เทคนิคเกษตร
สมัยเด็กๆ ผู้เขียนได้ยินคนต่างถิ่นเรียกน้ำปลาว่าเคย ระหว่างกินข้าวกันอย่างเอร็ดอร่อย กระทาชายเอ่ยออกมาว่า หยิบเคยมาให้หน่อย ข้าพเจ้างงเป็นไก่ตาแตก เพราะไม่รู้ว่าเขาต้องการอะไร พอรู้ว่าท่านหมายถึงน้ำปลา แทนที่จะถึงบางอ้อกลับยิ่งงงมากกว่าเดิม คนอะไรเรียกน้ำปลาว่า เคย เคยตัวเล็กๆ ที่ชาวบ้านนำมาทำกะปิ มีขั้นตอนการจับหลายขั้นตอน แต่ละขั้นตอนก็มีเครื่องไม้เครื่องมือหลายอย่าง ต้องใช้ประกอบกัน เครื่องมือจับเคยชาวบ้านเรียกละวะ นำไปดักบริเวณป่าชายเลน การดักละวะชาวประมงดักเมื่อน้ำลง ไม่ใช่น้ำลงเมื่อเดือนยี่ แต่น้ำลงประจำวัน น้ำลงประจำวันขึ้นอยู่กับข้างขึ้น ข้างแรม แต่ละวันน้ำจะลงในเวลาต่างกัน เรื่องนี้ชาวประมงชายฝั่งรู้กันเป็นอย่างดี ชาวประมงจะนำเอาละวะไปดักรอตัวเคย เมื่อได้ตัวแล้ว ขั้นตอนแยกตัวเคยออกจากกุ้ง เครื่องมือคัดแยกนี้ชาวบ้านเรียกว่า แล่ง หน้าตาของแล่งก็ไม่ต่างจากตะกร้าทั่วไป เพียงแต่มีรูเล็กๆ รอบตัว ความเป็นมาของการสร้างเครื่องมือชนิดนี้ขึ้นมาใช้ ชาวบ้านคงจับเอาลักษณะของเคยที่ตัวเล็กกว่ากุ้ง มาทำเครื่องมือคัดแยก เพื่อความรวดเร็วในการทำมาหากิน เมื่อได้เคยมาก็ไม่ต้องมานั่งหลังขดหลังแข็งคั
“…ร่วมกันก็หมายความว่าสมาชิกในแต่ละสหกรณ์ จะต้องเพาะความสามัคคีกัน ความเข้าใจอันดีซึ่งกันและกัน และสหกรณ์ต่างๆ ก็จะต้องพยายามที่จะอุดหนุนส่งเสริมกัน แลกเปลี่ยนความคิดกัน เพื่อประโยชน์ของแต่ละคน มิใช่เพื่อประโยชน์ของ คำว่า สหกรณ์เท่านั้น…” พระราชดำรัส พระราชทานแก่ สหกรณ์การเกษตร สหกรณ์นิคม และสหกรณ์ประมงทั่วราชอาณาจักร เฝ้าทูลละอองธุลีพระบาท ณ ศาลาดุสิดาลัย วันจันทร์ ที่ 7 พฤษภาคม 2522 อำเภอลับแล หรือ เมืองลับแล เป็นอำเภอหนึ่งในจังหวัดอุตรดิตถ์ เป็นเมืองล้านนาโบราณมีมาตั้งแต่สมัยก่อนกรุงสุโขทัย คำว่า “ลับแล” นั้น ตามข้อสันนิษฐานว่า เดิมชาวเมืองแพร่ เมืองน่าน หนีข้าศึกและความเดือดร้อนมาซุ่มซ่อนตั้งชุมชนอยู่บริเวณนี้ เนื่องจากเป็นที่ป่ารก หลบซ่อนตัวง่าย และภูมิประเทศเป็นเมืองอยู่ในหุบเขามีที่เนินสลับกับที่ต่ำ คนต่างเมืองถ้าไม่คุ้นเคยกับภูมิประเทศจะหลงทางได้ง่าย เมืองลับแล มีพื้นที่อุดมสมบูรณ์สำหรับการเพาะปลูก ชาวเมืองลับแลส่วนใหญ่ประกอบอาชีพทางการเกษตร พืชผลที่ทำรายได้ และสร้างชื่อเสียงให้กับเมืองลับแล คือ ลางสาด ทุเรียน หอมแดง และยามว่างจากการทำสวน ทำไร่ ทำนา ชาวเมืองลับแลยัง
ปัจจุบัน คนไทยจำนวนมาก ป่วยด้วยโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) เช่น โรคหัวใจ เบาหวาน และความดันโลหิตสูง โดยเฉพาะโรคไขมันในเลือด ซึ่งเป็นโรคที่เกิดจากพฤติกรรมการบริโภคอาหารเป็นหลัก อยากชวนคนไทยให้หันมาเลือกกินอาหารที่ดี ไม่ใช่แค่อิ่มท้อง แต่ใส่ใจเลือกกินอาหารเป็นยา ตามคำแนะนำของ “ฮิปโปเครติส” บิดาทางการแพทย์ของชาวกรีก ที่กล่าวว่า “จงใช้อาหารเป็นยารักษาโรค” เพราะการเลือกกินอาหารที่ดี มีประโยชน์ต่อร่างกาย จะช่วยควบคุมระดับไขมันในร่างกายได้ ดั่งคำกล่าวที่ว่า “You are what you eat ” นั่นเอง ก่อนหน้านี้ กรมพัฒนาการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก ได้เคยแนะนำ “ข้าวสุขภาพดี 4 วัย” ในงานมหกรรมสมุนไพรแห่งชาติ ซึ่งเป็นผลิตภัณฑ์อาหารที่มีคุณประโยชน์ต่อร่างกาย “ข้าวเคลือบสมุนไพร” เป็นนวัตกรรมใหม่ที่พัฒนาจากภูมิปัญญาไทย ช่วยบำรุงสุขภาพคนไทยใน “4 ช่วงวัย” ได้แก่ ผู้สูงวัย ควรกินข้าวกล้องเพาะงอก ซึ่งมีค่าดัชนีน้ำตาลต่ำ ดูดซึมน้ำตาลน้อย มีสารกาบา เคลือบด้วย สมุนไพรประเภทบัวบก ขมิ้นชัน พริก ฟักข้าว มะเขือเทศ และน้ำมันดาวอินคา เมื่อรับประทานข้าวนี้เป็นประจำผสมกับอาหารที่มีโปรตีนจากปลา ผัก และผลไม้ จะทำให
มันสำปะหลัง เป็นพืชที่ปลูกดูแลง่าย ทนแล้ง ทนทานต่อโรคแมลง แถมขายผลผลิตได้ทุกส่วน ตั้งแต่หัวมัน ลำต้น ใบมันสำปะหลัง ปัจจุบันเกษตรกรมีอาชีพปลูกมันสำปะหลังไม่ต่ำกว่า 570,000 ครอบครัว ที่ประสบปัญหาต้นทุนการผลิตสูง ผลผลิตต่อไร่ต่ำ “ปุ๋ยมันสำปะหลัง” นวัตกรรมใหม่ จาก “สวนดุสิต” ผศ.ดร. ณัฐบดี วิริยาวัฒน์ และ ผศ.ดร. สุรชาติ สินวรณ์ อาจารย์ประจำคณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยสวนดุสิต ได้พัฒนานวัตกรรมปุ๋ย คือ ปุ๋ยชีวภาพอัดเม็ดกำจัดพาราควอท (Suan Dusit Green Fertilizer) และปุ๋ยสวนดุสิตนาโนซิลิคอน (Suan Dusit Nano Silicon Fertilizer) เพื่อช่วยเหลือเกษตรกรผู้ปลูกมันสำปะหลังให้มีผลผลิตต่อไร่เพิ่มขึ้น ควบคู่กับลดต้นทุนการผลิต เพื่อยกระดับรายได้และสร้างคุณภาพชีวิตที่ดีให้กับเกษตรกรผู้ปลูกมันสำปะหลังของไทย ผลงานทั้งสองชิ้นได้รับการจดอนุสิทธิบัตรเรียบร้อยแล้ว และได้รับรางวัลพิเศษ honorable mention ในงานนิทรรศการสิ่งประดิษฐ์นานาชาติ ครั้งที่ 45 เมืองเจนีวา สวิตเซอร์แลนด์ ปุ๋ยชีวภาพอัดเม็ดกำจัดพาราควอท สารพาราควอท (Paraquat) หรือชื่อทางการค้าคือ กรัมม็อกโซน (Gramoxone) เป็นสารกำจัดวัชพืชที่นิยมใช้ใน
การที่มีตัวต่อ มาทำรังบนต้นไม้ริมถนน ปากทางเข้าบ้าน มันก็ทำให้รู้สึกดีได้เหมือนกัน แม้จะมีความรู้สึกกลัวๆ อยู่บ้าง แต่ก็ทำให้อุ่นใจ “น้าๆ ต่อมาทำรังบนต้นทุเรียน เผานะๆ” เสียงเด็กหนุ่มตะโกนดังบอกมาจากหน้าบ้าน “ปล่อยมันไว้เถอะ ให้รังโตกว่านี้ แล้วค่อยเผา” ตะโกนตอบเด็กหนุ่มคนนั้นออกไป ความจริงตัวต่อรังนี้ เห็นมันมาตั้งแต่รังมันยังเล็กๆ เท่ากำมือ มันค่อยๆ โตวันโตคืนจนรังมันโตขึ้นใหญ่เท่าลูกมะพร้าวแล้ว และมันก็ไม่มีทีท่าว่าจะหยุดโต ไม่อยากไม่ให้ใครไปทำร้ายรังมัน ไม่อยากให้ใครไปเผารังของมัน เพราะสงสาร รังเก่าของมัน ซึ่งอยู่ในป่าที่ไหนสักแห่ง คงโดนเผาทำลาย พวกมันจึงอพยพมาอาศัยต้นทุเรียนทำรัง ตรงที่ปากทางเข้าบ้าน ซึ่งมันก็ไม่ห่างจากบ้านสักเท่าใดนัก ห่างประมาณสักยี่สิบเมตร เห็นจะได้ ด้วยที่ต้องอยู่บ้านคนเดียว จึงคิดว่า ตัวต่อมาทำรังที่หน้าบ้านก็ดีเหมือนกัน จะได้ช่วยกันดูแลบ้าน คิดไปโน่น แต่ตัวต่อมันก็ช่วยได้จริงๆ วันหนึ่งขณะนอนอ่านหนังสืออยู่เพลินๆ เสียงเด็กๆ วัยรุ่น คงจะเมากันมา คุยกันเสียงดังลั่น เด็กพวกนี้ คงจะเดินขว้างโน่นเขวี้ยงนี่ มาตามทาง มาถึงใต้รังตัวต่อ เสียงพวกเด็กเหล่าก็ยิ่งตะโกนดัง
“ม่อฮ่อม หรือ หม้อห้อม ” มาจากภาษาถิ่นล้านนา หมายถึงสีของผ้าฝ้ายย้อมสีครามอมดำ จาก “ ต้นฮ่อม “ ซึ่งพืชชนิดนี้ มีชื่อเรียกแตกต่างกันไปในแต่ละท้องถิ่น คนน่านเรียกพืชชนิดนี้ว่า “ ฮ่อมเมือง “ แม่ฮ่องสอนเรียกว่า “ ครามหลอย ” ขณะที่คนอีสาน เรียกว่า “ ต้นคราม ” โดยทั่วไป ต้นฮ่อม มีลักษณะเป็น ไม้พุ่มขนาดเล็ก สูง 50-80 เซนติเมตร ลำต้น เป็นข้อปล้องคล้ายขาไก่ แตกกิ่งก้านตามข้อ ลำต้นกลม ใบ เดี่ยวเรียงตรงข้าม หัวใบเรียวท้ายใบแหลมขอบใบหยัก ใบด้านบนสีเขียวมัน ใบแก่หรืออ่อนเมื่อถูกกดหรือทุบทิ้งไว้กลายเป็นสีดำ ดอก เป็นช่อออกตามซอกใบและกิ่ง รูปทรงคล้ายระฆัง ดอกสีม่วง เมล็ด อ่อนสีเขียว เมื่อแก่จะเป็นสีน้ำตาล แตกง่าย บ้านทุ่งโฮ้ง ตำบลทุ่งโฮ้ง อำเภอเมือง จังหวัดแพร่นับเป็นแหล่งผลิตผ้าหม้อห้อมที่ใหญ่ที่สุดของประเทศไทย ชาวบ้านทุ่งโฮ้งยังคงรักษากรรมวิธีการย้อมผ้าฝ้ายแบบแบบโบราณ โดยใช้กิ่งและใบของ “ ห้อม ” มาหมักในหม้อตามกรรมวิธี แล้วนำมาย้อมผ้าดิบให้เป็นสีน้ำเงินหรือสีกรมท่า ซึ่งเป็นที่มาของคำว่า “ หม้อห้อม ” นั่นเอง เสื้อหม้อห้อม เป็นสินค้าผ้าพื้นเมืองที่เป็นเอกลักษณ์โดดเด่นของจังหวัดแพร่ คนเหนือนิยมสวมใส่ผ้
เมื่อต้นเดือนพฤศจิกายน ได้ร่วมเดินทางไปกับสมาคมธุรกิจท่องเที่ยวจังหวัดตราด และสมาคมโรงแรมและรีสอร์ตจังหวัดตราด สำรวจเส้นทางเชื่อมโยงท่องเที่ยวทางน้ำเชื่อมพื้นที่ชายฝั่งทะเล 3 ประเทศ ไทย กัมพูชา เวียดนาม หลังจากเมื่อ 3 ปีที่แล้ว มีการพัฒนาเชื่อมโยงทางรถยนต์ตามเส้นทางถนน R10 (Southern Coastal Corridor Road) ทำให้นักท่องเที่ยวเดินทางเข้ามาท่องเที่ยวทางด้านจังหวัดตราดเพิ่มขึ้น ซึ่งเส้นทางทางน้ำจะเป็นอีกทางเลือกหนึ่งของนักท่องเที่ยว โดยเฉพาะกลุ่มนักท่องเที่ยวชาวต่างประเทศ สำรวจเส้นทาง ทางเรือ 3 ประเทศ คลองใหญ่ (ตราด)-เกาะรง (สีหนุวิลล์)-ฟูก๊วก (เกียนยาง) ด้วยเป็นทริปสำรวจเส้นทางเชื่อมโยงทางเรือ ต่างจากการทัวร์โดยทั่วไป จะเน้นจุดที่แวะพักระหว่างทาง เริ่มต้นจากจุดผ่านแดนถาวรบ้านหาดเล็ก อำเภอคลองใหญ่ จังหวัดตราด-เกาะกง กัมพูชา เพราะเป็นด่านสากลที่มีตรวจคนเข้าเมือง ศุลกากร เข้า-ออก สะดวก โดยใช้พาสปอร์ต ส่วนท่าเทียบเรือที่จะใช้เป็นท่าเทียบเรืออเนกประสงค์คลองใหญ่ ขนาด 500 ตันกรอส ที่อำเภอคลองใหญ่ อยู่ห่างจากชายแดน 17 กิโลเมตร ที่สร้างเสร็จแล้ว ยังไม่เปิดให้ใช้ การสำรวจจึงใช้เส้นทางรถยนต์เดินทางไป
แม้สมัยวัยรุ่นจะยังทันแกะคอร์ดกีตาร์เพลง “ผักกาดจอ” ของ คุณจรัล มโนเพ็ชร ร้องเล่นกันกับเพื่อนๆ แต่ผมก็ไม่ใช่เด็กในวัฒนธรรมล้านนาจนจะ “มักน้ำพริกอ่องกับผักกาดจอ” เหมือนน้องสาวหน้าขาวอล่องฉ่องคนนั้น หรือแม้แต่จะ “มักตำมะเขือกับผักกาดจอ” เหมือนสาวบ้านเหนือคนที่คุณจรัลเคยไปแอ่วมา แถมจินตนาการเกี่ยวกับผักกาดจอของผมก็ออกจะมืดมนเต็มที ได้ยินแต่ว่ามันใส่ถั่วเน่า หรือไม่ก็ปลาร้า ซึ่งไม่ใช่ของที่รู้จักมักคุ้นทั้งคู่เลย แต่อาหารแปลกๆ ก็เหมือนผู้คนที่ไม่เคยรู้จักมาก่อน ที่พอได้ไปรู้จักเข้า ได้ลองชิมสักคำสองคำ มันอาจเปลี่ยนความคิดของเราไปตลอดกาลก็ได้ “ผักกาดจอ” นี้ก็เช่นกัน คนทำอาหารเหนือพูดกันมานานว่า เมื่อฤดูหนาวมาเยือน ผักกวางตุ้งออกดอกเหลืองอร่ามถูกตัดมัดมาวางขายตามกาดเมือง ก็ได้เวลาทำจอผักกาด ต้อง “ซื้อผักกาดมาจอใส่ส้มมะขามตี้ฝักงอๆ” ซดกินร้อนๆ แก้หนาวกันแล้ว คำพูดนี้เห็นทีจะจริง เพราะตอนนี้ใครไปตลาดคงเห็นกวางตุ้งดอกเหลืองๆ นี้เต็มไปหมดนะครับ ถ้าอยากลอง “จอ” ผักกาดกินสักหม้อ ก็หาซื้อมาเลย เครื่องเคราของจอผักกาดหนึ่งหม้อย่อมแตกต่างกันไปตามแต่เรือนใครเรือนมัน ก็เหมือนต้มยำ ต้มโคล้ง เลียง แกงจืด
“ น้ำ ” นับเป็นปัจจัยพื้นฐานทางการเกษตร ปัจจุบัน ภาคการเกษตรทั่วโลกต่างกำลังเผชิญหน้ากับผลกระทบจากสภาวะการเปลี่ยนแปลงของภูมิอากาศเพิ่มสูงขึ้น ทั้งปัญหาภัยแล้ง น้ำท่วม พายุฝนและอากาศหนาวที่มาผิดฤดู ทำให้ปริมาณน้ำลดลง อากาศขาดความชุ่มชื้น ส่งผลกระทบทำให้พืชขาดน้ำ ชะงักการเจริญเติบโต ปริมาณผลผลิตลดลงและมีคุณภาพต่ำ เพื่อความอยู่รอด เกษตรกรจำเป็นต้องเรียนรู้และเข้าใจถึงความสัมพันธ์ระหว่างดิน น้ำและพืช เพื่อปรับปรุงแผนการใช้ทรัพยากรน้ำให้ สอดคล้องกับ ปริมาณความต้องการของพืชแต่ละชนิด เพื่อจะได้ผลผลิตที่ดีและมีคุณภาพป้อนเข้าสู่ตลาดในอนาคต ประเทศไทยประสบความสำเร็จอย่างงดงาม เรื่องการจัดการระบบ ชลประทาน และเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการน้ำ ตลอดจนการใช้น้ำอย่างคุ้มค่าให้เกิดประโยชน์สูงสุด ซึ่งจะช่วยให้เกิดความมั่นคงทางด้านอาหาร และสามารถขจัดความยากจนได้อย่างยั่งยืน ตลอดจนการยกระดับเครือข่ายเชื่อมโยงการพัฒนาชนบท กับการพัฒนาเมือง สนับสนุนการมีส่วนร่วมการรวมกลุ่มของประชาชนและเพิ่มอำนาจในการต่อรองให้เกษตรกรมากขึ้น ที่ผ่านมา การทำนาแบบใช้น้ำน้อยหรือการทำนาแบบเปียกสลับแห้งในการทำนาปรังในเขตชลประทานช่
จังหวัดแพร่ เป็นหนึ่งในเมืองต้องห้าม…พลาด เพราะเมืองแพร่มีของดีซ่อนตัวอยู่มากมายให้ค้นหา ที่นี่ได้ชื่อว่าเป็นประตูเมืองสู่ล้านนาและเป็นเมืองแห่งป่าไม้ โดยเฉพาะไม้สัก เมื่อ 100 กว่าปีก่อน เป็นยุคทองของการสร้างบ้านเรือนทรงยุโรปประยุกต์ที่รู้จักกันดีในชื่อ “ บ้านขนมปังขิง ” ที่เน้นประดับตกแต่งบ้านด้วยลายฉลุ ทุกวันนี้ชาวเมืองแพร่ยังคงอนุรักษ์ ผลงานสถาปัตยกรรม ที่เป็นส่วนหนึ่งของประวัติศาสตร์เมืองแพร่ไว้อย่างครบถ้วน ได้แก่ คุ้มวงศ์บุรี (ถนนคำลือ) บ้านวิชัยราชา (ถนนสันกลาง) บ้านหลวงศรี (ถนนเจริญเมือง) คุ้มเจ้าหลวงเมืองแพร่ (ถนนคุ้มเดิม) และ เรือนมิชชั่นนารี (ถนนยันตรกิจโกศล) เรือนมิชชั่นนารี ….มนต์เสน่ห์แห่งเรือนไม้สักโบราณ “ เรือนมิชชั่นนารี ” เป็นชื่อเรียกบ้านเรือนไม้สักชั้นเดียวยกสูงของมิชชั่นอเมริกาที่เดินทางมาเผยแพร่ศาสนาที่เมืองแพร่ เมื่อร้อยกว่าปีก่อน เรือนมิชชั่นนารี มีจำนวน 2 หลัง เรือนหลังแรก อยู่ในบริเวณโรงพยาบาลแพร่คริสเตียน ส่วนเรือนหลังที่ 2 ปัจจุบันอยู่ในบริเวณสำนักงานส่งเสริมการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัยจังหวัดแพร่ ( กศน.จังหวัดแพร่ ) ถนนยันตรกิ
