เทคนิคเกษตร
วันที่ 28 ธันวาคม 2559 นายอนุชา กาติ๊บ นายกองค์การบริหารส่วนตำบล(อบต.)อ่างทอง อ.เชียงคำ จ.พะเยา กล่าวว่า ตำบลอ่างทองมีประชาชนชาวไทยอีสานจำนวน 8 หมู่บ้าน ซึ่งมีวิถีชีวิตนิยมทอผ้าข้าวม้าและทำหมอนจากผ้าทอกันทุกครัวเรือน โดยเฉพาะผ้าขาวม้าทอเก็บไว้ในตู้ทุกปี ไว้ใช้สำหรับต้อนรับแขกผู้มาเยือน ดังนั้นทุกครัวเรือนจะมีผ้าขาวม้ากันทุกหลังคาเรือน เมื่อมีมากก็จึงได้หารือร่วมกันระหว่าง อบต.และกลุ่มแม่บ้าน จนได้แนวคิดเรื่องการเพิ่มมูลค่าผ้าขาวม้าที่เป็นภูมิปัญญาท้องถิ่นของชาวไทยอีสานใน ต.อ่างทอง ด้วยการฝึกอาชีพแปรรูปผ้าขาวม้า ทั้งนี้ อบต.ได้ตระหนักถึงความสำคัญดังกล่าวจึงได้จัดสรรงบประมาณสนับสนุนให้มีการฝึกอาชีพดังกล่าวขึ้น นางเพ็ญศรี ชื่นวงค์ รองนายก อบต.อ่างทอง กล่าวว่า เป็นการฝึกอาชีพเพื่อสร้างรายได้เสริมให้แก่กลุ่มแม่บ้าน และที่สำคัญคือการสืบทอดและต่อยอดภูมิปัญญาด้านผ้าขาวม้ามิให้สูญหาย เมื่อผ่านการฝึกอาชีพในครั้งนี้แล้ว ยังสามารถผลักดันและพัฒนาผลิตภัณฑ์ผ้าขาวม้าแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์โอทอปของตำบลอ่างทองได้ด้วย ด้านนางรุจิรา พิมพ์ประสงค์ ประธานกลุ่มผลิตภัณฑ์ผ้าขาวม้าตำบลอ่างทอง กล่าวว่า กลุ่มอาชีพที่เ
พิพิธภัณฑ์ผ้า 238 Inspiration House ตั้งอยู่บริเวณถนนนครใน ย่านเมืองเก่า ในเขตเทศบาลนครสงขลา เพิ่งเปิดให้ประชาชน นักท่องเที่ยว ตลอดจนประชาชนผู้สนใจ เข้าเยี่ยมชมมาได้ไม่นาน หลังจาก”ปัญญา พูลศิลป์”เจ้าของพิพิธภัณฑ์แห่งนี้ ได้มีแนวคิดในการรวบรวมผ้าโบราณ เพื่อเป็นแนวทางหนึ่งในการเรียนรู้ และเล่าเรื่องเมืองเก่าสงขลา โดยใช้เวลานานกว่า 1 ปี จึงสามารถรวบรวมผ้าโบราณของจังหวัดสงขลาได้ประมาณ 1,000 ผืน ก่อนจะนำมาประดับตกแต่ง ในบ้านโบราณย่านถนนนครใน ที่มีอายุยาวนานกว่า 100 ปี วันนี้พิพิธภัณฑ์ผ้าแห่งนี้ เปิดให้ผู้สนใจเข้าร่วมชมในวันเสาร์และอาทิตย์ ได้ชื่นชมผ้าโบราณ ซึ่งผืนที่เก่าแก่ที่สุดมีอายุไม่น้อยกว่า 140 ปี หรือในสมัยรัชกาลที่ 4 และที่ใหม่สุดมีอายุประมาณ 30-40 ปี นอกจากนั้นยังมีผ้าบางชนิด เช่น “ผ้าปะรางิง”ซึ่งเป็นผ้าที่มาจากประเทศอินเดีย แต่ถูกนำมาปรับใช้เทคนิคในการทำลวดลาย ให้สอดคล้องกับวิถีชีวิตความเป็นอยู่ของชาวไทยมุสลิมใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้(ปัตตานี-ยะลา-นราธิวาส) โดยการนำผ้าไหมสีขาวมามัดลาย ย้อมสีที่ลวดลายนั้นมีความละเอียด ทำให้ผ้าเหล่านี้มีราคาสูง และสูญหายไปแล้วในวันนี้ “ปัญญา”เล่าว่า
ในปีนี้ นับเป็นบททดสอบที่ยากและท้าทายสำหรับชาวนาไทย เมื่อเผชิญหน้ากับปัญหาอุปสรรคครั้งแล้วครั้งเล่า ทั้งปัญหาภัยแล้ง และอุทกภัยในหลายพื้นที่ แต่พวกเขาก็สู้ไม่ถอย พยายามประคบประหงมต้นข้าวในแปลงนาให้ผ่านพ้นปัญหาอุปสรรคต่างๆ ได้สำเร็จจนถึงฤดูเก็บเกี่ยวในช่วงปลายปี ชาวนาต้องน้ำตาตกอีกครั้งเมื่อเจอปัญหาข้าวเปลือกราคาตกต่ำ เพื่อแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้น ภาครัฐบาลได้จัดทำโครงการรับประกันราคาข้าว โครงการจำนำ ยุ้งฉางข้าว รวมทั้งส่งเสริมให้ชาวนาผลิตข้าวสารบรรจุถุงออกขายกับผู้บริโภคโดยตรง เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่ม เครื่องเกี่ยวข้าว ฝีมือ “วิทยาลัยเทคนิคเชียงราย” วิทยาลัยเทคนิคเชียงราย ในสังกัดสำนักงานคณะกรรมการอาชีวศึกษาเล็งเห็นว่า นอกจากเรื่องราคาข้าวแล้ว ปัจจุบัน ชาวนายังประสบปัญหาต้นทุนสูงจากการจ้างแรงงาน และปัญหาขาดแคลนแรงงานเก็บเกี่ยวข้าวในหลายพื้นที่ จึงได้พัฒนาเครื่องเกี่ยวข้าวรุ่นใหม่ ที่ดัดแปลงจากเครื่องตัดหญ้า สามารถเกี่ยวข้าวได้อย่างรวดเร็วกว่าการเกี่ยวด้วยเคียวตามปกติ เมื่อ วันที่ 17 พฤศจิกายน 2559 ทางวิทยาลัยเทคนิคเชียงรายได้เปิดตัวนวัตกรรมใหม่ ในงานวันช่วยเหลือชาวนาอันเนื่องมาจากราคาข
หนอนไม้ไผ่ หนอนเยื่อไผ่ หรือที่เรารู้จักกันดีคือ “รถด่วน” เป็นตัวอ่อนของผีเสื้อกลางคืน ซึ่งวงจรชีวิตระยะฟักไข่ถึงตัวเต็มวัยราว 1 ปี โดยจะเติบโตอยู่ในปล้องไม้ไผ่ และกัดกินเยื่อไผ่เป็นอาหาร ลำตัวมีสีขาวสะอาด ชาวบ้านมักไปหารถด่วนตามป่าไผ่ธรรมชาติ สูงระดับ 430-1,300 เมตรจากระดับน้ำทะเล แล้วนำมาประกอบอาหาร ทั้งทอดกรอบ ปรุงรสด้วยซอส เคี้ยวเพลินๆ มัน บ้างก็กินสดๆ หรือทำเป็นน้ำพริกก็อร่อยไปอีกแบบหนึ่ง ชายชาญ ไชยมั่น ข่าวสดเชียงราย ชวนชิม “น้ำพริกรถด่วน” เมนูอร่อยเด็ดที่หากินยาก มีให้กินช่วงปลายฝนต้นหนาว ฝีมือ นางบัวลอย ใจเสมอ อายุ 45 ปี แม่บ้านชาวชุมชนเกาะลอย ซึ่งแง้มว่าได้รับการถ่ายทอดสูตรนี้มาจากญาติที่มีพื้นเพอยู่จังหวัดพะเยา วิธีทำไม่ยาก เริ่มจากนำพริกหนุ่มสด หอมแดง กระเทียม ล้างน้ำให้สะอาด มาย่างไฟอ่อนๆ จนหอม จากนั้นนำหนอนรถด่วนที่หาได้ตามฤดูกาล หรือจะซื้อหาตามท้องตลาดมาต้มให้สุก นำพริก กระเทียม หอมแดง ที่เผาแล้วมาแกะเปลือก พร้อมโขลกเข้าด้วยกันใส่เกลือนิดหน่อย แล้วค่อยๆ ใส่รถด่วนลงไป โขลกคลุกเคล้ากันไป รสชาติน้ำพริกคล้ายๆ น้ำพริกหนุ่ม แต่จะมีความมันและกลิ่นหอมของหนอนรถด่วน แถมมีโปรตีนสูงแ
ปลาตะเพียนเป็นที่รู้จักของคนทั่วไป แม้ก้างจะเยอะแต่นิยมนำไปปรุงอาหาร ทั้งต้มยำ ทอดกรอบ และต้มเค็ม เมืองอู่ข้าวอู่น้ำอย่างสุพรรณบุรีซึ่งเป็นแหล่งปลาตะเพียน เมื่อชาวบ้านจับปลาได้มากๆ มักถนอมอาหารด้วยการต้มเค็มเพราะเก็บไว้กินได้นานหลายวัน เสถียร ท้วมจันทร์ ข่าวสดสุพรรณบุรี พาเข้าครัวเมืองขุนแผน หาสูตรเด็ดต้มเค็มปลาตะเพียนที่ยิ่งอุ่นยิ่งอร่อย เริ่มต้นหาปลาตะเพียนสดๆ ตาใสๆ ผ่าท้องเอาเครื่องในออก ระวังอย่าให้ดีแตก ถ้าแตกจะขมทั้งหม้อ (ที่เขาเรียกว่าดีแตกเป็นอย่างนี้เอง)จากนั้นล้างน้ำให้สะอาด ผึ่งให้แห้ง โปรดฟังอีกครั้ง ดีเป็นส่วนประกอบในท้องปลาเล็กๆ มีสีเขียว ขั้นตอนสำคัญอีกอย่าง ปลาตะเพียนต้องไม่ขอดเกล็ด เตรียมอ้อยเหลือง ปอกเปลือก ทุบพอบุบเพื่อให้น้ำอ้อยออก นำไปรองก้นหม้อเพื่อไม่ให้ปลาติด นำปลาที่เตรียมไว้มาวางทับบนอ้อย ห้ามคนเด็ดขาด เดี๋ยวเนื้อปลาหลุด ทำน้ำขุ่นด้วย ใส่น้ำสะอาด หอมแดงทุบ เกลือ น้ำปลา น้ำส้มมะขาม เคี่ยวไปเรื่อยๆ ด้วยไฟอ่อนๆ จนเนื้อปลาเริ่มเปื่อย สังเกตที่เกล็ดปลาตะเพียนจะพองๆ ใส่น้ำตาลปี๊บลงไปตามชอบ เมนูนี้จะได้ความหวานจากอ้อยและน้ำตาล ยิ่งเคี่ยวก้างยิ่งเปื่อย รสชาติกลมกล
กลับมาว่ากันต่อด้วยความเชื่อในประเทศลาว นอกจากเรื่องความฝันและข้อห้าม ในยามวิกาลแล้ว ในครัวเองก็มีความเชื่อที่ควรปฏิบัติตาม เช่น หากแช่ข้าวเหนียวจนน้ำเปลี่ยนเป็นสีน้ำตาลแกมแดง ความโชคร้ายจะมาเยือนและคนในบ้านจะล้มป่วย หากร้องเพลงในครัวจะได้แต่งงานกับผู้ที่มีอายุมากกว่า กระติบข้าวควรปิดฝาไว้ตลอด ไม่ว่าจะเป็นระหว่างกินอาหาร คือ เมื่อหยิบข้าวเหนียวออกจากกระติบแล้วให้ปิดฝา จะกินต่อก็ค่อยเปิดฝาแล้วปิดทุกครั้ง ส่วนเวลาล้างทำความสะอาดกระติบ พอแห้งสะอาดให้เก็บกระติบแบบปิดฝาสนิท ไม่เช่นนั้นจะไม่มีสามีหรืออาจหย่าร้างได้ การเดินข้ามถุงและกระสอบใส่ข้าวจะทำให้วิญญาณขุ่นเคืองและนำมาซึ่งความโชคร้าย อย่านอนทันทีหลังกินอาหารเสร็จเพราะจะกลายเป็นงู การล้างจานตอนกลางคืนจะล้างโชคลาภและเงินทองออกไป หากไม่ทำความสะอาดจานชามและอุปกรณ์ครัวเป็นกิจวัตรประจำวัน เมื่อมีลูกลูกจะหน้าตาขี้เหร่ ส่วนเด็กผู้หญิงถ้าอยากสวยน่ารักควรหมั่นล้างจาน ห้ามกินอาหารจากหม้อที่ปรุงโดยตรงเพราะจะคลอดลูกยาก ชาวลาวยังเชื่อว่าหญิงตั้งครรภ์ไม่ควรพูดถึงลูกคนอื่นในทางไม่ดี เพราะสิ่งที่ต่อว่าไปจะเข้าตัวเองและลูกในท้อง เวลาทารกยิ้มให้ผมจะร่วงเย
สมัยตอนเป็นเด็ก วิ่งเล่นอยู่ที่ราชบุรีนั้น ผมจำได้ว่า เวลาถูกใช้ให้ไปซื้อน้ำตาลปี๊บที่ตลาด จะต้องถูกกำชับให้บอกแม่ค้าว่า เอาแบบที่ “ไม่ใส่ยาซัด” เพราะถ้าใส่ ปึกน้ำตาลนั้นจะแข็งกระด้าง กินไม่อร่อย ในตอนนั้น น้ำตาลปี๊บที่ขายแถวบ้านผมนั้นจะทำจากน้ำหวานงวงต้นตาลหรือมะพร้าว ผมเองก็ไม่รู้นะครับ แถมยาซัดที่ว่านั่นคืออะไรก็ไม่เคยถามแม่ค้าสักที พอโตขึ้นมาก็เริ่มเข้าใจว่า อันน้ำตาลปี๊บที่ผมรู้จักส่วนใหญ่ทำจากน้ำตาลมะพร้าวและตาลโตนด และ “ยาซัด” แบบง่ายๆ แบบหนึ่ง ก็คือ น้ำตาลทราย ซึ่งเมื่อผสมในสัดส่วนที่เหมาะสม จะทำให้น้ำตาลปี๊บนั้นแข็ง ไม่อ่อนตัวง่าย บรรจุส่งขายได้สะดวก ส่วนน้ำตาลอ้อย สีคล้ำๆ เป็นแว่นขนาดงบน้ำอ้อยบ้าง ทรงกระบอกสั้นบ้าง ยาวบ้างนั้น ผมมารู้จักเอาทีหลัง และผมชอบรสชาติ ตลอดจนกลิ่นหอมแบบดิบๆ ของมันมาก โดยเฉพาะเวลาอมเล่นเป็นขนมหวานตอนปั่นจักรยานเหนื่อยๆ ที่จริง ภาพจำของผมเกี่ยวกับน้ำตาลที่ขายๆ กันในตลาดก็น่าจะชัดเจนตามที่พรรณนามาแล้วนะครับ อย่างอื่นๆ อย่างเช่น น้ำตาลกรวด น้ำตาลตังเม (แบะแซ) ก็ล้วนแต่รู้จักแล้วทั้งสิ้น…แต่บางครั้ง เรื่องน้ำตาลที่ว่าหวานๆ ก็กลับซับซ้อนเกินกว่าจะคาด
22 ธันวาคม 2559 มีปรากฏการณ์หนึ่งซึ่งเกิดขึ้้นทั่วมุมโลก และมาพร้อมกับฤดูหนาวที่กำลังเยื่องย่างเข้ามานี้ นั่นก็คือปรากฏการณ์ที่ดวงอาทิตย์ขึ้นทางทิศตะวันออกเฉียงไปทางใต้มากที่สุด และตกทางทิศตะวันตกเฉียงไปทางใต้มากที่สุด ซึ่งผลให้ช่วงเวลาของกลางวันสั้นและช่วงเวลาของกลางคืนจะยาวนานที่สุดในรอบปี ปรากฏการณ์นี้เรียกกันว่า “วันเหมายัน (เห-มา-ยัน)” หรือ “Winter Solstice” สำหรับในประเทศไทย คนโบราณเรียกปรากฏการณ์เดียวกันว่า “ ตะวันอ้อมข้าว“ เกี่ยวกับคำเรียกชื่อวันที่อ่านยากๆ นี้ ณัฐพล จันทร์งาม อาจารย์ประจำภาควิชาภาษาตะวันออก คณะโบราณคดี ม.ศิลปากร ช่วยอธิบายให้เข้าใจง่ายขึ้นว่า “เหมายัน” มีรากศัพท์มาจากภาษาบาลี โดยคำว่า “เหมา” (อ่านว่า เห-มา) และ “อยน” (อ่านว่า อะ-ยะ-นะ) โดย “เหมา” แปลว่า หิมะ หรือทอง เพราะหิมะบนภูเขาในประเทศอินเดีย เมื่อมีแสงแดดมากระทบ จะกลายเป็นสีทอง ดังเช่น ภูเขาหิมาลัย ส่วน อยน แปลว่า หนทาง หรือทางเดิน ซึ่งพอรวมความแล้ว สื่อความหมายว่า หนทางแห่งฤดูหนาว “เหมายัน เป็นช่วงเวลาที่พระอาทิตย์ขึ้นช้าและตกเร็ว กลางคืนจึงยาวนานที่สุด ยิ่งดินแดนที่อยู่ทางตอนเหนือขึ้นไปเท่าไหร่ กลา
แนวคิดกินตามธาตุจากทฤษฎีแพทย์แผนไทยเชื่อว่าคนเราเกิดมาในร่างกายที่ประกอบด้วยธาตุทั้ง 4 คือ ดิน น้ำ ลม ไฟ และการใช้รสอาหารมาช่วยปรับสมดุลของร่างกายที่เกิดจากภาวะธาตุเสียสมดุล เป็นหนทางหนึ่งในการดูแลสุขภาพแบบองค์รวมได้ด้วยตนเอง ตามหลักความเชื่อเกี่ยวกับเรื่องธาตุทั้ง 4 นี้ หากร่างกายเสียสมดุลจะทำให้เกิดปัญหาสุขภาพ เจ็บป่วยได้ง่าย ซึ่งขึ้นอยู่กับธาตุเจ้าเรือนของคนผู้นั้นที่จะมีธาตุเด่นเพียงธาตุเดียวที่แสดงลักษณะประจำตัว เรียกว่า “ธาตุเจ้าเรือน” ดังนั้น เพื่อป้องกันปัญหาโรคภัยที่อาจเกิดขึ้นได้จึงมีคำแนะนำให้ปรับพฤติกรรมการกินให้เข้ากับธาตุเจ้าเรือนของแต่ละคน ฉบับที่แล้วได้อธิบายลักษณะเด่นคนแต่ละธาตุและเดือนเกิดที่บ่งบอกธาตุเจ้าเรือนไปแล้ว คราวนี้จะว่าด้วยเรื่องอาหารการกินที่ดีต่อธาตุนั้นๆ ธาตุดิน มักจะเจ็บป่วยด้วยโรคที่เกี่ยวกับอวัยวะภายในของร่างกาย เสี่ยงต่อโรคอ้วน ความดันโลหิตสูง เบาหวาน อาการปวดตามข้อ โรคระบบทางเดินหายใจ และโรคเกี่ยวกับระบบน้ำย่อย จึงควรกินอาหารประเภทแป้งขัดขาวให้น้อยเพราะร่างกายจะเผาผลาญได้ไม่หมด ควรออกกำลังกายเป็นประจำ นอกจากนี้ ยังควรกินอาหารรส ฝาด หวาน มัน เค็ม เช่น
ฆ้อง ผลิตจากทองเหลือง ฆ้องมีประวัติความเป็นมาช้านานแต่อดีตกาลนานคณานับ ย้อนหลังอดีตเก้าสิบแปดกัลป์ สมัยพระวิสัสสีสัมมาสัมพุทธเจ้ายุคสมัยนั้น ยังกล่าวกันว่าเทวดาตีฆ้องร้องป่าวไปทั่วสามโลก (สวรรค์-มนุษย์-บาดาล) ให้มาร่วมฟังธรรม เรามิอาจสรุปได้ว่าใครเป็นผู้สร้างฆ้องขึ้นมา เดิมฆ้องเป็นลักษณะตูมเดียว ต่อมาได้พัฒนาเป็นฆ้องเก้าตูมที่นครเวียงจันทน์ สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว เล่ากันว่า ใครสร้างฆ้องเก้าตูมนมเก้าก้อน แสดงถึงความอุดมสมบูรณ์ ไม่อดอยากปากแห้ง ทั้งในชาตินี้และชาติหน้า ฆ้อง เป็นเสนาสนะที่ใช้ในวัดพระพุทธศาสนา ใช้ในการรบทัพจับศึก ถือว่าเป็นมงคล เช่น ตอนสมเด็จพระนเรศวรมหาราช ยกกองทัพออกไปรบกับกองทัพพม่า มีกลอนกล่าวไว้ว่า “ลั่นฆ้องศึกกระหึ่มก้องท้องธานินทร์ องค์นรินทร์ยกออกสู้ศัตรูพาล” ฆ้องใช้ตีบอกเวลาโมงยาม ฆ้องใช้เป็นเครื่องมือประกอบดนตรี ฆ้องยังใช้ประดับห้องพระและห้องรับแขกดูสง่างามน่าเกรงขามยิ่งนัก และฆ้องยังเกี่ยวข้องกับศาสนา อีกอย่างหนึ่งคือ เป็นความเชื่อของคนไทยว่า ถ้าทำทานฆ้องแล้วจะได้กุศลมาก อีกอย่างความหมายของฆ้องก็ดีด้วย คือ ฆ้องจิต ฆ้องใจ เป็นคำพ้องเสียงที่ดี แล้วก็สามัคค
