เทคนิคเกษตร
วันที่ 6 ก.พ. ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ที่บ้านเลขที่ 31/5 หมู่ 5 ต.หางน้ำสาคร อ.มโนรมย์ บริเวณหน้าวัดหางน้ำสาคร ได้พบกับ ‘ช่างแกะ’ หรือนายบุญธรรม ภูมิเมือง วัย 63 ปี และลูกชาย ช่างตีมีด ที่นำวัสดุเหลือใช้มีทำเป็นมีดและอุปกรณ์ต่างๆ ซึ่งเป็นอาชีพที่แทบจะสูญหายไปจากชุมชน นายบุญธรรม กล่าวว่า เดิมพ่อประกอบอาชีพตีมีดอยู่ที่ตลาดมโนรมย์ ตนได้ช่วยเป็นลูกมือมาโดยตลอด และเรียนรู้เทคนิคต่างๆ จากพ่อทีละเล็กละน้อย ต่อมามีคนชักชวนให้ย้ายมาทำที่ต.หางน้ำสาคร และเมื่อปี 2532 พ่อได้เสียชีวิตลง ขณะที่ตนอายุประมาณ 20 ปี จึงตัดสินใจสานต่ออาชีพตีมีดเป็นอาชีพหลัก จนถึงปัจจุบันโดย รับทำมีด เหรียญหวดหญ้า เคียว จอบ เสียม และรับซ่อมด้วย สำหรับเหล็กที่ใช้ ได้ไปรับซื้อจากร้านรับซื้อของเก่า เช่นแหนบรถยนต์ ผานเก่า เหล็กเหล่านี้ต้องเป็นเหล็กที่สามารถชุบแข็งได้ ตอนนี้มีลูกชายช่วยทำงาน และตั้งใจจะให้สานต่ออาชีพตีมีดนี้ สำหรับรายได้ตอนนี้ไม่แน่นอน บางช่วงที่ชาวนามีรายได้ดี ข้าวราคาดี ก็จะขายได้จำนวนมาก ส่วนงานซ่อมมีด จอบ เสียม ก็มีเรื่อยๆ มีรายได้เฉลี่ยวันละ 500-600 บาท คิดราคาค่าซ่อมมีดเล่มละ 40 บาท ถ้าเป็นมีดตีใหม่ใส่ด้ามเ
ผืนนาอันกว้างใหญ่เขียวขจีกว่า 8 ไร่ ใจกลางหมู่บ้านซึ่งรายล้อมไปด้วยสวนผลไม้และสวนยางพารา ซึ่งถูกโอบล้อมด้วยทิวเขายายดาท้ายหมู่บ้าน หมู่ที่ 3 ตำบลตะพง อำเภอเมือง จังหวัดระยอง กลับมามีชีวิตชีวา เหมือนเมื่อ 30 ปีก่อน ที่ชาวบ้านในบริเวณนี้ยังทำนาแบบวิถีธรรมชาติ อาศัยน้ำฝนตามฤดูกาล แผ่นดินนาข้าวผืนนี้ได้ถูกฟื้นชีวิต ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2559 มาจนถึงปัจจุบัน ร่วมระยะเวลา 3 ปี โดยแนวคิดของครูใหญ่ หรือผู้อำนวยการโรงเรียนวัดยายดา อาจารย์สกุลศักดิ์ ทิพย์ไชย ร่วมคิดกับชาวบ้านจิตอาสาในพื้นที่ หรือที่เด็กๆ ต่างเรียกขาน ลุงๆ ป้าๆ ผู้มาให้ความรู้ถ่ายทอดวิธีการทำนาแบบดั้งเดิมแบบวิถีคนระยอง ว่า “ครูชุมชน” โดยมีกลุ่มแกนนำครูชุมชน เช่น ลุงฟื้น ลุงอำนาจ ป้าบุหงา ลุงออย ฯลฯ เป็นกำลังสำคัญที่ทำให้โครงการยังทำต่อเนื่องด้วยความสุข นาข้าวโรงเรียนวัดยายดา เป็นการทำข้าวนาปี โดยในปีแรกๆ เป็นการทำนาดำ มีชาวบ้านมาร่วมทำเพียงไม่กี่คน ได้ข้าวเปลือก 3 ตัน ปีที่ 2 ผสมผสานทั้งนาดำและนาหว่าน ได้ข้าวเปลือก 5 ตัน ส่วนครั้งที่ 3 นี้นาดำทั้งหมด ได้รับความสนใจจากชาวบ้านจำนวนมาก ทำให้ได้ข้าวเปลือก จำนวน 6 ตัน การทำนาจะใช้เวลาประมา
ตลาดโบราณ 270 ปี ของดีบ้านตะปอนใหญ่ อำเภอขลุง จังหวัดจันทบุรี ตลาดแห่งนี้ ตั้งอยู่ในบริเวณวัดตะปอนใหญ่ เป็นตลาดชุมชนพื้นบ้านแท้ๆ ไม่ใช่ตลาดนัดทั่วๆ ไป เกิดขึ้นจากความร่วมมือระหว่าง บ้าน วัด โรงเรียน โดยน้อมนำหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงมาใช้ ตลาดมีเอกลักษณ์เฉพาะตัวโดดเด่น เน้นขายเฉพาะพืชผัก ขนม อาหารพื้นบ้าน ให้แม่ค้าพ่อค้าในชุมชนจริงๆ มาขายเอง ใช้ชุดแต่งกายแบบไทยๆ ใช้วัสดุธรรมชาติบรรจุอาหาร ไม่ใช้โฟม มีลานวัฒนธรรมที่ส่งเสริม อนุรักษ์ศิลปวัฒนธรรม ภูมิปัญญาพื้นบ้าน และเป็นตลาดที่เต็มไปด้วยบรรยากาศของความสุข ทุกเพศ ทุกวัย เต็มไปด้วยรอยยิ้มและมิตรภาพความเอื้อเฟื้อต่อกัน ตลาดแห่งนี้เพิ่งเปิดเมื่อเดือนสิงหาคมนี้รวมระยะเวลาผ่านไป 4 เดือนเต็ม จัดเป็นตลาดฮิตติดดาวแห่งหนึ่งสำหรับผู้คนในท้องถิ่นและนักท่องเที่ยวผู้มาเยือน ล่าสุดปลายเดือนธันวาคมจังหวัดจันทบุรีเลือกให้เป็นตลาดประชารัฐ ตลาดวัฒนธรรม “ชุมชนคุณธรรมวัดตะปอนใหญ่” ตลาดตั้งอยู่ในบริเวณวัดตะปอนใหญ่ อำเภอขลุง จังหวัดจันทบุรี สานพลัง บ้าน วัด โรงเรียน เปิดตลาดพื้นบ้านโบราณ 270 ปี คุณวีระพล ปุราณะ ประชาสัมพันธ์ และ คุณไว กิจปรีชา รองนายกอง
เมื่อวันที่ 30 มกราคม ที่หอประชุมเปรมติณสูลานนท์ ด้านหลังศาลากลางจังหวัดนครราชสีมา นายวิเชียร จันทรโณทัย ผู้ว่าราชการจังหวัดนครราชสีมา แถลงการจัดพิธีถวายเพลิงสรีระสังขาร พระเทพวิทยาคม (หลวงพ่อคูณ ปริสุทโธ) โดยศิษยานุศิษย์ได้ดำเนินการตามความประสงค์ของหลวงพ่อคูณ ซึ่งได้เขียนในพินัยกรรม เมื่อวันที่ 25 มิถุนายน 2543 ภายหลังมรณภาพ ให้มอบศพแก่ภาควิชากายวิภาคศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น(มข.) นำไปศึกษาค้นคว้าตามวัตถุประสงค์ เมื่อสิ้นสุดให้จัดงานบำเพ็ญกุศลแบบเรียบง่าย ละเว้นการจัดพิธีสมโภชใดๆ โดยให้กระทำพิธีเช่นเดียวกับการจัดพิธีศพอาจารย์ใหญ่นักศึกษาแพทย์ประจำปี แล้วนำไปเผาที่ฌาปนสถานวัดหนองแวง พระอารามหลวง ต.ในเมือง อ.เมือง จ.ขอนแก่น หรือวัดอื่นใด ส่วนอัฐิ เถ้าถ่านและเศษอังคารทั้งหมด ให้นำไปลอยที่แม่น้ำโขง จ.หนองคาย ตามที่เห็นสมควรและเหมาะสม รศ.ดร.กิตติชัย ไตรรัตนศิริชัย อธิการบดี มข. พร้อมบุคลากรคณะแพทย์ศาสตร์ มข. ได้รายงานความคืบหน้าการเตรียมจัดพิธีบำเพ็ญกุศลศพร่างอาจารย์ใหญ่หลวงพ่อคูณ ว่า ได้กำหนดสถานที่ประกอบพิธีพระราชทานเพลิงศพหลวงพ่อคูณ ที่พุทธมณฑลอีสาน ต.ศิลา อ.เมือง จ.ขอนแก่
วันที่ 31 มกราคม 2561 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า พบนายยวง มุ่งครีมกลาง อายุ 65 ปี อยู่บ้านเลขที่191 หมู่ที่ 5 บ้านดอนผวา ตำบลลำคอหงส์ อำเภอโนนสูง จ.นครราชสีมา ถือเป็นคุณตาสู้ชีวิตนำท่อนไม้ที่ตัดแล้วเป็นท่อนๆ ใส่ลงไปในเตาเผ่าถ่านที่ได้ปั้นขึ้นกับมือ จากการสอบถามไปยังนายยวงเล่าให้ฟังว่า เมื่อก่อนมีอาชีพทำงานก่อสร้าง แต่ในปัจจุบันไม่มีงานทำ อีกทั้งลูกๆ ของตนเอง ทั้งหมด 3 คน ได้ เรียนจบและแยกย้ายไปมีครอบครัวกันหมดแล้ว จึงได้หันมา เผาถ่านขาย โดยได้วิธีเผาถ่านแบบสูตรโบราณ ที่ตนเองได้ปั้นเตาเผาถ่านขึ้นมาเอง ด้วยการขุดดินเหนียว ผสมน้ำ ปั้นเตาเผาถ่านเอง เนื่องจากวิธีเผาถ่านแบบเตาดินเหนียว จะใช้ระยะเวลาในการเผานานกว่า 2 สัปดาห์ หลังจากนั้น จะได้ถ่านที่เป็นก้อนสวยงาม และเป็นที่ต้องการของตลาด ทั้งนี้การเผาถ่านแต่ละครั้งจะได้ถ่านสามารถนำไปขายได้ ครั้งละ 3,500 บาท เผาครั้งละ 2 เตา ทำให้มีรายได้ต่อเดือนเฉลี่ยเดือนละ 7,000- 10,000 บาท นับว่าเป็นอาชีพที่สร้างรายได้ให้กับครอบครัวได้เป็นอย่างดี ซึ่งแม้จะอายุมากแต่ตนเองไม่ยอมงอมืองอเท้า และจะประกอบอาชีพเผาถ่านขายต่อไปจนกว่าจะไม่มีแรงทำ
วันที่ 31 มกราคม ผู้สื่อข่าวลงพื้นที่ที่บ้านเลขที่ 16 หมู่ 7 บ้านหนองจิก ต.พระธาตุ อ.นาดูน จ.มหาสารคาม ซึ่งเป็นบ้านของ นายอนงค์ ภูชหาญ อายุ 50 ปี ที่ยึดอาชีพผลิตไม้กวาดดอกหญ้ามานานกว่า 30 ปี โดยนายอนงค์ เล่าว่า พื้นเพเป็นคนจังหวัดอุดรธานี แต่มาได้ภรรยาที่ อ.นาดูน จ.มหาสารคาม โดยไม้กวาดที่ตนเองทำนั้น หากจะดูไปแล้วก็จะคล้ายกันกับไม้กวดทั่วไป ที่วางขายตามท้องตลาด แต่ที่แตกต่างก็คือในเรื่องของความทนทาน ซึ่งไม้กวาดของตนเองนั้นมีอายุการใช้งานไม่ต่ำกว่า 3 ปี สำหรับราคาขายมีหลายราคา ขึ้นอยู่กับปริมาณดอกหญ้าและขนาดความสั้นยาวของด้ามไม้กวาด โดยราคาจะอยู่ที่อันละ 35 บาท 50 บาท 70 บาท ไปจนถึงอันละ 100 บาท โดยที่บ้านทำกันเองแบบอุตสาหกรรมในครอบครัว แต่ละวันสามารถทำได้วันละประมาณ 60 อัน สร้างรายได้ต่อเดือน เดือนละกว่า 10,000 บาท ถือว่าเป็นรายได้หลักของครอบครัว และรายได้ดีกว่าการทำนา ซึ่งมีออเดอร์จากลูกค้าจำนวนมาก จนเรียกได้ว่าแทบจะทำไม่ทัน ซึ่งลูกค้าส่วนใหญ่ก็จะมาซื้อที่บ้านเพื่อซื้อไปใช้เอง ส่วนลูกค้าที่จะนำไปขายต่อ ก็มาซื้อทีละ 200-300 อัน ซึ่งต่างบอกเป็นเสียงเดียวกันไว้ ไม้กวาดของตนเองใช้ได้นาน แล
วิทยาลัยชุมชนนราธิวาส หน่วยจัดการศึกษาอำเภอสุไหงโก-ลก จ.นราธิวาส จัดอบรมเชิงปฏิบัติการการทำผลิตภัณฑ์จากชาเจ๊ะเหม ระหว่างวันที่ 27-28 มกราคม ณ ศูนย์ชาเจ๊ะเหม ม.3 ตำบลแว้ง อำเภอแว้ง จังหวัดนราธิวาส โดยได้วิทยากรที่มีความเชี่ยวชาญในการทำสบู่มาสอนกลุ่มสตรี นายยุทธนา พรหมณี ผู้อำนวยการวิทยาลัยชุมชนนราธิวาสกล่าวว่า จากการที่บุคลากรวิทยาลัยชุมชนนราธิวาสได้สำรวจพื้นที่และพบกับกลุ่มสตรีบ้านเจ๊ะเหม ม.3 ต.แว้ง อ.แว้ง จ.นราธิวาส พบว่าพื้นที่ตำบลแว้ง มีชาพื้นเมืองที่มีชื่อว่าชาเจ๊ะเหม ซึ่งเป็นชาที่มีสรรพคุณในด้านการต่อต้านสารอนุมูลอิสระ ทำให้ผู้บริโภคมีผิวพรรณสดใส และกลุ่มสตรีได้ผลิตชาเจ๊ะเหมเป็นอาชีพเสริมแต่จำหน่ายในพื้นที่สร้างรายได้กับรายรับไม่สอดคล้องกันและมีเพียงผลิตภัณฑ์เดียวนั้นก็คือชาเจ๊ะเหม ด้วยเหตุนี้วิทยาลัยชุมชนนราธิวาสจึงลงไปส่งเสริมให้ความรู้ในการแปรรูปผลิตภัณฑ์จากชาเจ๊ะเหม ซึงเป็นผลผลิตภัณฑ์ในชุมชนให้มีความหลากหลายมากยิ่งขึ้นและตั้งเป้าในการพัฒนาต่อยอดผลิตภัณฑ์ชาเจ๊ะเหม จากผลิตภัณฑ์ชุมชนสู่ผลิตภัณฑ์ระดับพรีเมียมต่อไป โดยมีเป้าหมายขยายตลาดไปถึงประเทศมาเลเซีย อินโดนีเซียในอนาคตอันใกล้
ใจกลางกรุงเทพมหานครไม่ไกลจากเชิงสะพานเจริญผล เขตปทุมวัน ที่นี่คือที่ตั้งของชุมชนเก่าแก่กว่า 200 ปี ที่อยู่คู่มากับการเริ่มต้นของกรุงรัตนโกสินทร์ “ชุมชนบ้านครัว” ชุมชนมุสลิมเชื้อสายจาม ที่ได้รับพระราชทานที่ดินแถบนี้ตั้งแต่วัดพระยายังไปจรดสะพานหัวช้าง คือแหล่งซ่อนตัวของเพชรเม็ดงาม จุดตั้งต้นของตำนานราชาผ้าไหมไทย จิม ทอมป์สัน ความซับซ้อนของตรอกแคบๆ ขนาดเมตรเศษ ที่คดเคี้ยวไปมาในชุมชนราวกับเขาวงกต ยากที่คนแปลกถิ่นจะเข้าถึง เป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้ชุมชนบ้านครัวค่อยๆ จางหายไปจากความทรงจำ “นิพนธ์ มนูทัศน์” ในวัย 70 ปี มุสลิมเชื้อสายจามเพียงคนเดียวที่ยังคงสืบทอดงานทอผ้าไหมจากบรรพชน เจ้าของแบรนด์“ผ้าไหมไทยบ้านครัว” บอกว่า ทุกวันนี้ผ้าไหมทุกชิ้นยังคงเป็นการทอมือ โดยตนเองเป็นคนออกแบบทั้งลวดลายและสีสัน ขณะเดียวกันก็พยายามพัฒนาให้ผ้ามีความแตกต่างจากผ้าไหมในตลาดทั่วไป เป็นที่มาของ “ผ้าไหมเหลืองสิรินธร” เป็นลูกชายคนที่ 8 ในบรรดาลูก 10 คนของคุณพ่อสมาน มนูทัศน์ มุสลิมหนองจอก กับ คุณแม่สุรีย์ มนูทัศน์ หนึ่งในช่างทอผ้าไหม ชุมชนบ้านครัว ที่มีโอกาสเข้าไปถวายการรับใช้สมเด็จพระศรีสวรินทิราบรมราชเทวี พระพันวัสสาอ
เมื่อวาน รับทราบจากลูกสาวว่ามียาปฏิชีวนะเก็บอยู่ แล้วยังมียาแก้ไอและแก้แพ้อยู่ด้วย เป็นยาที่เหลือจาก แม่ (ภรรยาผม) ที่ป่วยแล้วไปโรงพยาบาลลานนามาร่วม 2 ปีผ่านมา แต่ยายังไม่หมดอายุ จึงเอามากิน ทำให้วันนี้ดีขึ้น แต่ยังไอและมีน้ำมูกมากอยู่ คิดว่าคงจะต้องกินต่ออีก 1 วัน หลังจากกินยาปฏิชีวนะและยาแก้แพ้เป็นวันที่ 2 ดูอาการดีขึ้น เพียงแต่ยังไอเรื้อรังและน้ำมูกไหลไม่หยุด ยังไม่ทุเลา ถ้าเป็นบ้านที่กรุงเทพฯ คงไม่ได้สนใจ อยากเป็นอะไรก็เป็นไป แต่ที่นี่ นับอีกไม่กี่วันก็จะถึงกำหนดกลับแล้ว ถ้าไม่หายก็ไม่ได้อุ้ม หรือเล่นใกล้ชิดกับหลาน ซึ่งเสียดายมาก เพราะนานๆ มาได้สักครั้งหนึ่ง กลับไปครั้งนี้ก็ไม่ทราบว่าจะได้มาอีกหรือไม่ และเมื่อไร กล่าวถึงการสร้างตึกที่นี่บ้าง เท่าที่สังเกตดู จะแบ่งออกเป็นภายนอกและภายใน สำหรับภายนอกที่เป็นหลังคาระเบียง หลังคาที่จอดรถ เห็นว่า เขาฉาบปูนแต่งใต้พื้นชั้นบน ไม่ต้องมีฝ้าเพดาน ใต้พื้นเพดานมีท่อต่างๆ เดินไว้ เช่น ท่อน้ำ ท่อระบายน้ำ จากห้องชั้นบนเป็นท่อลอย ไม่มีฝ้าเพดานปิด จึงซ่อมแซมได้ง่าย แต่ดูแล้วท่อทั้งหลายไม่ทราบว่าทำจากวัสดุอะไร สีดำๆ ไม่ทราบว่าเป็น พีวีซี แบบเราหรือไม่
ขออนุญาตกล่าวถึงจังหวัดนครศรีธรรมราชอีกครั้ง และอาจจะมีอีกหลายครั้งของหลายแง่มุม เพราะจังหวัดนครศรีธรรมราช เป็นจังหวัดบ้านเกิด เติบโตมา ได้เล่าเรียนเขียนอ่าน จึงอดไม่ได้ที่จะกล่าวถึงจังหวัดนครศรีธรรมราชด้วยความภาคภูมิใจ โดยเฉพาะ ตำบลลานสกา อำเภอลานสกา ที่เป็นที่ฝังรก ว่ากันว่า พระเจ้าศรีธรรมโศกราช ซึ่งเป็นผู้สร้างบ้านแปลงเมือง และเป็นปฐมวงศ์ ของราชวงศ์ปทุมวงศ์แห่งอาณาจักรตามพรลิงค์ ตามประวัติที่มีนักศึกษาประวัติศาสตร์ท่านหนึ่งได้ค้นคว้า ซึ่งตรงกันกับบันทึกสมุดข่อยที่หอสมุดแห่งชาติ พบว่านครศรีธรรมราช สถาปนาขึ้นเมื่อ วันพฤหัสบดี แรม 12 ค่ำ เดือน 3 ปีเถาะ ซึ่งตรงกับ พ.ศ. 1830 ซึ่งเป็นการสถาปนาหลังจากอาณาจักรศรีวิชัย ล่มสลายไปแล้ว เพราะอาณาจักรศรีวิชัย อยู่ในช่วง ปี พ.ศ. 1000 ถึง 1800 จากการที่ได้อ่าน ประวัติของนครศรีธรรมราช ในช่วงปี พ.ศ. 1800 ถึง 1830 หายไปไหน แล้วเมืองช้างค่อม ที่นักประวัติศาสตร์ บอกว่าเป็นเมืองที่อยู่ในสมัยอาณาจักรศรีวิชัย อยู่ที่ไหน วานผู้รู้ วานนักประวัติศาสตร์ กรุณาสืบค้น ตามประวัติ ที่มีคนค้นพบในบันทึก บอกว่าพระเจ้าศรีธรรมโศกราช มีพระอนุชาสองพระองค์ องค์แรกมีพระนามว
