออก สะดวก โดยใช้พาสปอร์ต ส่วนท่าเทียบเรือที่จะใช้เป็นท่าเทียบเรืออเนกประสงค์คลองใหญ่ ขนาด 500 ตันกรอส ที่อำเภอคลองใหญ่ อยู่ห่างจากชายแดน 17 กิโลเมตร ที่สร้างเสร็จแล้ว ยังไม่เปิดให้ใช้ การสำรวจจึงใช้เส้นทางรถยนต์เดินทางไป
แม้สมัยวัยรุ่นจะยังทันแกะคอร์ดกีตาร์เพลง “ผักกาดจอ” ของ คุณจรัล มโนเพ็ชร ร้องเล่นกันกับเพื่อนๆ แต่ผมก็ไม่ใช่เด็กในวัฒนธรรมล้านนาจนจะ “มักน้ำพริกอ่องกับผักกาดจอ” เหมือนน้องสาวหน้าขาวอล่องฉ่องคนนั้น หรือแม้แต่จะ “มักตำมะเขือกับผักกาดจอ” เหมือนสาวบ้านเหนือคนที่คุณจรัลเคยไปแอ่วมา แถมจินตนาการเกี่ยวกับผักกาดจอของผมก็ออกจะมืดมนเต็มที ได้ยินแต่ว่ามันใส่ถั่วเน่า หรือไม่ก็ปลาร้า ซึ่งไม่ใช่ของที่รู้จักมักคุ้นทั้งคู่เลย แต่อาหารแปลกๆ ก็เหมือนผู้คนที่ไม่เคยรู้จักมาก่อน ที่พอได้ไปรู้จักเข้า ได้ลองชิมสักคำสองคำ มันอาจเปลี่ยนความคิดของเราไปตลอดกาลก็ได้ “ผักกาดจอ” นี้ก็เช่นกัน คนทำอาหารเหนือพูดกันมานานว่า เมื่อฤดูหนาวมาเยือน ผักกวางตุ้งออกดอกเหลืองอร่ามถูกตัดมัดมาวางขายตามกาดเมือง ก็ได้เวลาทำจอผักกาด ต้อง “ซื้อผักกาดมาจอใส่ส้มมะขามตี้ฝักงอๆ” ซดกินร้อนๆ แก้หนาวกันแล้ว คำพูดนี้เห็นทีจะจริง เพราะตอนนี้ใครไปตลาดคงเห็นกวางตุ้งดอกเหลืองๆ นี้เต็มไปหมดนะครับ ถ้าอยากลอง “จอ” ผักกาดกินสักหม้อ ก็หาซื้อมาเลย เครื่องเคราของจอผักกาดหนึ่งหม้อย่อมแตกต่างกันไปตามแต่เรือนใครเรือนมัน ก็เหมือนต้มยำ ต้มโคล้ง เลียง แกงจืด
“ น้ำ ” นับเป็นปัจจัยพื้นฐานทางการเกษตร ปัจจุบัน ภาคการเกษตรทั่วโลกต่างกำลังเผชิญหน้ากับผลกระทบจากสภาวะการเปลี่ยนแปลงของภูมิอากาศเพิ่มสูงขึ้น ทั้งปัญหาภัยแล้ง น้ำท่วม พายุฝนและอากาศหนาวที่มาผิดฤดู ทำให้ปริมาณน้ำลดลง อากาศขาดความชุ่มชื้น ส่งผลกระทบทำให้พืชขาดน้ำ ชะงักการเจริญเติบโต ปริมาณผลผลิตลดลงและมีคุณภาพต่ำ เพื่อความอยู่รอด เกษตรกรจำเป็นต้องเรียนรู้และเข้าใจถึงความสัมพันธ์ระหว่างดิน น้ำและพืช เพื่อปรับปรุงแผนการใช้ทรัพยากรน้ำให้ สอดคล้องกับ ปริมาณความต้องการของพืชแต่ละชนิด เพื่อจะได้ผลผลิตที่ดีและมีคุณภาพป้อนเข้าสู่ตลาดในอนาคต ประเทศไทยประสบความสำเร็จอย่างงดงาม เรื่องการจัดการระบบ ชลประทาน และเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการน้ำ ตลอดจนการใช้น้ำอย่างคุ้มค่าให้เกิดประโยชน์สูงสุด ซึ่งจะช่วยให้เกิดความมั่นคงทางด้านอาหาร และสามารถขจัดความยากจนได้อย่างยั่งยืน ตลอดจนการยกระดับเครือข่ายเชื่อมโยงการพัฒนาชนบท กับการพัฒนาเมือง สนับสนุนการมีส่วนร่วมการรวมกลุ่มของประชาชนและเพิ่มอำนาจในการต่อรองให้เกษตรกรมากขึ้น ที่ผ่านมา การทำนาแบบใช้น้ำน้อยหรือการทำนาแบบเปียกสลับแห้งในการทำนาปรังในเขตชลประทานช่
จังหวัดแพร่ เป็นหนึ่งในเมืองต้องห้าม…พลาด เพราะเมืองแพร่มีของดีซ่อนตัวอยู่มากมายให้ค้นหา ที่นี่ได้ชื่อว่าเป็นประตูเมืองสู่ล้านนาและเป็นเมืองแห่งป่าไม้ โดยเฉพาะไม้สัก เมื่อ 100 กว่าปีก่อน เป็นยุคทองของการสร้างบ้านเรือนทรงยุโรปประยุกต์ที่รู้จักกันดีในชื่อ “ บ้านขนมปังขิง ” ที่เน้นประดับตกแต่งบ้านด้วยลายฉลุ ทุกวันนี้ชาวเมืองแพร่ยังคงอนุรักษ์ ผลงานสถาปัตยกรรม ที่เป็นส่วนหนึ่งของประวัติศาสตร์เมืองแพร่ไว้อย่างครบถ้วน ได้แก่ คุ้มวงศ์บุรี (ถนนคำลือ) บ้านวิชัยราชา (ถนนสันกลาง) บ้านหลวงศรี (ถนนเจริญเมือง) คุ้มเจ้าหลวงเมืองแพร่ (ถนนคุ้มเดิม) และ เรือนมิชชั่นนารี (ถนนยันตรกิจโกศล) เรือนมิชชั่นนารี ….มนต์เสน่ห์แห่งเรือนไม้สักโบราณ “ เรือนมิชชั่นนารี ” เป็นชื่อเรียกบ้านเรือนไม้สักชั้นเดียวยกสูงของมิชชั่นอเมริกาที่เดินทางมาเผยแพร่ศาสนาที่เมืองแพร่ เมื่อร้อยกว่าปีก่อน เรือนมิชชั่นนารี มีจำนวน 2 หลัง เรือนหลังแรก อยู่ในบริเวณโรงพยาบาลแพร่คริสเตียน ส่วนเรือนหลังที่ 2 ปัจจุบันอยู่ในบริเวณสำนักงานส่งเสริมการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัยจังหวัดแพร่ ( กศน.จังหวัดแพร่ ) ถนนยันตรกิ
พื้นที่อำเภอเมือง จังหวัดปัตตานี มีต้นตาลจำนวนไม่น้อย ส่วนใหญ่ไม่ได้ปลูก แต่เป็นตาลที่ขึ้นตามธรรมชาติ และธรรมชาติของต้นตาล จะมีอายุยืนยาวเกินร้อยปี ให้ผลผลิตอย่างต่อเนื่อง โดยไม่ต้องบำรุงรักษาเหมือนพืชชนิดอื่น ตำบลกะมิยอ อำเภอเมือง จังหวัดปัตตานี ขึ้นชื่อในเรื่องของการทำตาลแว่น และ น้ำตาลเหลว ตำบลกะมิยอ มีทั้งสิ้น 7 หมู่บ้าน ในทุกหมู่บ้านมีชาวบ้านที่อาศัยภูมิปัญญาท้องถิ่น เก็บน้ำตาลจากตาลโตนด นำมาแปรรูปเป็นตาลแว่น และ น้ำตาลเหลว สร้างรายได้ คุณรวิวรรณ มูลจันที ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย (กศน.) เมืองปัตตานี ผู้ดูแลการศึกษานอกระบบในพื้นที่อำเภอเมือง บอกว่า พื้นที่ปลูกตาลโตนดในอำเภอเมืองมีมาก และมีการเก็บน้ำตาลโตนดมาแปรรูปเป็นตาลแว่น น้ำตาลเหลว ก็มากเช่นกัน แต่กรรมวิธีการผลิตจะต่างกัน ขึ้นกับภูมิปัญญาของแต่ละท้องถิ่น “แรกเริ่มเดิมทีชาวบ้านแต่ละท้องถิ่นก็ผลิตน้ำตาลออกมาตามสูตรของแต่ละบ้าน แต่ละครัวเรือน แต่ครั้งนี้ ต้องขอแนะนำเกษตรกรที่ประสบความสำเร็จอย่างชัดเจน และผลิตน้ำตาลแว่น รวมถึงน้ำตาลเหลว ออกมาได้อย่างมีคุณภาพ 100 เปอร์เซนต์” ผอ.กศน.เมืองปัตตาน
นอกจากอาณาบริเวณสวยงามแล้ว รอบๆ ศูนย์วิจัยและพัฒนาการเกษตรจันทบุรี น่าสนใจเที่ยวชม แต่ละฤดูกาลมีเสน่ห์แตกต่างกันไป สถานที่แห่งนี้ อยู่ติดกับเทือกเขาคิชฌกูฏ มีแหล่งน้ำใสไหลเย็นทั้งปี ช่วงหน้าหนาว อากาศเย็นสบาย ศูนย์วิจัยและพัฒนาการเกษตรจันทบุรี ตั้งอยู่ตำบลฉมัน อำเภอมะขาม จังหวัดจันทบุรี เดิมเป็นสถานีทดลองยางจังหวัดจันทบุรี สังกัดกรมวิชาการเกษตร พื้นที่กว้างขวางถึง 2,600 ไร่ ยุคเริ่มต้นของสถานี ที่นี่เฟื่องฟูเรื่องยางพารามาก แปลงปลูกยางพารากว้างใหญ่ มองไกลสุดลูกหูลูกตา ปัจจุบันยังหลงเหลือ มีร่องรอยของความเจริญรุ่งเรืองอยู่ หากย้อนไปยังจุดเริ่มต้น ต้องชมวิสัยทัศน์ของผู้เลือกสถานที่ นอกจากสภาพแวดล้อมเหมาะสม ผืนดินยังอุดมสมบูรณ์ เหมาะต่อการวิจัยและทดลอง ที่นี่มีความแตกต่างจากถิ่นอื่น คือต้นทุนทางธรรมชาติ ซึ่งงดงามมีเอกลักษณ์ น่าค้นหา วิจัยและให้บริการ คุณชลธี นุ่มหนู ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยและพัฒนาการเกษตรจันทบุรี ให้ข้อมูลว่า หน้าที่ของศูนย์วิจัยฯ คือการวิจัยและให้บริการ การวิจัยที่ทำกันอยู่ คือวิจัยพืชท้องถิ่น น่าสนใจมากนั้น มีปลูกพืชตระกูลขิง ข่า ซึ่งรวมไปถึงกระวาน พืชทรงคุณค่าของจันทบุรี
สวนเหยิมเหยิมได้ต้อนรับหญิงสาวคนหนึ่งยามค่ำคืน เธอเป็นคนปลูกสตรอเบอรี่ ที่เชียงราย เราคุยกันตามประสาคนสวนที่อยากมีชีวิตอยู่กับการทำสวนอย่างจริงจังและมีความสุขกับงาน การมีความสุขกับงานฉันถือว่าเป็นความสำคัญยิ่ง เพราะในชีวิตเรานั้นเราอยู่กับการงานมากกว่าอื่นใด และการงานที่เป็นสุขจะช่วยเราได้ในหลายๆ อย่าง เช่น ช่วยให้เราหายเศร้า หายเหงา ช่วยให้เรามั่นคงในจิตใจ เธอเล่าเรื่องการปลูกสตรอเบอรี่ ในเนื้อที่หนึ่งไร่ เธอบอกว่าไม่ยากแต่ต้องเอาใจใส่ในรายละเอียดมาก “การเอาใจใส่ในรายละเอียดมาก นั่นแหละยากละ” ฉันว่า ส่วนรายได้นั้นเธอบอกว่า พอใช้จ่ายและเหลือสำหรับปลูกในปีต่อไป โชคดีที่เธอเลือกที่จะทำในสิ่งที่รักตั้งแต่วัยเยาว์ ไม่รอจนแก่เฒ่าและไม่มีแรง เพราะหากว่ารอไปจนถึงวัยเกษียณมันก็จะช้าไป “ยังรู้สึกว่าช้าไปเหมือนกันเพราะเริ่มสูงวัยแล้วกว่าจะออกจากงานออกจากเมืองหลวงได้” ฉันบอกเธอ และเล่าให้ฟังว่า ที่นี่ก่อนหน้านี้มีน้องคนหนึ่งมาปลูกเสาวรสอยู่ใกล้ๆ ในวันที่เธอเริ่มต้นมาเช่าที่ปลูก เธอพูดกับฉันว่า ถ้ามันได้ผลเธอจะได้ลาออกจากงานประจำ หนึ่งปีผ่านไปสวนเสาวรสของเธอไม่ได้ผลและเธอหยุดทำ ฉันรู้สึกเสียใจกับ
