เทคนิคเกษตร
เผยผลงานวิจัย 4 ผลิตภัณฑ์เครื่องสำอางเพื่อสุขภาพผิว ระดับพรีเมี่ยม ผลิตจากน้ำมันดักแด้ไหมและไฟโบรอินไฮโดรไลเสท กันแดดได้สุดยอด หวังส่งเสริมเอกชนต่อยอดผลิตเชิงการค้า คุณสมหญิง ชูประยูร ผู้เชี่ยวชาญด้านส่งเสริมการผลิตและจัดการการผลิตหม่อนไหม กรมหม่อนไหม เปิดเผยว่า กรมหม่อนไหม และสถาบันค้นคว้าและพัฒนาผลิตผลทางการเกษตรและอุตสาหกรรมการเกษตร มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ได้ร่วมกันศึกษาสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับ ไหมพันธุ์ไทยพื้นบ้านและพันธุ์ไทยลูกผสมจากน้ำมันดักแด้ไหมและไฟโบรอินไฮโดรไลเสท โดยพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์เครื่องสำอางเพื่อสุขภาพผิว จำนวน 4 ผลิตภัณฑ์ ได้แก่ โลชั่นบำรุงผิว ครีมบำรุงผิวหน้ากลางคืน หรือไนท์ครีม (Night Cream) ครีมบำรุงมือ และลิปกลอส ซึ่งได้รับการจดทะเบียนอย่างถูกต้อง จากสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) แล้ว ถือเป็นผลิตภัณฑ์เครื่องสำอางระดับพรีเมี่ยม ผลิตภัณฑ์เครื่องสำอางใหม่ 4 ชนิด มีจุดเด่น คือ สามารถดูดซับน้ำ ช่วยเพิ่มความชุ่มชื้น บำรุงผิวพรรณให้นุ่มขึ้น เนียนเรียบ ชะลอการเกิดรอยเหี่ยวย่น ช่วยปรับสภาพผิวและลดปัญหาหมองคล้ำของผิวได้ คุณสมบัติที่โดดเด่นที่สุดคือ คุณภาพการกันแดด เครื่อง
พาไปดูวิธีจับปลาบริเวณน้ำขังกลางทุ่งนาของชาวกัมพูชา โดยเริ่มจากการก่อคันดิน และวิดน้ำออกจากบริเวณที่น้ำขังจนเกือบแห้งเพื่อจับปลาด้วยมือเปล่า ซึ่งวิธีนี้จะทำให้สามารถจับปลาได้ง่าย โดยไม่ต้องใช้อุปกรณ์มากมาย ทั้งนี้ วิธีการจับลักษณะนี้แพร่หลายตามชนบทในประเทศกัมพูชาและเด็กๆก็มักจะมาลงมือทำกันด้วย โดยคลิปนี้เป็นทุ่งนาในเมืองเสียมราฐ https://www.youtube.com/watch?v=szpqKcY7JLo สำหรับเกร็ดอาหารที่ทำจากปลาของชาวกัมพูชานั้นความที่ขึ้นชื่อเรื่องปลาน้ำจืดเพราะมีโตนเลสาปเป็นแหล่งปลาน้ำจืดที่สำคัญของโลก มีแม่น้ำโขง แม่น้ำบาสัค โดยปลาที่นิยมได้แก่ ปลาเนื้ออ่อน ปลาสวาย ปลาดุก ปลาเทโพ ปลากด ปลาสังกะวาด ปลาสร้อย ปลาหมู ปลาเบี้ยว ปลาม้า ปลาตะโกก นิยมนำมาทำเป็นปลาแห้ง และปลาเค็ม ทั้งนี้ ปลาร้า ในภาษาเขมร เรียก “ปราฮ็อก” ในหนังสือโอชาอาเซียน (สนพ.มติชน) เล่าถึงเมนู น้ำพริกปลาร้ากะทิเขมร หรือปราฮ็อก กะติ โดยจะตำเครื่องแกงเหลืองที่ประกอบด้วย หอมแดง กระเทียม ตะไคร้ ข่า ขมิ้น และผิวมะกรูด ใส่ครกตำให้ละเอียด ด้านหนึ่งนำพริกแห้งไปแช่น้ำ แล้วนำพริกที่แช่น้ำจนนุ่มแล้วมาสับบนเขียงแยกไว้ จากนั้
อาจารย์วรพงค์ บุญช่วยแทน อาจารย์สาขาวิศวกรรมอุตสาหการ คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลศรีวิชัย สร้างเครื่องแยกเนื้อและเส้นใยผลตาลโตนด สามารถลดความเมื่อยล้า สะดวกและง่ายต่อการใช้งาน การบำรุงรักษา สามารถลดแรงงานคนในการทำงาน เพิ่มการผลิตได้มากขึ้นอีกด้วย เครื่องแยกเนื้อและเส้นใยตาลโตนด สามารถทำงานแทนแรงงานคนที่มีจำกัด เพื่อลดเวลาในการแยกเนื้อและเส้นใยตาลโตนด และลดการใช้ปริมาณแรงงานคนในขั้นตอนดังกล่าวให้ดำเนินงานได้มีประสิทธิภาพ โดยคำนึงถึงความสะดวก และความปลอดภัยทั้งผู้ปฏิบัติงาน ทำให้ได้ปริมาณผลผลิตเพิ่มขึ้นเพียงพอต่อความต้องการ นอกจากนี้ เครื่องแยกเนื้อและเส้นใยผลตาลโตนด ยังสามารถประยุกต์ใช้ได้กับพืชผลทางการเกษตรที่มีเส้นใยติดผลชนิดอื่นๆ ได้อีก เช่น ผลหมาก ผลมะพร้าว เป็นต้น โดยเฉพาะการแยกเส้นใยจะสามารถใช้กับเครื่องนี้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ปริมาณความต้องการเนื้อผลตาลโตนดสุกของชุมชนในแต่ละวันจะต้องใช้เนื้อตาลโตนดสุก ประมาณ 80-100 กิโลกรัม ซึ่งกำลังการผลิตของชาวบ้าน ต่อ 1 คน ใน 1 ชั่วโมง จะผลิตได้ 2 กิโลกรัม โดยใช้มือเปล่าเป็นเครื่องมือในการผลิต ส่วนเครื่องแยกเนื้อผลตาลโตนด ส
วันที่ 4 ตุลาคม มูลนิธิข้าวไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ ร่วมกับกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี(วท.) โดยสำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (องค์การมหาชน)(สนช.) ประกาศผล “รางวัลนวัตกรรมข้าวไทย ประจำปี 2559” เพื่อกระตุ้นและส่งเสริมให้เกิดการพัฒนานวัตกรรมในอุตสาหกรรมข้าวของประเทศไทยตลอดทั้งห่วงโซ่ ตั้งแต่เกษตรกรผู้ปลูกข้าวไปจนถึงระดับอุตสาหกรรมการแปรรูปผลิตภัณฑ์ เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตเกษตรกรไทย และกลุ่มอุตสาหกรรมที่เกี่ยวเนื่อง นายสุเมธ ตันติเวชกุล ประธานมูลนิธิข้าวไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ กล่าวว่า ประกวดรางวัลนวัตกรรมข้าวไทยในปีนี้ แบ่งเป็น 2 ประเภท ได้แก่ ระดับอุตสาหกรรม และระดับวิสาหกิจชุมชน ผู้ที่ได้รับรางวัลที่ 1 จะได้รับโล่พระราชทานจากสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี และเงินรางวัล 80,000 บาท รางวัลที่ 2 เงินรางวัล 40,000 บาท รางวัลที่ 3 เงินรางวัล 20,000 บาท และรางวัลชมเชย เงินรางวัล 10,000 บาท 2 รางวัล “ผลการประกวดรางวัลนวัตกรรมข้าวไทยประจำปี 2559 ผลงานที่ได้รับรางวัลขนะเลิศระดับอุตสาหกรรม ได้แก่ โครงการ “ขี้เถ้าแกลบเสริมฤทธิ์การชะลอการสุกของผลไม้” ของอุทยานวิทยาศาสตร์ภาคเหนือ มหาวิทยาลัยราช
สูตร ทำน้ำดอกอัญชันง่ายๆ มีดังนี้ ใช้ดอกอัญชันตากแห้ง 100 กรัม ล้างน้ำให้สะเด็ด โยนลงหม้อ เติมน้ำสะอาดลงไป สัก 2 ถ้วยตวง ต้มให้เดือด ทิ้งไว้ 5 นาที กรองเอากากออก เติมน้ำเชื่อมหรือน้ำผึ้งตามใจชอบ จิบอุ่นๆ หรือจะใส่น้ำแข็งป่นก็แล้วแต่รสนิยม หรืออีกวิธีหนึ่ง ก็เอาดอกอัญชันแห้ง ประมาณ 10-20 ดอก ใส่น้ำร้อน 1 ถ้วย ชงแทนชาไว้จิบอุ่นๆ ก็ดีไปอีกแบบหนึ่ง ลองเอาไปทำกันเองดูนะครับ ง่ายๆ กิจกรรมในครัวเรือน ไว้เลี้ยงเพื่อนๆ ประหยัดงบดีอีกด้วย วิธีการปลูก เก็บฝักแก่ๆ สีน้ำตาลมาแกะเอาเมล็ดข้างใน แช่น้ำสัก 10 นาที นำไปเพาะในกระบะ เมื่อเห็นต้นอ่อนงอกขึ้นมาสูงสัก 1 คืบ ให้แยกออกลงกระถาง กระถางละ 2-3 ต้น หาไม้ไผ่มาปัก เป็น 3 เส้า ผูกเชือกให้แน่น สำหรับเป็นที่ให้ต้นเลื้อย รอสักเดือนกว่าๆ ก็ออกดอกให้แล้วครับ อัญชันปลูกได้ดีทั้งกลางแจ้งและในที่ร่ม แต่กลางแจ้ง ดอกจะมีสีเข้มกว่า หรือจะปล่อยให้เลื้อยขึ้นซุ้มประตูหน้าบ้าน หรือตามรั้วริมกำแพงก็ได้ทั้งนั้นไม่เกี่ยงงอนแต่อย่างใด เหมือนสาวบ้านนอก ซื่อๆ ใสๆ อย่างไรก็ได้ยิ้มไว้ตลอด ให้อยู่ตรงไหนๆ ก็อยู่ได้ เข้ากะคนและสิ่งแวดล้อมได้ง่าย บางทีเลื้อยขึ้นพันต้นไม้ใหญ่เอง
ความเงียบสงัดยามเช้าของหมู่บ้านชื่อบ้านใหม่ ตำบลตาลเดี่ยว อำเภอหล่มสัก จังหวัดเพชรบูรณ์ ก็ยังเหมือนหมู่บ้านอื่นๆ ทั่วไป มีควันไฟของเตาถ่านลอยกรุ่นมากับสายลมบางเบา ผู้คนกำลังทำกับข้าวมื้อแรกของวัน กลิ่นของควันถ่านมันบ่งบอกว่าหมู่บ้านแห่งนี้ยังคงรักษาวิถีชีวิตแบบดั้งเดิมมานับร้อยปี อากาศพอให้ผมได้สัมผัสความชุ่มชื่นที่ฝนตกเมื่อคืน สักอึดใจเสียงเหล็กกระทบกันดังกังวานไปทั่วบริเวณ คนจำนวน 4 คน ยืนกันคนละมุมทั้ง 4 ทิศ และยังมีคนกลางที่ถือคีบจับ ปลายคีบยาวจับยังแท่งเหล็กที่ร้อนฉาน ดุจดั่งก้อนไฟ วางบนทั่งเหล็กที่ดูไม่ใหญ่มากนัก ขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางสัก 3 นิ้ว เห็นจะได้ เขากำลังทำอะไรกัน? ผมอยากจะพาท่านผู้อ่านได้มาสัมผัส หมู่บ้านชื่อบ้านใหม่ แห่งเมืองมะขามหวานเพชรบูรณ์ วิถีชีวิตคนตีเหล็ก ที่ยังเป็นตำนานอันมีชีวิต ที่หลายคนยังไม่เคยได้รู้ว่า การทำมีด ไม่ใช่มีเฉพาะอรัญญิกชาวกรุงเก่า อยุธยาเท่านั้น ยังมีหมู่บ้านแห่งนี้ด้วย ที่ยังคงสืบสานวิธีการผลิตมีดที่ต่อทอดมาจากบรรพบุรุษรุ่นสู่รุ่น จวบจนปัจจุบันถือได้ว่าเป็นรุ่นที่ 4 แล้ว วัฒนธรรมการตีมีดถูกถ่ายทอดอย่างต่อเนื่องมากเกิน 200 ปี หากจะถามว่ารวมทั้งหม
ทีมแพทย์แผนไทยประยุกต์ (พท.ป.) จากโรงพยาบาลเจ้าพระยาอภัยภูเบศร ได้ให้ความรู้ด้านการดูแลสุขภาพตามวิถีภูมิปัญญาไทย เรื่องธาตุเจ้าเรือนเพื่อที่จะดูแลสุขภาพให้สมดุลไม่มีอาการเจ็บป่วย โดย พท.ป.พัชญา ขำสะอาด กล่าวถึงลักษณะของธาตุต่างๆ ว่า ลักษณะธาตุประเภท วาตะ หรือธาตุลม ซึ่งเกิดจากการรวมตัวกันของอากาศและลม จะมีลักษณะรูปร่างผอมบาง โปร่ง ผิวคล้ำ ผิวหนังเย็น หยาบ แห้ง ร่างกายสูงมากหรือเตี้ยมาก โครงร่างเบาบาง ปลายกระดูกนูนชัด กล้ามเนื้อเจริญไม่ดี ผมหยิกบาง มักมีความเครียดง่าย อารมณ์ไม่คงที่ มักกินอาหารเพื่อคลายเครียด ลักษณะธาตุประเภท ปิตตะ หรือธาตุไฟ เกิดจากการรวมกันของธาตุไฟกับธาตุน้ำ จะมีลักษณะรูปร่างสูงปานกลาง กล้ามเนื้อเจริญปานกลาง ผิวนุ่ม อุ่น ผมละเอียดบาง ผมหงอกล้านก่อนวัย ลักษณะธาตุเจ้าเรือน ประเภท เสมหะ หรือธาตุน้ำและดิน เกิดจากการรวมกันของธาตุน้ำและดิน โดยผู้ที่มีธาตุเจ้าเรือน ประเภทนี้ มักมีลักษณะใบหน้าอวบอิ่ม ค่อนข้างกลมแป้นรับกับดวงตาที่กลมโตเป็นประกาย จมูกกลมสวยได้รูป ริมฝีปากอวบอิ่ม รูปร่างหนา บึกบึน เจ้าเนื้อ แต่มักมีระบบการเผาผลาญอาหารในร่างกายไม่ดีเท่าไรนัก กินน้อยแต่อ้วนง่าย ผ
ชื่อสามัญ : BLUE BUTTERFLY PEA ชื่อวิทยาศาสตร์ : Clitoria ternatea วงศ์ : Leguminosae อัญชัน เป็นไม้ไทยแท้ๆ มีกล่าวไว้ในนิราศธารโศก ของเจ้าฟ้าธรรมธิเบศร แห่งกรุงศรีอยุธยาว่า “อัญชัน คิดอัญชัน ทาคิ้วมันกันเฉิดฉาย ชำเลืองเยื้องตาชาย ชายชมนักมักแลตาม” ดอกสดๆ ใช้นำมาขยี้ทาผม คิ้ว ทำให้ดกดำ นุ่มสลวย เป็นเงางาม คนโบราณรู้จักนำมาใช้ประโยชน์หลายทาง เช่น น้ำคั้นกลีบดอกทำสีใส่อาหาร หรือขนมต่างๆ อาทิ ขนมเรไร ขนมชั้น วุ้นอัญชัน เป็นต้น ลักษณะทางพฤกษศาสตร์ ลำต้น เป็นเถาเลื้อยกลมๆ ขนาดเล็ก แต่เหนียวมาก ดึงให้ขาดได้ยาก มักจะพบขึ้นพันไปกับต้นไม้อื่นๆ หรือขึ้นตามรั้วกระจายพันธุ์อยู่ทั่วไปทุกภาค ใบ เป็นใบประกอบแบบขนนกปลายเดี่ยว หรือที่เรียกว่า Odd pinnate ผลเป็นฝักแบนๆ คล้ายถั่วลันเตา ภายในมีเมล็ด ฝักละ 2-4 เมล็ด ดอก เหมือนอะไรดีล่ะ อู๊ย! จะเขียนยังไงดีละเนี่ย ไปพิจารณาสังเกตเพ่งดูกันเอาเองแล้วกันว่าเหมือนอะไร บอกใบ้ให้ว่า ให้ดูที่ Genus รากศัพท์คล้ายๆ กันน่ะแหละ ที่ผู้เขียนก็ไม่มีซะด้วย ไม่มี้ ไม่มีจริงๆ ให้ดิ้นตาย นึกออกแล้วละก็ คงเข้าใจกันนะว่า นักพฤกษศาสตร์รุ่นเก่าๆ เขามีอารมณ์ขัน และจินตนาการล้ำลึก
“เมื่อชั่วพ่อขุนรามคำแหง เมืองสุโขทัยนี้ดี ในน้ำมีปลา ในนามีข้าว เจ้าเมืองบ่เอาจกอบในไพร่ลู่ทาง เพื่อนจูงวัวไปค้า ขี่ม้าไปขาย ใครจักใคร่ค้าช้างค้า ใครจักใคร่ค้าม้าค้า ใครจักใคร่ค้าเงือนค้าทองค้า” (ด้านที่ 1 บรรทัดที่ 18-21) อาหารไทยเท่าที่ปรากฏหลักฐานในศิลาจารึกหลักที่ 1 ของพ่อขุนรามคำแหง ทำให้เรารู้ว่าเรากินข้าวกินปลากันมานานแล้ว ในสมัยกรุงศรีอยุธยาคนไทยกินอาหารเรียบง่าย รู้จักการถนอมอาหาร ทำปลาเค็ม เครื่องจิ้ม กะปิ นิยมกินสัตว์น้ำมากกว่าสัตว์บกเพราะมีแม่น้ำล้อมรอบ และเริ่มมีการติดต่อกับต่างประเทศ ในสมัยอยุธยาตอนปลายได้รับอิทธิพลของอาหารจีนมากขึ้น รวมทั้งอาหารโปรตุเกสในสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราช เริ่มมีความแตกต่างระหว่างอาหารราชสำนักกับอาหารชาวบ้าน ราชสำนักเริ่มมีการติดต่อกับเขมร จึงอาจเป็นจุดเริ่มต้นของการถ่ายเทระหว่างอาหารไทยและเขมร “กับข้าว” ของชาวไทยนั้นมีน้ำพริกผักจิ้ม เรากินผักสด ผักต้ม ผักย่างคู่กับน้ำพริก คู่กับปลาย่าง ปลานึ่ง ปลาแห้ง ปลาเค็ม แกงก็เป็นแกงง่าย ๆ ใช้วัตถุดิบที่มีในท้องถิ่นและที่หาได้ตามฤดูกาล ชาวไทยในอดีตนั้นกินง่าย และกินน้อยดังที่นิโคลั
ผักดอง ภาษาญี่ปุ่น เรียกว่า “ซึตเกะโมะโนะ” (tsukemono) เป็นอาหารที่สำคัญของญี่ปุ่น ในแต่ละมื้อจะต้องมีผักดองอย่างน้อยหนึ่งอย่าง วัสดุที่ใช้ในการดองผักมีหลายอย่าง เช่น ดองเกลือ ดองด้วยรำข้าว ดองด้วยคะซุซุเกะ (kasuzuke) ส่วนผสมที่เหลือจากการทำเหล้าสาเก ดองด้วยซอสถั่วเหลืองญี่ปุ่น ดองด้วยน้ำส้มสายชู และดองด้วยมิโซะ (Miso) ถั่วเหลืองหมักของญี่ปุ่น ระยะเวลาและกรรมวิธีก็แตกต่างกัน ภาพที่เห็น เป็นแตงหรือฟักชนิดหนึ่ง ดองด้วยคะซุซุเกะ (kasuzuke) คือ ส่วนผสมที่เหลือจากการทำเหล้าสาเก
