เทคนิคเกษตร
วันที่ 9 มีนาคม 2560 ที่ จ.นครพนม ในช่วงนี้ได้เกิดพายุฝนฤดู ทำให้มีฝนตกหนักต่อเนื่อง ในช่วง 2 -3 วันที่ผ่านมา ไม่เพียงส่งผลดีต่อเกษตรที่ประสบปัญหาขาดแคลนน้ำในการทำการเกษตร ทำให้มีน้ำหล่อเลี้ยงพื้นที่การเกษตร โดยเฉพาะนาปรังที่กำลังขาดน้ำ รวมถึงน้ำในการอุปโภคบริโภคแล้ว ยังส่งผลดีต่อชาวบ้านที่มีอาชีพหาของป่าขายเสริมหน้าแล้ง เนื่องจากในช่วงฝนตกลงมาจะทำให้สามารถหาของป่าได้ง่ายขึ้น อาทิ ผักหวาน ไข่มดแดง แมงแคง จักจั่น เห็ดป่า โดยเฉพาะจักจั่น มีราคาแพง ตกตัวละ ประมาณ 2 -3 บาท ส่วนไข่มดแดง ยิ่งเป็นเมนูหายาก เนื่องจากปีนี้ได้รับผลกระทบจากภัยแล้ง และปัญหาไฟป่า มีราคาสูงกิโลกรัมละ 1,000 บาท และผักหวาน ราคาตกกิโลกรัมละ 1,000 บาท เช่นเดียวกับตลาดสดเทศบาลตำบลนาแก ซึ่งเป็นตลาดศูนย์กลางจำหน่ายอาหารอีสานพื้นบ้าน พบว่าช่วงนี้จะคึกคักไปด้วยเมนูอาหารป่า โดยมีพ่อค้าแม่ค้าไปรับซื้ออาหารป่า อาทิ ผักหวาน ไข่มดแดง แมงแคง จักจั่น เห็ดป่า จากชาวบ้านมาวางขายกันคึกคัก สร้างเงินหมุนเวียนสะพัดเท่าตัว โดยชาวบ้านที่มีอาชีพหาของป่าขาย จะมีรายได้ วันละ 2,000 – 3,000 บาท บางรายขยัน สามารถหาของป่ามาขายสร้างรายได้วันละถึง
นางอภิรดี ตันตราภรณ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า กระทรวงร่วมกับจังหวัดลพบุรี ผลักดันหมู่บ้าน หินสองก้อน ให้เป็นหมู่บ้านทำมาค้าขาย ซึ่งมีชื่อเสียงด้านแหล่งผลิตดินสอพองที่มีคุณภาพดีสุดของไทย เนื่องจากดินบริเวณนี้มีเนื้อเนียนละเอียดแน่น สีขาว เรียกว่า ดินมาร์ล จึงไม่เหมาะแก่การปลูกพืช คนในหมู่บ้านจึงทำเป็นดินสอพองทุกครัวเรือน ดินสอพอง หรือต่างประเทศเรียก ดิน Marl เป็นเป็นผงแร่ที่ได้จากธรรมชาติ มีองค์ประกอบหลักเป็นแคลเซียมคาร์บอเนต (CO3) ประมาณ 80-90% นอกนั้น จะเป็นแร่ ดินเหนียว และส่วนประกอบอื่นๆ เช่น แมกนีเซียม เหล็ก แคลเซียม ซิลิกา และอาราโกไนต์ มีประโยชน์เป็นตัวปรับสภาพดิน จากที่เป็นกรดให้มีสภาพเป็นกลาง มีลักษณะอ่อน ร่วนซุย เหมาะที่จะนำไปทำปุ๋ยปรับสภาพดิน มีประโยชน์เป็นที่ต้องการสำหรับเกษตรกรมาก เพราะใช้ปรับสภาพดิน ช่วยให้พืชฝังรากลงพื้นดินได้ง่าย ในโรงงานฟอกหนังใช้ดินมาร์ล สำหรับกำจัดขนออกจากหนังสัตว์ได้ สำหรับประเทศไทย มีการพัฒนาจากเดิมที่ใช้ทำแป้ง เพิ่มเป็นวัตถุดิบในการทำผลิตภัณฑ์หลายชนิด เช่น ใช้ในอุตสาหกรรมผลิตเครื่องสำอาง ที่เน้นการรักษาสิว เพราะมีแคลเซียมคาร์บอเนตซึ่
ภายหลังสิ้นสุดฤดูหนาวและเข้าสู่ฤดูร้อน ส่งผลให้แผ่นดินตามทุ่งนาเริ่มแตกระแหง แหล่งน้ำตามธรรมชาติก็เริ่มแห้งขอดตามสภาพอากาศ กระทบต่ออาชีพเกษตรและอุปโภคบริโภค แต่ขณะที่อีกด้านภัยแล้งกลับเป็นอานิสงส์ให้ชาวบ้าน บ้านศรีวิชา ตำบลห้วยยาง อำเภอเมือง จังหวัดสกลนคร พากันนำอุปกรณ์ เช่น แห ยอ ข้องใส่ปลา ออกไปตระเวนจับปลาตามหนองบึงที่น้ำเริ่มแห้งขอดจนเกือบแห้ง เพื่อลงมือจับปลาแม้จะใช้เวลาเกือบทั้งวันแต่ก็คุ้มค่าเนื่องจากปลาที่ได้มีทั้งน้อยใหญ่ เช่น ปลาซิว ปลากระดี่ ปลาขาว ปลาดุก และปลาช่อน นางสาวพรรณิภา ศรีวิไล อายุ 45 ปี ชาวบ้านที่ออกมาจับปลาบอกว่า ปลาที่ได้ทั้งหมด หากได้เยอะจะนำไปขายที่ตลาดบายพาสเทศบาลนครสกลนคร ส่วนปลาขายดีที่สุดในช่วงหน้าแล้งคือ ปลาซิว เพราะผู้บริโภคมักนิยมนำไปทำอ่อมหรือหมกปลาซิวใส่ใบตองทั้งนึ่งและย่างไฟ ส่วนปลาช่อนจะขายได้ถึงกิโลกรัมละ 150 บาท เพื่อที่จะนำไปทำสารพัดเมนูอาหาร จึงทำให้ช่วงฤดูแล้งปีนี้มีรายได้เฉลี่ย 600-700 บาทต่อวัน หากปลาซิวเหลือก็จะนำกลับมาทำเป็นปลาร้าหรือปลาจ่อม ไว้กักตุนบริโภคในหน้าแล้งเพื่อลดรายจ่ายไปในตัว
“หนู” เป็นสัตว์ศัตรูพืชที่สำคัญ เพราะสามารถกัดแทะทำลายพืชผลทางการเกษตรให้เกิดความเสียหายเป็นอย่างมาก ขณะเดียวกันหนูนั้นเป็นอาหารโปรตีนชั้นดี จึงมีเกษตรกรหัวใสได้ใช้ภูมิปัญญาในการจับหนูและเลี้ยงหนู ทำรายได้เลี้ยงครอบครัวได้อย่างสบาย อย่างเช่น คุณเชาวฤทธิ์ แสนปรางค์ อายุ 46 ปี ชื่อเล่นว่า “ฤทธิ์” อยู่บ้านเลขที่ 109 หมู่ที่ 2 บ้านมะค่า ตำบลมะค่า อำเภอกันทรวิชัย จังหวัดมหาสารคาม โทร. (063) 016-1969 คุณฤทธิ์ แสนปรางค์ มีอาชีพหลักทำนา ได้ใช้เวลาว่างออกจับหนูขาย และเลี้ยงหนูขาย สามารถทำรายได้เลี้ยงครอบครัวมาเป็นเวลานับ 10 ปี เดือนละกว่า 15,000 บาท คุณฤทธิ์ เล่าให้ฟังว่า มีอาชีพหลักทำนา 6 ไร่ ได้ใช้เวลาว่างออกดักจับหนูในทุ่งนาในพื้นที่หมู่บ้านของตนเองและหมู่บ้านใกล้เคียง โดยใช้ลวดดักหนู ทำเป็นวง นำมาผูกติดกับหลักที่ทำด้วยไม้ไผ่ แล้วนำไปวางไว้ตามทางเดินของหนู โดยช่วงบ่าย ประมาณ 3-6 โมงเย็น จะนำกับดักไปปัก จากนั้นช่วงเช้าตรู่จะไปเก็บกู้ แต่ละวันใช้กับดักประมาณ 100 อัน จะได้หนูพุกวันละประมาณ 10-30 ตัว ชำแหละขายตามตลาดนัดในหมู่บ้าน ไม่เพียงพอกับความต้องการ ทำมาประมาณ 10 ปีแล้ว ก่อนนั้นราคาไม่จูงใจ
ชื่อวิทยาศาสตร์ : Strobilanthes nivea Bremek ชื่อวงศ์ : ACANTHACEAE เป็นไม้ล้มลุกอวบน้ำ ที่บรรพบุรุษไทยเรารู้จักใช้และคุ้นเคยกันมาช้านานคู่กับเชี่ยนหมากคุณย่าคุณยาย ปัจจุบันชักจะเริ่มหาดูลำบาก เนื่องจากผู้คนหลงลืมกันไปหมด และโดยธรรมชาติเขาเองก็ค่อนข้างจะขี้งอน ขี้วีน เล่นตัว ดูแลยากหน่อยหนึ่งตามประสาพันธุ์ไม้หายาก หากแดดจ้าไปใบก็ไหม้ ร่มไปหรือแฉะไปก็เน่า เฉาตายเอาดื้อๆ เหมือนกัน ปกติจะชอบขึ้นตามที่ร่มรำไร ชุ่มชื้น แต่ต้องไม่มีน้ำขังเด็ดขาด ใบคล้ายใบหูเสือ เป็นใบเดี่ยว เรียงสลับ มีขนสากๆสั้นมากปกคลุมบริเวณหลังใบ ใต้ท้องใบก็มีแต่น้อยกว่า ขอบใบมีจักเล็กน้อยพองาม มีทั้งชนิดกลมๆ ป้อมๆ และชนิดทรงรียาว ส่วนดอกจะออกเป็นช่อเล็กๆ ยาวประมาณคืบกว่าๆ ตามซอกใบหรือปลายยอด มีกลีบเลี้ยง 5 กลีบ กลีบดอก 5 กลีบ สีม่วงอ่อนอมขาว มีเกสรตัวผู้จำนวนมากโอบล้อมรังไข่อยู่ตรงกลาง ผลรูปไข่กลับมีขนอ่อนๆ ปกคลุมเช่นกัน เมื่อแก่สุกจะมีสีเหลืองนวล เริ่มแทงช่อดอก ติดผลประมาณเดือนพฤษภาคม-กันยายน ใบเนียมนั้นขึ้นชื่อว่ามีกลิ่นหอมหวนยวนใจ เป็นกลิ่นที่ลึกล้ำเฉพาะตัว บางท่านว่ากลิ่นเหมือนใบเตยหอม แต่ทว่าหอมสุภาพ นุ่มนวล ดูดดื่
“หมูตั้ง คืออะไรคะ คุณแม่” เสียงลูกสาว แว่วมาจากริมสวน “แม่ก็ไม่รู้เหมือนกัน ไปถามพี่แดงสิ” คุณแม่ตอบจากหน้าจอโทรทัศน์ มือง่วนกับการถักไหมพรมเป็นชุดให้เจ้า “จูลี่” ตุ๊กตาผ้าหน้าตาขี้เหร่กัวล่าจากออสเตรเลียของพี่แดง เรามาถึงตรงนี้ได้อย่างไร หมูตั้ง เป็นอาหารจีน “ตือเถาจั่ง” ต้นกำเนิดที่เมืองเถ่งไฮ่ ประเทศจีน เขานำหัวหมูพะโล้มาเลาะมัน หั่นชิ้นเล็ก อัดลงในพิมพ์สี่เหลี่ยมบุฟองเต้าหู้ ทับด้วยของหนักให้น้ำมันและน้ำพะโล้ซึมออกมา เมื่อได้ที่จะติดกันเป็นแท่งหนา นำมาหั่นเป็นแว่นหนา กินกับข้าวต้ม ซีอิ๊วขาว ไม่ปรุงรสอะไร ในเมืองเทียนสิน ทางเหนือ เขตต่อกับปักกิ่ง เรียก “เยาโญ่ว” ใช้ขาหมูตุ๋นเลาะกระดูก เอามาม้วนอัดเป็นแท่ง กินกับซีอิ๊วเจือน้ำส้มผสมกระเทียมกับพริกแดงสดบด ที่เกาหลีก็ทำแบบเดียวกัน ส่วนในเวียดนาม ใช้เนื้อจากหัวหูหมู สามชั้น ปรุงกระเทียม ต้นหอม หอมใหญ่ เห็ดหูหนู พริกไทย น้ำปลา ห่อใบตอง อัดเข้าพิมพ์ไม้ กินในเทศกาลตรุษญวน ซึ่งตรงกับตรุษจีน เมื่อมาถึงเมืองไทย หมูตั้ง รสหวานเค็ม สีออกดำ น้ำจิ้ม พริกชี้ฟ้า กระเทียม น้ำส้มสายชู กินกับแตงกวา หรือที่หั่นเป็นเส้น ใส่ไส้เปาะเปี๊ยะสด จานไทยที่ใกล้เ
ปรับปรุงจากคำนำของ อรรถจักร์ สัตยานุรักษ์ ในหนังสือ ลืมตาอ้าปาก (สำนักพิมพ์มติชน พิมพ์ครั้งแรก พ.ศ. 2559) ราคา 140 บาท ล่มสลายนานแล้ว ชนบทดั้งเดิมที่มีกระท่อมชาวนาและคอกควาย แล้วมีชาวนากำลังทำนา แบบ “วันวานยังหวานอยู่” ที่เคยเห็นบนรูปโปสการ์ด ส.ค.ส. ความสัมพันธ์ทางสังคมแนวดิ่ง แบบผู้ใหญ่-ผู้น้อย, เจียมเนื้อเจียมตัว, เอื้อเฟื้อเผื่อแผ่, ยอมจำนนต่ออำนาจเหนือ ฯลฯ ก็ลดลงจนเกือบไม่เหลือให้เห็น ไม่เข้าใจความเปลี่ยนแปลงทางสังคม ความขัดแย้งและความรุนแรงในสังคมไทยในช่วงเวลาที่ผ่านมา ส่วนหนึ่งที่สำคัญเกิดจากสังคมไทยขาดความเข้าใจเกี่ยวกับความเปลี่ยนแปลงและศักยภาพทางการเมืองของคนชนบททำให้นโยบายและโครงการต่างๆ เกี่ยวกับชนบททั้งในระดับชาติและระดับท้องถิ่นส่วนใหญ่มักมีลักษณะเป็นการช่วยเหลือจากบนลงล่าง แทนที่จะยอมให้ชนบทได้ส่วนแบ่งอำนาจ เพื่อให้คนชนบทมีโอกาสและมีส่วนร่วมในการจัดการทรัพยากร ความเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นในชนบทในช่วงหลายทศวรรษที่ผ่านมา ได้ทำให้ระบบการผลิตและระบบสังคมแบบ “สังคมชาวนา” ล่มสลายลง แล้วนำไปสู่การก่อรูปสังคมชนบทรูปแบบใหม่ขึ้นมา ซึ่งอาจเรียกว่า “สังคมผู้ประกอบการในชนบท”
เมื่อวันที่ 3 มีนาคม ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อเข้าช่วงฤดูแล้งของทุกปี ช่วงเดือนกุมภาพันธ์ ถึงเดือนเมษายน ถึงแม้ชาวบ้านในพื้นที่ จ.นครพนม จะประสบปัญหาภัยแล้ง ขาดแคลนน้ำในการเกษตร ทำให้หลายพื้นที่ต่างพากันหาอาชีพเสริม ด้วยการออกล่าของป่าขาย โดยเฉพาะอาชีพที่สร้างรายได้ดีที่สุดอาชีพหนึ่งในช่วงฤดูแล้ง คือ การออกล่าจักจั่นขาย เนื่องจากเป็นอาหารป่า ที่ได้รับความนิยม และเป็นที่ต้องการของตลาด ปีไหนหายากจะมีราคาแพงตัวละ 2 -3 บาท โดยในช่วงฤดูแล้ง ชาวบ้านจะพากันออกไปล่าจักจั่นตามวิถีชีวิตภูมิปัญญาชาวบ้าน ส่วนใหญ่จะอาศัยอยู่ตามป่าเต็ง ป่ารัง ที่มีความอุดมสมบูรณ์ ซึ่งใช้วิธีนำยางไม้ไปติด หรือจะมีการออกไปส่องหาในเวลากลางคืนตามความถนัด เช่นเดียวกันกับตลาดสดเทศบาลตำบลนาแก อ.นาแก จ.นครพนม ถือเป็นตลาดศูนย์กลางอาหารพื้นบ้าน ที่สำคัญของ จ.นครพนม ทำให้ในช่วงฤดูแล้ง บรรดาพ่อค้าแม่ค้า ต่างพากันนำอาหารป่ามาวางขาย ประกอบด้วย ไข่มดแดง แมงแคง จักจั่น ผักหวาน ถือเป็นเมนูยอดฮิตที่ชาวบ้านนิยมซื้อไปปรุงเป็นเมนูเด็ด โดยเฉพาะจักจั่น ถือเป็นเมนูอาหารป่า ที่หายาก 1 ปี มีครั้งเดียว ในปีนี้มีราคาแพงตกตัวละประมาณ 2 -3 บาท
จากการคัดเลือกเกษตรกรและกลุ่มเกษตรกรดีเด่น ปี 2559 ของสำนักงานเกษตรจังหวัดพะเยา กลุ่มที่ได้รับการคัดเลือกเป็นกลุ่มแม่บ้านเกษตรกรดีเด่น ได้แก่ กลุ่มแม่บ้านเกษตรกรบ้านทุ่งกล้วย หมู่ที่ 5 ตำบลทุ่งกล้วย อำเภอภูซาง จังหวัดพะเยา กลุ่มนี้ จัดตั้งเมื่อ วันที่ 10 มีนาคม 2520 สมาชิกเริ่มจัดตั้ง 22 คน สมาชิกปัจจุบัน 30 คน อาชีพหลักของสมาชิก คือการทำนา ทำสวนยางพารา ปลูกถั่วลิสง อาชีพเสริมของสมาชิกประกอบด้วยการทอผ้า ถักโครเชต์ เลี้ยงไก่ เลี้ยงจิ้งหรีด ปลูกพืชแซมสวนยาง ปลูกพืชผักสวนครัว ประธานกลุ่มชื่อ คุณเปลี่ยน ดีจิตร ที่ทำการกลุ่ม เลขที่ 89 หมู่ที่ 5 ตำบลทุ่งกล้วย อำเภอภูซาง จังหวัดพะเยา โทรศัพท์ (086) 197-2919 มีการส่งกลุ่มนี้เข้าคัดเลือกในระดับภาคเหนือตอนบนก็ได้รับการคัดเลือกรางวัลชนะเลิศ เมื่อไม่นานมานี้ คณะกรรมการคัดเลือกสถาบันเกษตรกรระดับประเทศได้มาประเมินผลงานของกลุ่ม เพื่อคัดเลือกผลงานเข้ารับรางวัลกลุ่มแม่บ้านเกษตรกรดีเด่นระดับชาติต่อไป กลุ่มแม่บ้านเกษตรกร เป็นองค์กรเกษตรกรหนึ่งในความรับผิดชอบของกรมส่งเสริมการเกษตร เป็นการรวมตัวของสตรีในภาคการเกษตร โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อเป็นแหล่งรับและถ
ชื่อวิทยาศาสตร์ Linociera macrophyll WALL (Chionanthus ramiflora) ชื่อวงศ์ OLERACEAE ชื่อสามัญ Nothern olive, Native olive ชื่ออื่นๆ อวบดำ ตาไซใบใหญ่ พลู่มะลี โว่โพ่ หว้าชั้น เกลื่อน ชื่อของหนูมีปัญหากับตัวหนูเองมาก เพราะขัดแย้งกับความสวยงามของพวงดอก ที่ไม่มีอะไรจะบอกว่า “อวบและดำ” เลย เนื่องจากหนูออกดอกเป็นช่อ แบบช่อแยกแขนงหลวมๆ ตามซอกใบ หรือกิ่งก้าน เพราะดอกมีขนาดเล็กสีขาวหรือสีเหลืองอ่อน มีกลิ่นหอม แต่หลายคนก็บ่นว่า “หอมเอียน” และอีกหลายคนก็ว่าหอมหวานละมุนละไม หนูสงสัยอยู่ว่า ทำไมเรียกหนูว่า อวบดำ ส่วนไหนอวบ ส่วนไหนดำ ถ้าให้หนูเดาตัวเอง ก็คิดว่าน่าจะเป็นกลีบดอกที่อวบอิ่ม และส่วนกิ่งก้านที่ดำ แต่ก็ยังมีคนเถียงกันว่า น่าจะเรียกตามลักษณะของผลที่เมื่อแก่เต็มที่แล้วเปลี่ยนจากสีเขียวเป็นสีม่วงเข้มจนเกือบดำ สำหรับชื่อ “ปริศนา” นี้ หนูชอบและอยากให้คนเรียกขานชื่อนี้ทุกคน เพราะฟังแล้วเหมือนนางเอกหนังเมื่อ 50 ปีที่แล้ว ทั้งสวย ทั้งแก่น ทั้งซน จนกระทั่ง “ท่านชายพจน์” พระเอกในนวนิยายต้องปราบด้วย “ความรัก” เนื้อหาในภาพยนตร์ หรือ ละครโทรทัศน์ และละครเวที เรื่องนี้มีมาตั้งแต่ปลายสมัยรัชกาลที่ 8 ถึง
