เทคนิคเกษตร
คณะอุตสาหกรรมเกษตร มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ (มอ.) ประดิษฐ์ ตู้หุงข้าวด้วยไอน้ำ กำลังผลิตสูงที่สามารถใช้หุงข้าวปริมาณมากภายในเวลาจำกัด ด้วยเชื้อเพลิงต้นทุนต่ำ ประหยัดพื้นที่และสะดวกต่อการใช้งานทั้งยังหวังเป็นตู้ต้นแบบให้หน่วยงานในชุมชนสามารถผลิตไว้ใช้หุงข้าว เพื่อแจกจ่ายให้แก่คนในพื้นที่ยามประสบอุทกภัย คุณสุทธิรักษ์ เพชรรัตน์ นักวิทยาศาสตร์ คณะอุตสาหกรรมเกษตร มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ (มอ.) หัวหน้าโครงการผลิตตู้หุงข้าวด้วยไอน้ำ กำลังผลิตสูง บอกว่า จากเหตุการณ์น้ำท่วมครั้งใหญ่ของประเทศไทยในช่วงเดือนพฤศจิกายนปี 2554 มีหลายพื้นที่ไม่สามารถหุงหาอาหารได้ ทำให้เกิดภาวะขาดแคลนอาหาร โดยเฉพาะข้าวหุงสุกซึ่งเป็นอาหารหลักของคนไทย ที่ส่วนใหญ่มักหุงด้วยหม้อหุงข้าวไฟฟ้า ซึ่งหุงได้ปริมาณน้อยในแต่ละครั้ง และไม่สามารถใช้หุงข้าวได้หากอยู่ในพื้นที่ที่ถูกตัดกระแสไฟฟ้า จึงเป็นที่มาของการผลิตตู้หุงข้าวด้วยไอน้ำ กำลังผลิตสูง เพื่อใช้เป็นเครื่องมือในการหุงข้าว ให้ได้ปริมาณมากในเวลาที่จำกัด โดยใช้แก๊สหุงต้ม หรือ LPG เป็นแหล่งให้ความร้อน และเป็นต้นแบบให้ชุมชนสามารถสร้างขึ้นไว้ใช้ในยามที่เกิดภัยธรรมชาติ ทั้งยังสามา
ปลายเดือนกันยายนที่ผ่านมา มีงานกินน่าสนุกที่ “ป่าไผ่สร้างสุข” อำเภอควนขนุน พัทลุง รมณียสถานอันร่มรื่นที่มีการติดตลาดอินทรีย์แบบเต็มรูปแบบทุกวันเสาร์ ต่อเนื่องมาตั้งแต่ช่วงต้นปีนี้ แถมผู้จัดยังขยันคิดขยันจัดกิจกรรมสนุกๆ มามอบทั้งความรู้และความอร่อยแก่ผู้มาจับจ่ายซื้อสินค้าปลอดภัยอยู่เสมอมิได้ขาด เมื่อวันเสาร์ที่ 22 ก็ได้จัดงาน “น้ำชุบแดนสะตอ” ขึ้นในช่วงภาคเช้าอย่างคึกคัก ความสนุกของงานนี้ นอกจากน้ำชุบรสชาติจี๊ดจ๊าดที่บรรดาพี่ๆ แม่ๆ ป้าๆ ร้านขาประจำของป่าไผ่สร้างสุข จะปรุงมาร่วมสนุกกว่าสามสิบสี่สิบชนิด ดังเช่น น้ำชุบเคย (กะปิ) น้ำชุบไคร (ตะไคร้) น้ำชุบอัมพวา (ลูกอัมพวา) น้ำชุบมะอึก น้ำชุบมะขามเปียก กระทั่งน้ำชุบลูกประ (Elater iospermum tapas Blume) และน้ำชุบตัวด้วงสาคู ที่มีให้ลองชิมด้วยนั้นแล้ว คนที่มาเที่ยวยังอาจลงทะเบียนเพื่อทดลองตำน้ำชุบ-น้ำพริก อย่างที่ตนอยากทำได้ฟรีๆ แถมยังได้ของที่ระลึกกลับบ้านอีกด้วย ส่วนเรื่องของความรู้ ก็มีซุ้มแสดง “ผักเหนาะ” กว่า 20-30 ชนิด มันคือ ผักสดที่คนใต้กินกับน้ำชุบนั่นแหละครับ บางอย่างพบเห็นได้ทั่วไป ส่วนบางอย่าง ถ้าไม่ขวนขวายหา ก็ไม่มีใครเคยเห็นแล้ว แ
ฉันไม่ได้ลิ้มรสชาติจำปาดะ ขนุนถิ่นใต้มาร่วมยี่สิบปีแล้ว รสชาติจำปาดะครั้งล่าสุดที่อยู่ในความทรงจำคือ จำปาดะทอดกรอบๆ ร้อนๆ หอมจัดด้วยกลิ่นเฉพาะตัวของผลไม้ที่ถูกความร้อนเผาให้กำจายกลิ่นไปทั่ว กลิ่นขนุนสำหรับคนที่ไม่ชอบนั่นก็สุดจะทนแล้ว แต่กลิ่นจำปาดะนี้เข้มข้นรุนแรงยิ่งกว่า ใครที่ไม่รักชอบเอาจริงๆ ถ้าโดนกลิ่นเข้าเต็มจมูกอาจถึงขั้นเป็นลมได้ แม้แต่ฉันซึ่งเป็นคนชอบขนุน พอเจอกลิ่นจำปาดะเข้าก็ถึงกับชะงักกึกเลยทีเดียว น่าสังเกตว่า ในพื้นที่ประเทศไทยทั้งหมด ภาคใต้ดูเหมือนจะมีผักผลไม้รสชาติฉุนเฉียวมากกว่าภาคอื่น โดยเฉพาะกลุ่มที่มี “กลิ่นแรงจัด” นั้นมีเยอะมาก เช่น ทุเรียน จำปาดะ สะตอ ลูกเนียง กระพังโหมต้น ทำมัง (กลิ่นแมงดา) และหมุยหรือหัสคุณ เป็นต้น ทั้งนี้ ยังไม่นับรวมถึงพืชผัก “รสขมจัด” ที่มีอยู่มากมายและนิยมกินเฉพาะในหมู่ชาวใต้เท่านั้น คือ สะเดาเทียม หรือ สะเดาช้าง ซึ่งเป็นไม้ป่าโตเร็ว มีเนื้อไม้สวยงามกว่าไม้ยางพารามาก และด้วยรสขมพิเศษนี่เองทำให้ปลวกและมอดแมลงทำลายเนื้อไม้ทั้งหลายไม่ชอบกัดแทะเลย ไม้สะเดาช้างจึงได้รับความนิยมนำมาใช้ทำเฟอร์นิเจอร์อย่างกว้างขวางในปัจจุบัน และทุกวันนี้ถูกส่งเสริมใ
ปราจีนบุรี เป็นจังหวัดที่ขึ้นชื่อว่าเป็นแหล่งปลูกพืชสมุนไพรสำคัญหลายชนิด เกิดการตื่นตัวนำสมุนไพรที่ได้รับการรับรองแล้วมาแปรรูปเป็นยาขายกันแพร่หลาย จนได้รับการขนานนามว่าเป็นเมืองสมุนไพร โดยมีบ้านดงบัง เป็นชุมชนหมู่บ้านที่เป็นศูนย์รวมแหล่งปลูกสมุนไพรและแปรรูปแห่งใหญ่เพื่อป้อนให้กับโรงพยาบาลเจ้าพระยาอภัยภูเบศร ขณะเดียวกัน พืชสมุนไพรเหล่านั้นยังเป็นอาหารชั้นเยี่ยมของเป็ด/ไก่ ที่ชาวบ้านเลี้ยง แล้วพบว่ามีสุขภาพสมบูรณ์แข็งแรง ไม่เจ็บป่วย จึงไม่มีความจำเป็นต้องใช้ยาปฏิชีวนะชนิดใดเลย ด้วยเหตุนี้ชาวบ้านในพื้นที่จึงได้มีโอกาสบริโภคเป็ด/ไก่ และไข่ที่ปลอดภัย มีส่วนช่วยให้พวกเขามีสุขภาพแข็งแรง จึงทำให้ชาวบ้านกลุ่มนี้เกิดแนวคิดที่จะใช้สมุนไพรเป็นส่วนประกอบของอาหารไก่ เพราะตั้งข้อสังเกตว่าผลผลิตไข่น่าจะเป็นไข่สมุนไพรด้วย แล้วหากเป็นเช่นนั้นจริงจะช่วยเพิ่มมูลค่าพร้อมสร้างรายได้ให้แก่ชาวบ้านในโอกาสต่อไป จนในที่สุดเกิดเป็นที่มาของงานวิจัย ภายใต้ “โครงการพัฒนาและสนับสนุนวัตถุดิบสมุนไพรและสิ่งอำนวยความสะดวก” โดยเป็นความร่วมมือของหน่วยงานต่างๆ อาทิ ทางจังหวัด ปศุสัตว์จังหวัด โรงพยาบาลเจ้าพระยาอภัยภูเบศร กลุ
เชื่อเหลือเกินว่าคนที่ลองมันแล้วต้องติด อาจเพราะอยากเท่ ความอยากเข้ากลุ่มกับเพื่อนๆ เพื่อให้เพื่อนยอมรับ บางคนอาจใช้มันเพื่อประชดตัวเอง ประชดพ่อแม่ หรืออยากเข้าให้โลกได้รับรู้ว่าตัวเองโตแล้ว นั่นคือ สาเหตุหลักของการติดบุหรี่ แต่พอเสพติดไปแล้ว เลิกแสนยาก เมื่ออยากจะเลิก บุหรี่ สำหรับคนที่ไม่สูบหรือไม่ได้เสพติดนั้น เขาถือว่าควันบุหรี่ได้ทำร้ายเขาด้วย และเป็นสิ่งที่น่ารำคาญเมื่อใครมาเสพอยู่ใกล้ๆ ในแทบทุกสถานที่ สถานที่ราชการทุกแห่ง จึงเป็นที่ปลอดบุหรี่ คนที่เสพบุหรี่จึงต้องอยู่ยากขึ้น มีสติ๊กเกอร์ทั้งภาษาไทยและภาษาอังกฤษห้ามสูบบุหรี่แปะอยู่ทุกหัวระแหง แต่ก็นั่นแหละคนที่เสพติดก็ต้องหาสถานที่เสพจนได้ แม้จะยากลำบากแค่ไหนก็ตาม ประสบการณ์ตรงที่ได้รับ และอับอายแทบแทรกแผ่นดินก็คือ ครั้งหนึ่งมีโอกาสได้ไปเป็นวิทยากร ที่มหาวิทยาลัยแห่งหนึ่ง ด้วยความเครียดและตื่นเต้น หลังจากพักเบรก ก็ลงมาสูบบุหรี่เพื่อให้หายตื่นเต้นและให้หายเครียด ขณะที่นั่งสูบบุหรี่ จิบกาแฟระบายอยู่นั้น นักศึกษาผู้หญิงสองสามคนเดินเข้ามาด้วยสีหน้ายิ้มแย้ม แล้วคนหนึ่งก็พูดขึ้นว่า “อาจารย์คะ กรุณาอย่าสูบบุหรี่ตรงนี้นะคะ” ก็หน้าม้านสิค
มูลค่าความเสียหายเมื่อประสบอุทกภัยในปี 2554 ที่ผ่านมา ประเมินมูลค่าคณานับ อำเภอบ้านหมี่ จังหวัดลพบุรี เป็นอีกพื้นที่ที่ในครั้งนั้นเปรียบเสมือนเป็นเมืองที่จมอยู่ใต้บาดาล พื้นที่การเกษตรเสียหายนับพันไร่ ไม่นับรวมพื้นที่ที่ใช้เลี้ยงสัตว์รอการจำหน่ายเป็นอาหาร ถูกเบียดบังไปด้วยน้ำ และน้ำ การอาชีพอย่างหนึ่งที่สามารถดำเนินต่อไปได้ แม้ว่าอุทกภัยมาเยือน ซึ่งอาจติดขัดไปบ้างตามสภาพการขนส่ง แต่ยังช่วยเพิ่มรายได้ให้ไม่มากก็น้อย ในยามคับขันของชาวอำเภอบ้านหมี่ คือ การทอผ้ามัดหมี่ การทอผ้ามัดหมี่ จึงเป็นอีกภูมิปัญญาที่ช่วยให้ชาวบ้านในพื้นที่อำเภอบ้านหมี่จำนวนหนึ่ง มีรายได้ไม่ขัดสน เมื่อประสบอุทกภัย การทอผ้ามัดหมี่ เป็นเอกลักษณ์ของชาวไทยพวน อำเภอบ้านหมี่ ที่ได้รับการสืบทอดมาจากบรรพบุรุษที่อพยพมาจากแขวงเชียงขวาง สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว (สปป.ลาว) เมื่อกว่า 200 ปีที่แล้ว ซึ่งนอกจากจะนิยมทอไว้ใช้ในชีวิตประจำวันสำหรับตนเองและสมาชิกภายในครัวเรือนแล้ว ยังมีการทอขึ้นเพื่อใช้ในพิธีกรรม ประเพณีต่างๆ ตามความเชื่อทางศาสนาและสังคม หากสังเกตให้ดี จะพบว่าเกือบทุกหลังคาเรือนในอำเภอบ้านหมี่ จะมีกี่หรือหูก อุปกรณ
ยำทวายและมะม่วงทวาย นั่นคือนามที่หลายคนอาจนึกถึงเมื่อเอ่ยชื่อ “ทวาย” แต่คงมีมิใช่น้อยคนอยู่เหมือนกันที่นึกถึงเมืองทวาย ของประเทศพม่าหรือสหภาพเมียนมาร์ ทวายอยู่ในแขวงตะนาวศรีทางภาคใต้ของพม่า ติดเขตแดนจังหวัดกาญจนบุรีของไทย เป็นเมืองที่ฉันใฝ่ฝันมานานว่าอยากมาเยือนสักครั้ง เช่นเดียวกับเมืองมะริดที่เคยได้ยินชื่อเสียงเรียงนามมานาน โดยเฉพาะเมื่อคนไทยพลัดถิ่นแถวประจวบคีรีขันธ์เล่าให้ฟังว่าเมื่อก่อนนี้พวกเขาอยู่กันที่มะริด ทวาย ตะนาวศรี ก่อนที่จะหลีกลี้หนีความลำบากของประเทศพม่าข้ามมาฝั่งไทย และในที่สุด ณ เพลานี้ฉันก็ได้มีโอกาสมาเดินเตร็ดเตร่ไปตามถนนหนทางของเมืองทวาย สมดังฝัน ได้ชื่นชมบ้านเรือนเก่าๆ แสนงามมีเอกลักษณ์มีรถม้าเสียงดังกึงกังแล่นผ่าน ความจริงน่าจะนั่งรถม้าวนรอบเมืองสักเที่ยวแต่ไม่ได้นั่งไม่ใช่เพราะมีจิตใจสงสารสัตว์ แต่เพราะกลัวเอวเคล็ดจากการโขยกเขยกของม้ามากกว่า แม้ประเทศพม่ากำลังพัฒนาไปอย่างก้าวกระโดด แต่ตามต่างจังหวัดยังมีรถม้ารับผู้โดยสารให้เห็น ทว่าคงจะลดน้อยลงไปเรื่อยๆ เหมือนรถสามล้อถีบบ้านเราที่ต้องหลีกทางให้รถเครื่อง รถตุ๊กๆ และแท็กซี่ ทวายกับไทยนั้นไม่ห่างไกลกันเลย ในประวัต
“สำนักงานกองทุนพัฒนาบทบาทสตรี” ลงพื้นที่ติดตามผลดำเนินงานกลุ่มอาชีพสมาชิกกองทุนพัฒนาบทบาทสตรี จังหวัดน่าน เป็นตัวอย่างสะท้อนให้เห็นถึงพลังและความสามารถของผู้หญิง ลั่นพร้อมเดินหน้าขับเคลื่อนภารกิจ เป็นแหล่งทุนให้กับสมาชิกกองทุนพัฒนาบทบาทสตรี เพื่อเสริมสร้างบทบาทสตรี พัฒนาเศรษฐกิจฐานรากและคุณภาพชีวิต เผยปัจจุบันมีสมาชิกกองทุนกว่า 12 ล้านคน องค์กรสตรีกว่า 15,000 องค์กร สร้างงาน สร้างอาชีพ สร้างรายได้แก่กลุ่มสตรี กว่า 26,000 โครงการ เป็นเงิน 3.1 พันล้านบาท ส่งเสริมบทบาทและพัฒนาศักยภาพสตรีและเครือข่าย กว่า 5,000 โครงการ เป็นเงิน 339 ล้านบาท นายปรีชา กิตติสัตยกุล ผู้อำนวยการสำนักงานกองทุนพัฒนาบทบาทสตรี เปิดเผยว่า แม้สังคมไทยจะให้ความสาคัญกับบทบาทสตรีในด้านต่าง ๆ ทั้งการเมือง เศรษฐกิจ และสังคม รวมถึงมีการยอมรับในความเท่าเทียมกันระหว่างชาย-หญิงมากขึ้น แต่ปัจจุบันยังคงมีสตรีถูกเลือกปฏิบัติและขาดความเสมอภาคอยู่มาก รัฐบาลจึงมีนโยบาย จัดตั้ง “กองทุนพัฒนาบทบาทสตรี” เพื่อส่งเสริมศักยภาพและบทบาทของสตรีในทุกด้าน รวมทั้งมุ่งลดผลกระทบจาก ปัญหาสตรีที่ถูกกระทาความรุนแรงในครอบครัวหรือขาดโอกาสในสังคม โดยมี
ระหว่างคนโทกับคนทีน้อยคนนักจะแยกแยะออก คนทีคือหม้อใส่น้ำขนาดย่อม คล้ายกับกาน้ำที่เราใช้ตามบ้านทั่วไป รูปร่างกลม ก้นมีเชิงสำหรับตั้งวาง คอคอดยาว บริเวณปากกว้าง และผายออก เพื่อสะดวกต่อการใส่น้ำลงไป บริเวณส่วนกลางมีพวยยื่นออกมา เพื่อใช้สำหรับเทน้ำออก สมัยก่อนเราไม่มีตู้เย็น การใส่น้ำในคนทีซึ่งปั้นมาจากดิน ช่วยให้น้ำเย็นลงได้บ้าง นับว่าเป็นภูมิปัญหาของบรรพบุรุษของเราโดยแท้ ถ้าถามว่า คนทีต่างกับคนโทอย่างไร คำตอบอย่างรวบรัด และได้ใจความตรงเผงคือ คนทีมีพวย แต่คนโทไม่มี ความนิยมในการใช้ คนโทน่าจะมีคนนิยมใช้มากกว่า เพราะไม่มีพวยยื่นออกมาให้รุงรัง เก็บง่าย ดูแลรักษาง่าย หากเป็นคนทีถ้าคนใช้ไม่ระวัง อาจเอาพวยไปเกี่ยวกับสิ่งของใกล้ตัว ตกแตกได้ง่าย คนทีเรียกอีกชื่อว่า กุณฑี เป็นเครื่องมือของใช้ชาวบ้านมาแต่เก่าก่อน แม้กระทั่งในศิลาจารึกของขอมโบราณก็ยังมีคำกล่าวถึง เมื่อกล่าวถึงการถวายของให้เทวสถาน มักมีหม้อน้ำ คนโท และคนทีรวมอยู่ด้วย แสดงว่าเป็นเครื่องมือของใช้ที่แพร่หลาย และมีคุณค่า ส่วนในประเทศไทยมีการขุดพบคนทีตามแหล่งโบราณสถานต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นบ้านปะโอ จังหวัดสงขลา และพื้นที่จังหวัดอื่นๆ อีกหลายแห
จังหวัดแพร่ นอกจากจะมีสินค้าขึ้นชื่อ คือ เสื้อหม้อห้อมแล้วยังมี ผ้าตีนจกเป็นมรดกตกทอดชิ้นสำคัญ ผ้าตีนจกที่ขึ้นชื่อและยังทอกันเป็นล่ำเป็นสันจนถึงวันนี้อยู่ที่อำเภอลอง อาคารคอนกรีตสีครีมสองชั้นอยู่ตรงข้ามกับโรงเรียนลองวิทยา เป็นที่ตั้งของพิพิธภัณฑ์ท้องถิ่น โกมลผ้าโบราณ แหล่งรวบรวมผ้าซิ่นตีนจกเก่าแก่ บางผืนอายุเป็นร้อยปีทีเดียว คุณโกมล พานิชพันธ์ เจ้าของพิพิธภัณฑ์ที่รักผ้าตีนจกเป็นชีวิตจิตใจแต่ไม่ยักหวง เอามาให้คนอื่นได้เชยชมเป็นขวัญตาหาความรู้ เล่าให้ฟังว่า แรกเริ่มจากช่วยอาจารย์วิถี พานิชพันธ์ ผู้เป็นอา เก็บสะสมผ้าซิ่นตีนจก ผ้าโบราณของอำเภอลองตั้งแต่ปี พ.ศ. 2522 เป็นต้นมา จากนั้นก็เริ่มศึกษาเกี่ยวกับผ้าตีนจกอย่างจริงจังเรื่อยมาจนกระทั่งปี พ.ศ. 2530 จึงได้ก่อตั้งพิพิธภัณฑ์ท้องถิ่นขึ้น ใช้เป็นที่ศึกษาค้นคว้าสำหรับเด็กๆ ในท้องถิ่น และบุคคลทั่วไปที่มีความสนใจหัตถกรรมพื้นบ้าน ชั้นบนของพิพิธภัณฑ์จัดแสดงผ้าซิ่นตีนจกโบราณพร้อมประวัติความเป็นมาของซิ่นแต่ละผืน ส่วนชั้นล่างมีตู้ที่ใช้เก็บรักษาผ้าเก่ามิให้ชำรุดเสียหายและยังคงลวดลายให้คล้ายกับของเดิม เพื่อเป็นการสืบสานงานทอมิให้สูญหายไป นอกจากนี้
