เทคนิคเกษตร
“ข้าวแห้ง” หรือข้าวต้มแห้ง เป็นอาหารพื้นบ้านโบราณของชาวบ้านในจังหวัดสมุทรสงคราม แต่แหล่งกำเนิดแท้จริงอยู่ที่ไหนนั้นไม่อาจยืนยันได้ เพื่อนที่เป็นคนอำเภอแม่กลองยืนยันว่าเธอรู้จักข้าวแห้งมาตั้งแต่เด็กๆ เป็นอาหารเก่าแก่ที่มีมาตั้งแต่รุ่นปู่ย่าตาทวดจนกระทั่งบัดนี้ที่ไม่ได้ทำกินกันเองแล้วก็ยังได้กินอยู่ เพียงแต่เปลี่ยนไปหาซื้อจากร้านอร่อยแถวตลาดแม่กลองแทน เพราะคนสมัยใหม่ทำกินเองไม่สะดวกเนื่องจากเครื่องเคราเยอะพอดู อีกสายหนึ่ง ชาวบ้านในชุมชนตลาดเก่าบางนกแขวก อำเภอบางคนที จังหวัดสมุทรสงคราม ก็อ้างสิทธิ์ว่าเป็นเจ้าของต้นตำรับสูตรโบราณดั้งเดิมแท้จริง เช่นเดียวกับคนแถวตลาดมหาชัยก็บอกว่าที่มหาชัยมีมาก่อนใคร แม้แต่ที่ตลาดน้ำดำเนินสะดวก จังหวัดราชบุรี ก็มีร้านข้าวแห้งตลาดน้ำดำเนินและคนที่นี่ยืนยันว่าข้าวแห้งกำเนิดจากที่นี่เหมือนกัน เลยไปทางชลบุรีมีข้าวแห้งบ้านบึง ไปจนถึงข้าวแห้งภูเก็ตโน่น ส่วนใน กทม. มีร้านข้าวแห้งกระจายอยู่ตามชุมชนที่มีคนอยู่หนาแน่น เช่น แถวคอนโดฯ เมืองทองธานี และข้าวแห้งสวนหลวง ร.9 เป็นต้น เล่ามาถึงตรงนี้ คนที่ไม่เคยรู้จักข้าวแห้งมาก่อนก็คงจะเริ่มสงสัยกันล่ะสิว่า เจ้าข้าวแห้งนี่มั
จากข้อมูลในอภัยภูเบศรสาร ปีที่ 12 ฉบับที่ 151 โดย ภก. ณัฐดนัย มุสิกวงศ์ ให้ข้อมูลการลดไขมันเลือดด้วยกระเทียม ไว้ โดยระบุเป็นข้อเขียน ดังนี้ “อย่ารับประทานของทอด ของมัน เดี๋ยวคอเลสเตอรอลขึ้น” ข้าพเจ้าคิดว่า ท่านผู้อ่านทุกท่านเคยได้ฟังมาทุกคน แต่ในทางปฏิบัตินั้นยากเหลือเกินที่จะหลีกเลี่ยงมื้ออาหารลักษณะนี้ มีรายงานจากองค์การอนามัยโลก ว่า หากลดระดับคอเลสเตอรอลลง 10% สามารถลดความเสี่ยงในการเป็นโรคหัวใจได้ถึง 50% นอกจากนั้น จากการสำรวจพบอีกว่า กลุ่มประเทศที่ประชากรมีรายได้ต่ำ ซึ่งสาเหตุหลัก คือ อาหารที่มีคอเลสเตอรอลมากเกินไปและอาหารจำพวกไขมัน ส่วนสาเหตุอื่นๆ ก็อาจมาจากยาบางชนิด โรคบางชนิด กรรมพันธุ์ของผู้ป่วยก็เป็นไปได้เช่นกัน โดยปกติแล้วระยะต้นของการมีคอเลสเตอรอลสูง ผู้ป่วยจะไม่แสดงอาการใดๆ แต่เมื่อระดับคอเลสเตอรอลสูงไปเป็นระยะเวลานาน จะทำให้เกิดการสะสมและอุดตันของไขมันตามหลอดเลือดต่างๆ ซึ่งเป็นสาเหตุของโรคหลอดเลือดหัวใจตีบ หรือเส้นเลือดในสมองตีบได้ การรักษา ปัจจุบันก็จะให้ผู้ป่วยควบคุมอาหารที่มีคอเลสเตอรอลสูง ออกกำลังกาย ซึ่งหากผู้ป่วยมีระดับไขมันในเลือดสูง ก็อาจจะต้องใช้ยาลดไขมันร่วมด้วย
หญิงสาวขมวดคิ้วปากมุ่ย เมื่อเห็นชายแปลกหน้าผมเลาประปรายอยู่ในครัวกับแม่ หล่อนไม่แน่ใจว่าเคยเห็นเขาที่ไหนมาก่อน ไม่ว่าในละแวกริมน้ำแม่กลองหรือที่ทำงานในกรุงเทพฯ ดูแม่คุยสนิทสนมเรื่องกับข้าวท้องถิ่นที่แม่ถนัด กับร้านอาหารมีลูกค้ามาอุดหนุนไม่ขาดทุกวัน ไม่เว้นวันหยุดหรือแม้แต่วันธรรมดา สักพัก แม่คงจะสังเกตว่าลูกสาวมายืนอยู่จนตัวจะล้นประตูครัวเข้าไปแล้ว “ว่าไงจ๊ะ” เธอบุ้ยปากไปที่ชายผมเลา พยักหน้าให้แม่เดินออกมา “ใครน่ะแม่” “คุณไถงจ้ะ แกอยากรู้ตำราต้มกะทิสายบัว มาถามว่าบ้านเราทำอย่างไร” “แม่ไปรู้จักเขาได้ยังไงคะ คุณไฉนเนี่ย” “ไถง ลูก เขาเคยแวะมากินที่ร้านหลายเดือนแล้ว ติดใจปลาคังผัดฉ่า บอกว่าจะมาอีก แต่ก็หายหน้าไปเสียนาน แม่เองก็เกือบลืมไปแล้ว พอเขามาตอนสายนี่ เลยนึกขึ้นได้” “แล้วแม่นึกไง ถึงให้เขาเข้ามาตีสนิทถึงในครัวล่ะแม่” “โธ่ แม่คุณของแม่ เลิกระแวงหวาดผู้ชายได้แล้วลูก คุณไถงเขาแค่มาถามเรื่องกับข้าว แม่ก็บอกเขาไป จะได้ไม่จมหายไปกับคนรุ่นโบราณอย่างแม่ เขาไม่ได้มาเสาะสืบเรื่องลูกสาวของแม่สักหน่อย สงสัยไปได้” “แม่บอกอะไรเรื่องหนูไปหรือเปล่าล่ะ นอกจากต้มกะทิ” “ก้อ ต้มกะทิเนี่ย บ้านเรามีปูเค็
หากมีโอกาสไปเดินที่ตลาดอำเภอด่านซ้าย จังหวัดเลย จะพบว่ามีของกินของขายที่แปลกและแตกต่างจากที่อื่น อำเภอด่านซ้าย เป็นรอยต่อระหว่างภาคเหนือและภาคอิสาน ดังนั้นอาหารการกินจึงเป็นลูกผสม อำเภอนี้มีร้านขายลาบอร่อยมาก เรียกกันติดปากว่า “ลาบเหนียว” เรื่องของส้มตำก็มีอร่อยอยู่หลายร้าน อย่าง “เจ๊น้อยส้มตำ” ก็เป็นร้านมาตรฐาน ร้านนี้อยู่เลขที่ 317 หมู่ 1 (ข้างตลาดเย็น) อำเภอด่านซ้าย จังหวัดเลย 42120 ส้มตำที่ร้านนี้มีส้มตำปูปลาร้า ไทย ปู ไข่เค็ม โคราช ผัก ซั๊วะ แตง แตงไข่ต้ม แครอท และน้ำผักสะทอน อาหารอย่างอื่น ที่กินประกอบกันมีไก่ย่าง ปลาดุกย่าง เครื่องในไก่ย่าง หมูย่าง และอื่นๆ ส้มตำที่แนะนำมา เชื่อเหลือเกินว่า ส่วนใหญ่คุ้นเคยกันดี แต่ส้มตำน้ำผักสะทอน คนส่วนใหญ่ไม่รู้จักแน่ น้ำผักสะทอนเป็นมาอย่างไร สะทอนหรือกระทอน เป็นไม้ยืนต้น พบมากในพื้นที่ของจังหวัดเลย เพชรบูรณ์ และพิษณุโลก ที่อำเภอหล่มเก่า จังหวัดเพชรบูรณ์ มีหมู่บ้านหนึ่งชื่อว่า “กกกระทอน” หมายถึงต้นกระทอนหรือสะทอนนั่นเอง มีหมู่บ้านหนึ่งชื่อ “ห้วยน้ำผัก” อยู่ตำบลแสงภา อำเภอนาแห้ว จังหวัดเลย ผู้คนแถบถิ่นนั้น รู้จักแปรรูปใบสะทอนเป็นน้ำผักมานานแล้ว
สมัยผมเรียนโบราณคดีเมื่อสามสิบกว่าปีก่อน มันมีข้อถกเถียงเชิงวิชาการอยู่ข้อหนึ่ง ทำนองว่า ถ้าเกิดเราพบวัฒนธรรมทางวัตถุบางอย่างที่เหมือนกันเกือบทุกอย่าง แต่อยู่ห่างกันมาก ชนิดคนละภูมิภาค มันเป็นไปได้ไหมว่าจะมีการถ่ายทอด ลอกเลียน เอาอย่างกัน หรือว่าอยู่ดีๆ ต่างฝ่ายต่างก็ทำเรื่องราวนั้นๆ ขึ้นได้เองภายใต้สภาวะแวดล้อมทางวัตถุที่เหมือนกัน โดยไม่มีใครเลียนแบบใคร ตัวอย่างที่มักชวนให้ถกเถียงในสมัยนั้น ก็คือ วัฒนธรรมการทำเครื่องมือสำริดและเหล็ก ที่จนบัดนี้ก็น่าจะยังเถียงกันอยู่ว่า ชาวอุษาคเนย์รับเอาเทคโนโลยีจากจีนหรือตะวันออกกลางมา หรือว่าคนบ้านเชียง คนลพบุรี รู้จักถลุงเหล็กได้เองเมื่อสองสามพันปีที่แล้วโดยที่ไม่ต้องมีใครเคยไปเมืองจีนเลยสักคน มานึกตอนนี้แล้วก็สงสัยว่าจะเถียงกันไปเพื่ออะไรนะครับ แต่ว่าไปทำไมมี ความรู้สึกในการเป็นเจ้าข้าวเจ้าของนั้นบางครั้งก็เป็นเรื่องใหญ่ แถมยังนำพาไปสู่การบาดหมางไร้สาระมากมายหลายครั้ง ไม่ว่าจะเป็นเจ้าของตัวบุคคลในประวัติศาสตร์ สิ่งของ หรือว่ามรดกวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้ และพอผมชักเริ่มมาสนใจเรื่องกับข้าวกับปลาอาหาร ก็พบว่า เรื่องทำนองนี้มีไม่น้อยเหมือนกันนะครับ เท
นายธนวัฒน์ จันทร์ทอง ผู้ใหญ่บ้านบ้านงิ้ว หมู่ที่ 6 ตำบลบ้านสาง อำเภอเมือง จังหวัดพะเยา กล่าวว่า ปัญหาขยะล้นเมืองกำลังเป็นปัญหาสำคัญของทุกชุมชนในบ้านเรา ดังนั้น กลุ่มแม่บ้านบ้านงิ้วที่มีสมาชิกประมาณ 20 คน จึงได้ช่วยกันออกแบบนำขวดนมพลาสติกที่เป็นขวดเก่า ไม่ได้ใช้ประโยชน์อะไรแล้วมาทำเป็นแบบในการถักผ้าพันคอ สำหรับการถักดังกล่าว ทางกลุ่มแม่บ้านฯ เรียกลายขวดนม เนื่องจากใช้ขวดนมเป็นโครงสร้างในการถัก โดยใช้เส้นด้ายขนแกะที่มีความนุ่มและสวยงาม สามารถนำไปใช้ประโยชน์สร้างความอบอุ่นแก่ร่างกายได้เป็นอย่างดี จำหน่ายผืนละ 100 บาท หากพ่อค้าแม่ค้ารายใดต้องการรับไปขาย สามารถติดต่อที่กลุ่มแม่บ้านบ้านงิ้วได้ “ในอนาคตกลุ่มแม่บ้านได้หารือกันว่าจะออกแบบถักผ้าชนิดต่างๆ เพื่อใช้ประโยชน์ให้มากขึ้น เช่น ผ้าคลุม สามารถใช้คลุมกันหนาว หรือใช้ประโยชน์ได้สารพัด ถือว่าเป็นการส่งเสริมทักษะการถักของกลุ่มแม่บ้านให้เป็นแรงงานฝีมือคุณภาพด้านการถักผ้าด้วย” นายธนวัฒน์ กล่าว ด้าน นางภัทชนก จันทร์ทอง ประธานกลุ่มแม่บ้านบ้านงิ้ว ซึ่งเป็นผู้ออกแบบใช้ขวดนมเป็นแบบถักผ้าพันคอ กล่าวว่า มีแม่บ้านส่วนหนึ่งรับงานไปทำที่บ้าน หลังจากที่ได้
ตั้งแต่ข้าพเจ้าได้รับหน้าที่ดูแลคอลัมน์พืชใกล้ตัว ก็ได้พยายามหาข้อมูลงานวิจัยสมุนไพรใหม่ๆ เพียงอย่างเดียว แต่บางครั้งก็อาจจะยังไม่ได้นิยมใช้กันอย่างแพร่หลาย โดยมิได้นึกถึงสมุนไพรที่มีข้อมูลงานวิจัยมาก มีการใช้จริงและบรรจุอยู่ในบัญชียาในโรงพยาบาลหลายแห่งทั่วประเทศ พญายอ หรือ สเลดพังพอนตัวเมีย คือ สมุนไพรชนิดเดียวกัน จากข้อมูลการใช้ตามภูมิปัญญา สามารถรักษาได้หลายอาการ เช่น ผิวหนัง ผื่น คัน ด้วยการใช้ใบสดตำผสมกับเหล้าใช้ทา ยาแก้เจ็บคอ ด้วยการนำใบสดมาเคี้ยวเอาแต่น้ำแล้วคายกากออก ปัจจุบัน พญายอ ถูกบรรจุในบัญชียาหลักแห่งชาติ กลุ่มยาพัฒนาจากสมุนไพร เป็นยาสำหรับรักษากลุ่มอาการทางระบบผิวหนัง บรรเทาอาการของเริมและงูสวัด รักษาแผลในปาก บรรเทาอาการผด ผื่น คัน ลมพิษ บรรเทาอาการปวดบวมจากแมลงกัดต่อย โดยมีการพัฒนายาหลายรูปแบบ เช่น ครีม กลีเซอรีน โล่ชั่น ยาหม่อง งานวิจัยที่เปรียบเทียบครีมพญายอกับยาแผนปัจจุบัน ได้ถูกนำมาศึกษาในรูปแบบของ Systematic review และ meta-analysis เป็นการรวบรวมงานวิจัยทางคลินิก ทั้งหมด 4 การศึกษา เพื่อวิเคราะห์ผลด้านประสิทธิภาพในการรักษาโรคเริมที่อวัยวะสืบพันธุ์และโรคงูสวัด ด้วยก
วันที่ 9 กุมภาพันธ์ 2560 ที่ตลาดคุ้งสำเภา อ.มโนรมย์ จ.ชัยนาท ชุมชนเก่าแก่อายุกว่า 100 ปี มีกลุ่มแม่บ้านรวมตัวกันภายใต้ชื่อ “กลุ่มเสริมสร้างสัมมาชีพ หมู่ 4 ตำบลคุ้งสำเภา” เพื่อทำขนมโบราณนานาชนิดขาย แต่ไฮไลต์น่าสนใจอยู่ที่ “ขนมปลาแนม” ขนมโบราณชื่อประหลาด หน้าตาแปลกๆ เพราะมี 2 สีในห่อเดียวกันคือสีน้ำตาลของข้าวคั่วบดส่งกลิ่นหอม คลุกน้ำปรุงรสตามสูตรโบราณดั้งเดิม โรยหน้าด้วยมะพร้าวเส้นที่นำไปนึ่ง แนมด้วยกระเทีมดอง หอมแดง พริกขี้หนูหั่น และมะนาวฝานบางๆ ทำให้รสชาติกลมกล่อมถูกปากเมื่อรับประทาน ขายเพียงห่อละ 10 บาท นอกจากขนมปลาแนมแล้ว กลุ่มแม่บ้านยังมีขนมโบราณอื่นๆ ขายด้วย เช่น ขนมเปี๊ยะไส้เปลือกส้มโอ ขนมเปี๊ยะไส้ถั่ว ข้าวเหนียวมูลสมุนไพรหน้าต่างๆ เช่น หมูเค็ม หมูหวาน ขนุน มะม่วง สังขยา ซึ่งก็ขายราคาห่อละ 10 บาทเช่นกัน นางนันสุภา อัศดินศุภกิจ สมาชิกกลุ่มแม่บ้าน บอกว่าสาเหตุที่ทางกลุ่มทำขนมโบราณขายในราคาถูกนั้นก็เพื่ออนุรักษ์ไว้ให้รุ่นลูกรุ่นหลานได้รู้จักและสืบทอด ยกตัวอย่างเช่น ขนมปลาแนมนี้ เท่าที่ทราบในพื้นที่อื่นไม่มีทำขายแล้ว ซึ่งถือเป็นความภาคภูมิใจของกลุ่มแม่บ้านที่จะถ่ายทอดสืบสานสู่คนรุ่นใ
วันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2560 นางประนอม อานุสาน เกษตรกรบ้านบัว หมู่ 3 ตำบลดงขวาง อำเภอเมืองนครพนม จังหวัดนครพนม เปิดเผยว่า การทำนาถือเป็นอาชีพหลักของคนในถิ่นนี้ ซึ่งหลังฤดูเก็บเกี่ยวต่างก็ต้องหาอาชีพเสริมเพื่อสร้างรายได้ให้กับตนเองและครอบครัว บางคนก็เลือกที่จะปลูกพืชน้ำน้อย บ้างก็ทำอาชีพรับจ้าง แต่ตนเองและกลุ่มญาติๆ ได้รวมกลุ่มกันสานกระติบข้าวไม้ไผ่ เพราะเป็นสิ่งที่บรรพบุรุษปลูกฝังมาและมองว่าสามารถทำขายได้ตลอดทั้งปี จึงเป็นอาชีพเสริมที่ดีและมั่นคงเพราะเป็นสิ่งที่จำเป็นสำหรับใส่ข้าวเหนียวไว้รับประทาน มีจำนวนความต้องการมาก โดยขณะนี้มียอดสั่งจองเข้ามามากจนผลิตแทบไม่ทัน โดยในช่วงแรกๆ ของการสานกระติบข้าวจะเป็นแบบปกติทั่วไป พอไปวางจำหน่ายลูกค้าก็ถามว่ามีลวดลายและรูปทรงอื่นไหม จึงได้นำเอาความคิดนั้นต่อยอดพัฒนามาเรื่อยจนกลายเป็นลวดลายและรูปทรงที่แปลกตาตามความต้องการของลูกค้า เช่น เป็นรูปหัวใจ เป็นอักษรข้อความบนกระติบข้าว หรือว่าลวดลายอื่นๆ อีกมากมายหลายแบบ ซึ่งราคาต่อลูกจะเริ่มที่ 120 บาทไปจนถึง 350 บาท ขึ้นอยู่กับขนาด ลวดลายในการจักสาน และรูปทรงที่ประดิษฐ์ ยิ่งมีความละเอียดมากก็จะราคาสูง แต่ก็ถือว
ธูป เป็นสิ่งที่ใช้เป็นเครื่องสักการบูชามาช้านานตามความเชื่อ การจุดธูปหมายถึง ไหว้พระรัตนตรัย สิ่งศักดิ์สิทธิ์ และในอดีตธูปทำจากเนื้อไม้หอมหลายชนิด ไม่ว่าจะเป็นไม้จันทน์ขาว จันทน์เทศ กำยาน ไม้กฤษณา กันเกรา หรือต้นบง บดเนื้อไม้ให้เป็นผงละเอียด ธูป ควันธูปค่อนข้างละเอียด เมื่อเผาแล้วจึงไม่ระคายเคืองจมูกและตา ธูปไทยในอดีตลักษณะคล้ายธูปจีนโบราณ แต่ในปัจจุบันไม้เนื้อหอมมีราคาแพงและหายาก บางชนิดก็เป็นพืชคุ้มครอง ผู้ผลิตธูปจึงเปลี่ยนมานำขี้เลื่อยมาผสมกับกาวกลิ่นหอมที่สกัดจากพืชหรือสารเคมี ผลิตเป็นธูปแทน ทำให้เกิดอันตรายต่อสุขภาพได้ แต่ธูปหอม ของศูนย์การเรียนรู้การดูแลสุขภาพภาคประชาชนด้วยการแพทย์แผนไทยอภัยภูเบศรของวิทยาลัยการแพทย์แผนไทยอภัยภูเบศร ตำบลไม้เค็ด อำเภอเมือง จังหวัดปราจีนบุรี คิดค้นธูปหลับ ด้วยเหตุปัญหาของคนไทยในยุคปัจจุบันที่นอนไม่ค่อยหลับ ทำให้เกิดอาการง่วงเหงาหาวนอน ใช้จุดไหว้พระ แล้วทำให้หลับ วิธีการทำธูปหลับ วัตถุดิบ เปลือกต้นบง สับเป็นชิ้นเล็กๆ ตากแดดให้แห้ง 2 ส่วน หัวเปราะหอม 1 ส่วน ก้านธูปทำจากไม้ไผ่ตากแดดให้แห้ง น้ำสะอาดหรือน้ำที่มีกลิ่นหอมตามต้องการ วิธีทำ นำสมุนไพรที่เตรีย
