เทคนิคเกษตร
เมื่อวันที่ 30 มี.ค.60 ผู้สื่อข่าวรายงานว่าที่จังหวัดนครพนม ในช่วงหน้าแล้งอากาศร้อนอบอ้าวทั้งกลางวันและกลางคืนจะมีแมลงหน้าร้อนจำนวนมากหลายชนิดที่บริโภคได้ ซึ่งชาวบ้านในชนบทหลายพื้นที่จะนิยมออกหาหรือใช้เทคนิคภูมิปัญญาท้องถิ่นดักจับแมลงหน้าร้อน เช่นแมงจีนูน แมงแคง แมงขนุน จักจั่น ไว้เป็นอาหาร โดยเฉพาะชาวบ้านเหล่า ต.นาคำ อ.ศรีสงคราม จ.นครพนม ซึ่งนิยมบริโภคแมลงเป็นมาก นายวิชิต สมรฤทธิ์ ชาวบ้านเหล่ารายหนึ่งกล่าวว่า เนื่องจากบ้านเหล่ามีสภาพป่าธรรมชาติจะสมบูรณ์มากจากการอนุรักษ์ป่าชุมชนของชาวบ้าน จึงทำให้มีแมลงหลายชนิดจำนวนมาก โดยชาวบ้านที่นี่จะรู้ว่าแมลงชนิดไหนบริโภคได้ตลอดจนวิธีการดักแมลง เช่น จักจั่น แมงจีนูน แมงขนุน กุดจี่ แมลงซอน ฯลฯ วิธีการดักแมงจีนูนนั้นชาวบ้านได้ทำไม้ไผ่ยาว 7-8 เมตร ตัดก้นขวดพลาสติกเปิดฝา นำถุงพลาสติก สวมก่อนนำยางรัดแล้วมัดติดที่ปลาย ก่อนจะออกไปล่าแมลงทั้งแมงจีนูน แมงแคง แมงขนุน ตามต้นไม้ที่มีใบอ่อน ในพื้นที่ป่าชุมชนท้ายหมู่บ้านวันหนึ่งหาได้ 700-1,000 ตัว นำมาประกอบอาหารเช่นทอด แกงต่างๆ ตำป่น ฯลฯ นอกจากนี้ยังนำไปขายสร้างรายได้ ซึ่งในแต่ละปีจะหากินแมลงได้ในเพียงช่
เมื่อวันที่ 30 มีนาคม การหาหนูนากลายเป็นของคู่กันกับท้องถิ่นที่มีอาชีพการทำนา ซึ่งสามารถหาได้ทั้งช่วงทำและหลังทำนา ด้วยเครื่องมือหลากชนิด แต่ชาวบ้านในบริเวณทุ่งนาตำบลราชสถิตย์ อำเภอไชโย จังหวัดอ่างทอง ได้ใช้ภูมิปัญญาท้องถิ่นด้วยการทำลวดผูกติดกับไม้ไผ่ทำเป็นบ่วงจับหนูนาขาย บวกความขยันความชำนาญในการดูทางเดินของหนูนา วางบ่วงตามเส้นทางเดินของหนู ตามหัวไร่ปลายนา จนสามารถจับหนูนาส่งขายเลี้ยงปากเลี้ยงท้องครอบครัว นายสมพงษ์ ศิริสุข อายุ 63 ปี ประชาชนในหมู่ 4 ตำบลราชสถิตย์ เปิดเผยว่า ตนเป็นข้าราชการเกษียณและได้หาหนูนาขายเป็นอาชีพเสริม ซึ่งต้องใช้ความขยัน อดทนและสำคัญต้องมีความรู้และความชำนาญในการดูทางเดินของหนู แต่นับเป็นอาชีพหนึ่งที่สร้างรายได้อย่างงาม โดยการใช้ไม้ไผ่มาผ่าเป็นท่อนแล้วเหลาทำเป็นคันดักหนู กว้าง 2 เซนติเมตร สูงประมาณ 90 เชนติเมตร ผูกด้วยลวดทำเป็นบ่วงสำหรับดักหนูประมาณ 100 อัน พร้อมทำการติดธงสัญลักษณ์ให้โดดเด่นเพื่อสะดวกในการเก็บกู้ พอเข้าช่วงเย็นก็จะขี่รถจักรยานยนต์พร้อมลูกชาย ออกไปเก็บบ่วงกับดักหนูตามคันสวนและตามคันนาที่คาดว่าจะมีหนูนาอาศัยอยู่ โดยต้องหาดูร่องรอย ทางเดินของหนูนา
ถ้านับการเดินทางไปเชียงของนั้น ฉันไปมามากกว่าสิบครั้ง แต่เชื่อไหมว่าไปทุกครั้งก็รู้สึกมีความสุขทุกครั้ง เชียงของเป็นเมืองมีเสน่ห์ สวยทุกมุม ทุกฤดูกาล แม้แต่วันนี้…วันที่เรามาชุมนุมกันเพราะมีปัญหา…ได้โปรดอย่าผ่าน แม้ว่าคำว่ามีปัญหาจะผ่านเข้ามา อยากจะเล่าถึงครั้งแรกที่ไปเชียงของก่อนนะคะ ความสุขแรก ช่วงนั้นเป็นนักข่าวฝึกหัดอยู่ที่หนังสือเกษตรวันนี้ บก. สั่งให้เดินทางไปเชียงของเพื่อไปดูปลาบึกที่แม่น้ำโขง นั่นคือการเดินทางไกลครั้งแรกของนักข่าวฝึกหัดที่ทำข่าวครั้งแรก มีนักข่าวหลายสำนัก มีรถออกจากกระทรวงเกษตรฯ ตอนเย็น แต่นักข่าวฝึกหัดไปไม่ทันรถ โทร. กลับไปหา บก. คิดว่าท่านพูดว่า ไปไม่ทันก็กลับมาไม่ต้องไปแล้ว แต่ที่ไหนได้ท่านบอกว่า ให้นั่งรถประจำทางตามไปเลย เป็นอันว่าต้องนั่งรถไปคนเดียวและทำข่าวอยู่คนเดียว ความคลาดเคลื่อนบางครั้งก็ดีงาม เป็นจังหวะของเวลา หรืออาจจะเรียกว่าเป็นบททดสอบของพระเจ้าว่าเราเหมาะที่จะเป็นนักข่าวได้ไหม เพราะแทนที่จะตรงไปเชียงของเลย นั่งรถไปที่พะเยาเพื่อไปสถานีประมงน้ำจืดก่อน เพราะทีมนักข่าวจะแวะไปที่นั่นก่อน ตั้งใจจะไปรวมกลุ่มกับพวกเขาปรากฏว่าเขาออกเดินทางไปเ
ในยุคนี้สินค้าหรือผลิตภัณฑ์ต่างๆ ที่จะขายอยู่ได้อย่างยั่งยืน นอกจากเรื่องคุณภาพที่ต้องมาเป็นอันดับหนึ่ง ตามด้วยราคาที่ต้องสมเหตุสมผลแล้ว อีกอย่างที่ขาดไม่ได้คือ เรื่องนวัตกรรม ซึ่งทั่วโลกต่างให้ความสำคัญ “หญ้าแฝก” ในหลวงรัชกาลที่ 9 ทรงแนะนำให้ปลูก วันนี้กลุ่มทอผ้าพื้นบ้านไทรงาม ตำบลพระเพลิง อำเภอเขาฉกรรจ์ จังหวัดสระแก้ว แม้จะเป็นวิสาหกิจชุมชนเล็กๆ ประมาณ 20 คน แต่ก็มีสินค้านวัตกรรมที่ทำให้หลายคนทึ่งในภูมิปัญญาของคนที่นี่ โดยได้นำหญ้าแฝก ซึ่งเป็นหญ้าที่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชทรงแนะนำให้ปลูกเพื่อป้องกันหน้าดินพังทลายมาใช้เป็นวัตถุดิบในการทอผ้ารวมกับฝ้าย ทำให้ได้ผ้าฝ้ายผสมหญ้าแฝก ซึ่งถือเป็นวิสาหกิจชุมชนแรกที่ทอผ้าดังกล่าว แต่ช่วงนี้ถือว่าเป็นช่วงระยะนำร่อง ยังไม่ได้มีวางขายทั่วไป คุณนิ่มนวล นาโพตอง ประธานกลุ่มทอผ้าพื้นบ้านไทรงาม เล่าว่า คนในหมู่บ้านพื้นเพดั้งเดิมมาจากภาคอีสาน ซึ่งมีการทอผ้าหลากหลายแบบ ไม่ว่าจะเป็นผ้าห่ม ผ้าทำฟูกที่นอน และผ้าถุง หรือผ้าขาวม้า เพื่อใช้สอยในครัวเรือน เป็นของฝาก ของรับไหว้ในงานแต่ง ของที่ระลึกในงานบุญ และเทศกาลต่างๆ พอเหลือใช้ จึงแบ่งขายบ้างเ
ที่นี่อำเภอสุวรรณภูมิ จังหวัดร้อยเอ็ด มีประเพณีแตกบ้าน โดยชาวบ้านจะหอบลูกจูงหลานออกจากบ้าน ไป รับประทานอาหาร ตามทุ่งนานอกหมู่บ้าน ทำพิธี นั่งนอน โดยมีแม่หม้ายเป็นคนไปเรียกให้ออกจากหมู่บ้าน จากนั้นเวลาประมาณ 20.00 น. จึงพากันกลับเข้าหมู่บ้านอีกครั้งหนึ่ง เป็นการสร้างกล ให้เภทภัยหายไป คำว่า “แตกบ้าน” หมายถึงการอพยพเคลื่อนย้ายบ้านไปหาที่อยู่ใหม่ เพราะบ้านเดิมมีเหตุเภทภัยต่างๆ นานา อาจเพราะเกิดโรคระบาดรุนแรง มีผีสางนางไม้อาละวาดในหมู่บ้าน มีผีห่าลงกินคนและสัตว์หรือเพราะความฝันและทำนายของพ่อกะจ้ำ (ผู้นำทางจิตวิญญาณให้หนีจากที่เดิม) ตลอดจนกลัวสัตว์ร้ายต่างๆ จะมาทำอันตราย ฯลฯ นั่นคือ ความหมายของการแตกบ้านที่เกิดจากสภาพจริง แต่ประเพณีการแตกบ้านในที่นี้คือการทำพิธีแตกบ้านหรืออพยพย้ายบ้านตามประเพณีความเชื่อเท่านั้น ซึ่งปัจจุบันยังมีการปฏิบัติอย่างมากมายและค่อนข้างจะเคร่งครัดในบางท้องถิ่น ซึ่งมีความเป็นมาการปฏิบัติ ดังต่อไปนี้ ความเป็นมา การแตกบ้านไม่มีใครทำการศึกษาและมีหลักฐานอ้างอิง จึงไม่ทราบความเป็นมาที่ชัดเจน ถามจากคนเฒ่าคนแก่ก็บอกทำตามประเพณีเกี่ยวกับวันอุบาทว์ วันอัปมงคลที่พ่อพราหมณ์กล่าวไ
ชาวประมงริมทะเลในหลายพื้นที่ ของ จ.สตูล 5 อำเภอ ได้แก่ อ.เมือง อ.ท่าแพ อ.ละงู และอำเภอทุ่งหว้า ต่างนำเรือประมงลำน้อยออกล่าแมงกะพรุนลอดช่อง แทนการออกหาปลาในท้องทะเล หลังฤดูนี้มีแมงกะพรุนชุกชุม ในท้องทะเลอันดามัน ทำให้เหล่าบรรดาแม่บ้าน ที่อาศัยริมชายฝั่งออกมารับจ้างในการแปรรูปทำแมงกะพรุนให้กับ พ่อค้าต่างถิ่น ที่เดินทางเข้ามารับซื้อแมงกะพรุนกันถึงหมู่บ้าน สร้างงาน รายได้งดงาม ให้ชาวประมงในหลายพื้นที่ จ.สตูลกันคึกคัก เหมือนอย่างเช่น จุดรับซื้อและแปรรูปแมงกะพรุน บ้านหาดทรายยาว หมู่ที่ 2 ต.ตันหยงโป อ.เมืองสตูล บรรดาแม่บ้านชาวประมงเรือเล็ก และหนุ่มสาว ว่างงาน ออกมารับจ้างในการแปรรูปแมงกะพรุน ด้วยกรรมวิธีในการถนอมอาหารก่อนส่งต่อไปยังบริษัทต่างประเทศที่รอรับซื้ออีกทอดหนึ่ง นายอับดุลฮาลีม ฮะยีบิลัง อายุ 56 ปีและนายมังซุร ฮะยีบิลัง อายุ 18 ปี บ้านเลขที่ 75 หมู่ 2 บ้านหาดทรายยาว ต.ตันหยงโป อ.เมือง สองพ่อลูก เล่าว่า หลังไม่ได้ทำประมงโพงพางเพราะกฎหมายไม่อนุญาต ก็นำเรือออกล่าแมงกะพรุนมาร่วมสัปดาห์แล้ว นำเรือออกไปตั้งแต่เช้ากลับมาใกล้เที่ยง ได้แมงกะพรุนลอดช่องครั้งละไม่น้อยกว่า 200 ตัว พ่อค้ารั
เมื่อวันที่ 26 มีนาคม ที่สนามกีฬาชนโคนานาชาติ อ.รัตภูมิ จ.สงขลา นายเดชอิศม์ ขาวทอง ประธานกรรมการบริหารสนามกีฬาชนโคนานาชาติ อ.รัตภูมิ จ.สงขลา ได้จัดการแข่งขันศึกวัวชนคู่แห่งศักดิ์ศรีนัดพิเศษแห่งปีของวงการวัวชนในภาคใต้อีกครั้ง โดยคู่เอกของรายการเป็นการพบกันของ 2 สังกัดค่ายวัวชนชื่อดังแห่งแวดวงการเมืองใหญ่ใน จ.สงขลา ระหว่าง”โคโหนดหลังขาวชัยชนะ”สังกัดค่ายของ นายไพร พัฒโน นายกเทศมนตรีนครหาดใหญ่ ทีมการเมืองดังฝั่ง อ.หาดใหญ่ กับ”โคแดงพลังสิงห์เจ้าปัญญา”หรือไอ้ทิว สังกัดค่าย นายฉัตรเพชร ครุอำโพธิ์ หรือ “ส.จ.เอก” สมาชิกองค์การบริหารส่วนจังหวัด(ส.อบจ.)สงขลา เขต อ.สิงหนคร ทีมฟากนักการเมืองดังแห่งคาบสมุทรสทิงพระและลุ่มน้ำทะเลสาบสงขลา นายเดชอิศม์ เผยว่า คู่นี้เริ่มแรกมีเงินเดิมพันรวมกันแค่ 4 ล้านบาท ฝ่ายละ 2 ล้านบาท แต่จนถึงวันแข่งขันมีวงเงินเดิมพันสูงถึง 24 ล้านบาท ฝ่ายละ 12 ล้านบาท และเป็นสถิติใหม่ของสนามกีฬาชนโคนานาชาติ อ.รัตภูมิ จากเดิมที่คู่ของโคแดงหนึ่งในเขา หรือไอ้แดง กับโคนิลแซมเพชรทองแท้ หรือไอ้ดำวังนา สร้างสถิติไว้เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ในวงเงินเดิมพันสูงถึง 20 ล้านบาท ผู้สื่อข่าวร
ชื่อวิทยาศาสตร์ Plumbago auriculata Lam. ชื่อวงศ์ Plumbaginaceae ชื่อสามัญ cape leadwort, white plumbago, Sky Flower ชื่ออื่น เจตมูลเพลิงฝรั่ง ชื่อผมขัดแย้งกับลีลาพฤติกรรมแกว่งไกวของพวงดอก เพราะเคยมีครั้งหนึ่งที่ม้าแข่งชื่อดังคือ “พยับหมอก” เจ้าสนามแห่งนางเลิ้ง ยากที่ฝีเท้าม้าตัวไหนจะวัดรอยแซงหน้า แต่ลีลาพฤกษาผมเองอ่อนช้อยเป็นพวงห้อยดอกสีคราม งามเด่นในม่านหมอก จนหลายคนบอกว่า หมอกก็หมดความหมาย เพราะเสน่ห์แสนโรแมนติก ที่แม้จะไม่มีกลิ่นหอม แต่ใบสีเขียวเข้มตัดกับดอกสีฟ้าสว่างตา เปรียบเหมือนหมอกจางหาย จนหลายคนบอกว่าน่าจะเป็น “พยับเมฆ” ผมมีญาติในสกุลเจตมูลเพลิงฝรั่งอยู่หลายชนิด กระจายพันธุ์ทั้งเขตร้อนและเขตกึ่งร้อน สำหรับประเทศไทยที่กระจายในธรรมชาติ มีทั้งเจตมูลเพลิงขาว ทางภาคเหนืองเขาเรียกว่า ปิดปิวขาว ตอชูวา ตั้งชู้ฮ้วย (กะเหรี่ยง-แม่ฮ่องสอน) แปะฮวยตัง (แต้จิ๊ว) ป๋ายฮัวตาน (จีน) สำหรับเจตมูลเพลิงแดง มีชื่อเรียกอื่นๆ คือ ปิดปิวแดง (เหนือ) คุยวู่ (กะเหรี่ยง-กาญจนบุรี) ตั้งชู้โว้ (กะเหรี่ยง-แม่ฮองสอน) ไฟใต้ดิน (ใต้) สอดคล้องกับชื่ออังกฤษ คือ Fire plant และ Indian leadwort. ชื่อพยับหมอกม้าแข่ง
สมัยผู้เขียนยังเป็นเด็ก เมื่อมีงานต้องใช้เครื่องปั่นไฟ หลอดไฟสีสวยๆ มักเต็มไปด้วยแมลง พระเอกของงานคือ แมลงเม่า ถ้าเป็นหลอดไฟสีม่วง ก็มักจะได้แมงดานาเป็นของแถม เด็กๆ ชอบจับแมงดานา ขณะที่หนุ่มๆ สาวๆ เต้นรำวงกันเชิ้บๆ บนเวที เราเด็กๆ จะสนุกกับการไล่จับแมงดา เวลาแมงดาบินมาเราไม่ได้ยินเสียง เพราะเสียงเชียร์รำวงกลบไปหมด เราต่างคอยมองใกล้ๆ หลอดไฟ เวลาแมงดาบินมามันจะวนหลอดไฟ แล้วก็ตกดินดังตุ้บ คราวนี้เป็นเวลาสนุกของเด็กๆ ต่างคนต่างแย่งกันจับ แมงดามีเขี้ยวพิษ ใครถูกต่อยจะปวดเอามากๆ เรารู้เรื่องเขี้ยวของมันเป็นอย่างดี ดังนั้น เมื่อจับได้ก็จะเด็ดเขี้ยวมันออก แล้วก็ใส่ถุงปิดปากไว้ รอตัวใหม่บินมาต่อไป การรอคอยน่าเบื่อตรงแมลงเม่ามันมามากเหลือเกิน แมลงเม่า ทำไมต้องบินเข้ากองไฟ ทำไมมันถึงเห็นแสงสีไม่ได้ สมัยเด็กๆ ถามผู้ใหญ่ท่านก็บอกว่าเพราะมันเป็นแมลงเม่า มันชอบแสงไฟ เมื่อเห็นแสงไฟมันก็จะบินมาตาย สรุปความได้ว่า ไม่มีความกระจ่างใดๆ จึงได้แต่เก็บความสงสัยสืบมา พอโตขึ้นก็ลองค้นดูในหนังสือ ได้ความว่าแมลงเม่าบินเข้าหาแสงไฟเพราะมันตอบสนองต่อสิ่งเร้าตามสัญชาตญาณที่มันมีมาแต่กำเนิด ดังนั้น ยามใดที่มันออกมาเห็
สมัยเด็กๆ เวลามีกีฬาสีหรือกีฬาโรงเรียน เราก็ต้องซ้อมร้องเพลงเชียร์กัน มีเพลงหนึ่งที่จำได้ขึ้นใจ เพราะร้องง่าย ทำนองคึกคักสนุกสนาน แต่จะชื่อเพลงอะไรก็จำไม่ได้เสียแล้ว “..หมูแผ่น หมูแผ่น หมูหยอง..หมูกระป๋อง จะลงสนาม (..ตรงนี้ใส่ชื่อสีหรือสังกัดของเราลงไป..) นักกีฬาเรืองนาม (ซ้ำ) พอลงสนาม ต้อนเอาต้อนเอา..” นั่นแหละครับร้องกันได้ร้องกันดี เผลออีกทีหลายๆ คนเล่นกีฬาสีกันจนโตแล้วยังไม่ค่อยจะยอมเลิกก็มี..อย่างไรก็ดี ไม่มีใครรู้เหมือนกันว่า “หมูกระป๋อง” ในเนื้อร้องนั่น หน้าตามันเป็นเช่นไรแน่..จนชั้นแต่หมูกระป๋องที่ผมจะชวนทำในวันนี้ ก็ไม่ได้อยู่ในกระป๋องเอาเลยด้วยซ้ำ ต้นสายปลายเหตุของเรื่องนี้ก็คือแม่ผมเอง ครูสุพร เหลือลมัย เขาจะมีสูตรทำปลากระป๋องกินเองครับ โดยใช้ปลาทูสด (short-bodied mackerel) ต้มกับมะเขือเทศที่ต้มคั้นกรองเอาแต่น้ำเปรี้ยวๆ ใส่เกลือป่น เคี่ยวไฟอ่อนไปราวสามชั่วโมงจนก้างกลางของปลาเปื่อย จึงเติมน้ำมันพืช และซอสมะเขือเทศ (ketchup) เล็กน้อย ปลาที่แม่ผมต้มนี้กินได้ทั้งตัว หน้าตาเหมือนปลากระป๋องที่เรารู้จักกันดีเป๊ะเลยครับ ชั่วแต่ว่าเนื้อของปลาทูสดๆ นี้จะอร่อยกว่ามากๆ อย่างชั้นเทียบกัน
