เทคนิคเกษตร
ปลาตะเพียนเป็นที่รู้จักของคนทั่วไป แม้ก้างจะเยอะแต่นิยมนำไปปรุงอาหาร ทั้งต้มยำ ทอดกรอบ และต้มเค็ม เมืองอู่ข้าวอู่น้ำอย่างสุพรรณบุรีซึ่งเป็นแหล่งปลาตะเพียน เมื่อชาวบ้านจับปลาได้มากๆ มักถนอมอาหารด้วยการต้มเค็มเพราะเก็บไว้กินได้นานหลายวัน เสถียร ท้วมจันทร์ ข่าวสดสุพรรณบุรี พาเข้าครัวเมืองขุนแผน หาสูตรเด็ดต้มเค็มปลาตะเพียนที่ยิ่งอุ่นยิ่งอร่อย เริ่มต้นหาปลาตะเพียนสดๆ ตาใสๆ ผ่าท้องเอาเครื่องในออก ระวังอย่าให้ดีแตก ถ้าแตกจะขมทั้งหม้อ (ที่เขาเรียกว่าดีแตกเป็นอย่างนี้เอง)จากนั้นล้างน้ำให้สะอาด ผึ่งให้แห้ง โปรดฟังอีกครั้ง ดีเป็นส่วนประกอบในท้องปลาเล็กๆ มีสีเขียว ขั้นตอนสำคัญอีกอย่าง ปลาตะเพียนต้องไม่ขอดเกล็ด เตรียมอ้อยเหลือง ปอกเปลือก ทุบพอบุบเพื่อให้น้ำอ้อยออก นำไปรองก้นหม้อเพื่อไม่ให้ปลาติด นำปลาที่เตรียมไว้มาวางทับบนอ้อย ห้ามคนเด็ดขาด เดี๋ยวเนื้อปลาหลุด ทำน้ำขุ่นด้วย ใส่น้ำสะอาด หอมแดงทุบ เกลือ น้ำปลา น้ำส้มมะขาม เคี่ยวไปเรื่อยๆ ด้วยไฟอ่อนๆ จนเนื้อปลาเริ่มเปื่อย สังเกตที่เกล็ดปลาตะเพียนจะพองๆ ใส่น้ำตาลปี๊บลงไปตามชอบ เมนูนี้จะได้ความหวานจากอ้อยและน้ำตาล ยิ่งเคี่ยวก้างยิ่งเปื่อย รสชาติกลมกล
กลับมาว่ากันต่อด้วยความเชื่อในประเทศลาว นอกจากเรื่องความฝันและข้อห้าม ในยามวิกาลแล้ว ในครัวเองก็มีความเชื่อที่ควรปฏิบัติตาม เช่น หากแช่ข้าวเหนียวจนน้ำเปลี่ยนเป็นสีน้ำตาลแกมแดง ความโชคร้ายจะมาเยือนและคนในบ้านจะล้มป่วย หากร้องเพลงในครัวจะได้แต่งงานกับผู้ที่มีอายุมากกว่า กระติบข้าวควรปิดฝาไว้ตลอด ไม่ว่าจะเป็นระหว่างกินอาหาร คือ เมื่อหยิบข้าวเหนียวออกจากกระติบแล้วให้ปิดฝา จะกินต่อก็ค่อยเปิดฝาแล้วปิดทุกครั้ง ส่วนเวลาล้างทำความสะอาดกระติบ พอแห้งสะอาดให้เก็บกระติบแบบปิดฝาสนิท ไม่เช่นนั้นจะไม่มีสามีหรืออาจหย่าร้างได้ การเดินข้ามถุงและกระสอบใส่ข้าวจะทำให้วิญญาณขุ่นเคืองและนำมาซึ่งความโชคร้าย อย่านอนทันทีหลังกินอาหารเสร็จเพราะจะกลายเป็นงู การล้างจานตอนกลางคืนจะล้างโชคลาภและเงินทองออกไป หากไม่ทำความสะอาดจานชามและอุปกรณ์ครัวเป็นกิจวัตรประจำวัน เมื่อมีลูกลูกจะหน้าตาขี้เหร่ ส่วนเด็กผู้หญิงถ้าอยากสวยน่ารักควรหมั่นล้างจาน ห้ามกินอาหารจากหม้อที่ปรุงโดยตรงเพราะจะคลอดลูกยาก ชาวลาวยังเชื่อว่าหญิงตั้งครรภ์ไม่ควรพูดถึงลูกคนอื่นในทางไม่ดี เพราะสิ่งที่ต่อว่าไปจะเข้าตัวเองและลูกในท้อง เวลาทารกยิ้มให้ผมจะร่วงเย
สมัยตอนเป็นเด็ก วิ่งเล่นอยู่ที่ราชบุรีนั้น ผมจำได้ว่า เวลาถูกใช้ให้ไปซื้อน้ำตาลปี๊บที่ตลาด จะต้องถูกกำชับให้บอกแม่ค้าว่า เอาแบบที่ “ไม่ใส่ยาซัด” เพราะถ้าใส่ ปึกน้ำตาลนั้นจะแข็งกระด้าง กินไม่อร่อย ในตอนนั้น น้ำตาลปี๊บที่ขายแถวบ้านผมนั้นจะทำจากน้ำหวานงวงต้นตาลหรือมะพร้าว ผมเองก็ไม่รู้นะครับ แถมยาซัดที่ว่านั่นคืออะไรก็ไม่เคยถามแม่ค้าสักที พอโตขึ้นมาก็เริ่มเข้าใจว่า อันน้ำตาลปี๊บที่ผมรู้จักส่วนใหญ่ทำจากน้ำตาลมะพร้าวและตาลโตนด และ “ยาซัด” แบบง่ายๆ แบบหนึ่ง ก็คือ น้ำตาลทราย ซึ่งเมื่อผสมในสัดส่วนที่เหมาะสม จะทำให้น้ำตาลปี๊บนั้นแข็ง ไม่อ่อนตัวง่าย บรรจุส่งขายได้สะดวก ส่วนน้ำตาลอ้อย สีคล้ำๆ เป็นแว่นขนาดงบน้ำอ้อยบ้าง ทรงกระบอกสั้นบ้าง ยาวบ้างนั้น ผมมารู้จักเอาทีหลัง และผมชอบรสชาติ ตลอดจนกลิ่นหอมแบบดิบๆ ของมันมาก โดยเฉพาะเวลาอมเล่นเป็นขนมหวานตอนปั่นจักรยานเหนื่อยๆ ที่จริง ภาพจำของผมเกี่ยวกับน้ำตาลที่ขายๆ กันในตลาดก็น่าจะชัดเจนตามที่พรรณนามาแล้วนะครับ อย่างอื่นๆ อย่างเช่น น้ำตาลกรวด น้ำตาลตังเม (แบะแซ) ก็ล้วนแต่รู้จักแล้วทั้งสิ้น…แต่บางครั้ง เรื่องน้ำตาลที่ว่าหวานๆ ก็กลับซับซ้อนเกินกว่าจะคาด
22 ธันวาคม 2559 มีปรากฏการณ์หนึ่งซึ่งเกิดขึ้้นทั่วมุมโลก และมาพร้อมกับฤดูหนาวที่กำลังเยื่องย่างเข้ามานี้ นั่นก็คือปรากฏการณ์ที่ดวงอาทิตย์ขึ้นทางทิศตะวันออกเฉียงไปทางใต้มากที่สุด และตกทางทิศตะวันตกเฉียงไปทางใต้มากที่สุด ซึ่งผลให้ช่วงเวลาของกลางวันสั้นและช่วงเวลาของกลางคืนจะยาวนานที่สุดในรอบปี ปรากฏการณ์นี้เรียกกันว่า “วันเหมายัน (เห-มา-ยัน)” หรือ “Winter Solstice” สำหรับในประเทศไทย คนโบราณเรียกปรากฏการณ์เดียวกันว่า “ ตะวันอ้อมข้าว“ เกี่ยวกับคำเรียกชื่อวันที่อ่านยากๆ นี้ ณัฐพล จันทร์งาม อาจารย์ประจำภาควิชาภาษาตะวันออก คณะโบราณคดี ม.ศิลปากร ช่วยอธิบายให้เข้าใจง่ายขึ้นว่า “เหมายัน” มีรากศัพท์มาจากภาษาบาลี โดยคำว่า “เหมา” (อ่านว่า เห-มา) และ “อยน” (อ่านว่า อะ-ยะ-นะ) โดย “เหมา” แปลว่า หิมะ หรือทอง เพราะหิมะบนภูเขาในประเทศอินเดีย เมื่อมีแสงแดดมากระทบ จะกลายเป็นสีทอง ดังเช่น ภูเขาหิมาลัย ส่วน อยน แปลว่า หนทาง หรือทางเดิน ซึ่งพอรวมความแล้ว สื่อความหมายว่า หนทางแห่งฤดูหนาว “เหมายัน เป็นช่วงเวลาที่พระอาทิตย์ขึ้นช้าและตกเร็ว กลางคืนจึงยาวนานที่สุด ยิ่งดินแดนที่อยู่ทางตอนเหนือขึ้นไปเท่าไหร่ กลา
แนวคิดกินตามธาตุจากทฤษฎีแพทย์แผนไทยเชื่อว่าคนเราเกิดมาในร่างกายที่ประกอบด้วยธาตุทั้ง 4 คือ ดิน น้ำ ลม ไฟ และการใช้รสอาหารมาช่วยปรับสมดุลของร่างกายที่เกิดจากภาวะธาตุเสียสมดุล เป็นหนทางหนึ่งในการดูแลสุขภาพแบบองค์รวมได้ด้วยตนเอง ตามหลักความเชื่อเกี่ยวกับเรื่องธาตุทั้ง 4 นี้ หากร่างกายเสียสมดุลจะทำให้เกิดปัญหาสุขภาพ เจ็บป่วยได้ง่าย ซึ่งขึ้นอยู่กับธาตุเจ้าเรือนของคนผู้นั้นที่จะมีธาตุเด่นเพียงธาตุเดียวที่แสดงลักษณะประจำตัว เรียกว่า “ธาตุเจ้าเรือน” ดังนั้น เพื่อป้องกันปัญหาโรคภัยที่อาจเกิดขึ้นได้จึงมีคำแนะนำให้ปรับพฤติกรรมการกินให้เข้ากับธาตุเจ้าเรือนของแต่ละคน ฉบับที่แล้วได้อธิบายลักษณะเด่นคนแต่ละธาตุและเดือนเกิดที่บ่งบอกธาตุเจ้าเรือนไปแล้ว คราวนี้จะว่าด้วยเรื่องอาหารการกินที่ดีต่อธาตุนั้นๆ ธาตุดิน มักจะเจ็บป่วยด้วยโรคที่เกี่ยวกับอวัยวะภายในของร่างกาย เสี่ยงต่อโรคอ้วน ความดันโลหิตสูง เบาหวาน อาการปวดตามข้อ โรคระบบทางเดินหายใจ และโรคเกี่ยวกับระบบน้ำย่อย จึงควรกินอาหารประเภทแป้งขัดขาวให้น้อยเพราะร่างกายจะเผาผลาญได้ไม่หมด ควรออกกำลังกายเป็นประจำ นอกจากนี้ ยังควรกินอาหารรส ฝาด หวาน มัน เค็ม เช่น
ฆ้อง ผลิตจากทองเหลือง ฆ้องมีประวัติความเป็นมาช้านานแต่อดีตกาลนานคณานับ ย้อนหลังอดีตเก้าสิบแปดกัลป์ สมัยพระวิสัสสีสัมมาสัมพุทธเจ้ายุคสมัยนั้น ยังกล่าวกันว่าเทวดาตีฆ้องร้องป่าวไปทั่วสามโลก (สวรรค์-มนุษย์-บาดาล) ให้มาร่วมฟังธรรม เรามิอาจสรุปได้ว่าใครเป็นผู้สร้างฆ้องขึ้นมา เดิมฆ้องเป็นลักษณะตูมเดียว ต่อมาได้พัฒนาเป็นฆ้องเก้าตูมที่นครเวียงจันทน์ สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว เล่ากันว่า ใครสร้างฆ้องเก้าตูมนมเก้าก้อน แสดงถึงความอุดมสมบูรณ์ ไม่อดอยากปากแห้ง ทั้งในชาตินี้และชาติหน้า ฆ้อง เป็นเสนาสนะที่ใช้ในวัดพระพุทธศาสนา ใช้ในการรบทัพจับศึก ถือว่าเป็นมงคล เช่น ตอนสมเด็จพระนเรศวรมหาราช ยกกองทัพออกไปรบกับกองทัพพม่า มีกลอนกล่าวไว้ว่า “ลั่นฆ้องศึกกระหึ่มก้องท้องธานินทร์ องค์นรินทร์ยกออกสู้ศัตรูพาล” ฆ้องใช้ตีบอกเวลาโมงยาม ฆ้องใช้เป็นเครื่องมือประกอบดนตรี ฆ้องยังใช้ประดับห้องพระและห้องรับแขกดูสง่างามน่าเกรงขามยิ่งนัก และฆ้องยังเกี่ยวข้องกับศาสนา อีกอย่างหนึ่งคือ เป็นความเชื่อของคนไทยว่า ถ้าทำทานฆ้องแล้วจะได้กุศลมาก อีกอย่างความหมายของฆ้องก็ดีด้วย คือ ฆ้องจิต ฆ้องใจ เป็นคำพ้องเสียงที่ดี แล้วก็สามัคค
ชื่อวิทยาศาสตร์ Jatropha podagrica Hook. ชื่อวงศ์ Euphorbiaceae (the Spurge Family) ชื่อสามัญ Gout Plant, Guatemala Rhubarb. ชื่ออื่นๆ หัวละมานนั่งแท่น (ประจวบคีรีขันธ์) ว่านหนุมาน, ว่านหนูมานนั่งแท่น, ว่านเลือด (ภาคกลาง) คนส่วนใหญ่ที่ได้ยินชื่อฉัน คิดแต่เพียงว่าฉันเป็นทหารเอกขององค์พระราม ตอนที่ฉันไปเผากรุงลงกา ตามหานางสีดาที่เมืองท้าวทศกัณฐ์ นั่นมันนานมาแล้ว สำหรับตอนนี้ฉันลงมานั่งแท่นอยู่กับแปลงเกษตรกรรม ออกดอก ออกใบ ลงหัวใต้ดินอยู่กับกลุ่มสมุนไพร สรรพคุณโด่งดัง แต่ฉันก็ไม่ทิ้งลาย ออกฤทธิ์ ทั้งดีทั้งร้าย เพราะผู้คนใช้น้ำยางและเมล็ดเป็นยา ส่วนหัวใต้ดินเขายังขุดไปแกะสลักทำ “คุณไสย” เสกคาถากลายเป็น “ว่านมงคล” ซึ่งฉันก็ชอบใจ แม้ว่าตัวฉันจะเป็นไม้พุ่มเตี้ย แต่ถ้าปลูกไว้นานปี ฉันอาจจะสูงขึ้นได้ถึง 2 เมตรกว่า ลำต้นอวบน้ำ สีน้ำตาลอมเขียว ถ้ามาสะกิดเป็นแผลก็จะมีน้ำยางไหลออกมา สีขาวขุ่นไม่เหนียว ที่โคนต้นจะอวบพอง ลงไปใต้ดินกลายเป็นหัว หรือ เหง้า ฉันชอบชุ่มน้ำแต่ก็ทนแล้งได้ดี ใบฉันสีเขียวเข้ม ก้านใบยาว โคนใบเป็นรูปหัวใจ ออกเป็นใบเดี่ยว แยกออก 5 แฉก ใต้ใบสีขาวนวล ก้านใบกลวงยาวเกือบฟุต ลองนึกถึ
พ่อผาย สร้อยสระกลางชาวอำเภอลำปลายมาศ จังหวัดบุรีรัมย์ เดิมทำการเกษตรเชิงเดี่ยวโดยการปลูกข้าวโพด และได้กู้เงินจากธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) เป็นจำนวนเงิน 40,000 บาท รวมกับเงินออมของตนเองอีก 10,000 บาท ไปลงทุนจ้างลูกจ้าง จำนวน 5 คน ไปโค่นต้นไม้ ถางปา เพื่อปลูกข้าวโพด เมื่อเวลาผ่านไป 1 ปี ข้าวโพดราคาดี แต่ผลผลิตได้เพียงเล็กน้อยเพราะเกิดภัยแล้ง ทำให้เงินที่ได้มาไม่พอจ่ายดอกเบี้ย ปีที่ 2 เมื่อรู้ว่าตนเองคิดผิดจึงนั่งสมาธิอยู่ 10 วัน เพื่อตั้งมั่นหาทางออกและกลับมาตั้งหลักที่บ้าน ต่อมาจึงได้ตั้งใจว่าจะไม่ออกไปหาเงิน จะให้เงินมาหาเอง ไม่เอาเงินเป็นตัวตั้ง แต่จะเอางานและความสุขเป็นตัวตั้ง จึงตัดสินใจขายที่ 5 ไร่ ที่มีอยู่ใช้หนี้ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) จนหมด และตั้งต้นทำเกษตรผสมผสานและได้ดำเนินชีวิตและอาชีพตามปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง โดยเริ่มต้นจากความต้องการออมน้ำบนพื้นดินของตนเองเพื่อให้มีข้าว นก ปลา ต้นไม้ ที่หลากหลาย จึงตัดสินใจใช้จอบขุดดินเพื่อปั้นสระด้วยมือเพียงลำพัง โดยใช้เวลา 8 เดือน สระลูกแรกก็เสร็จสิ้นลงเมื่อเดือนมิถุนายน พ.ศ. 2528 และเริ่มจากกา
การนำหมากเม่าหรือมะเม่ามาแปรรูปเป็นไวน์ถือเป็นความสำเร็จในการพัฒนาเพิ่มมูลค่าของไม้ผลท้องถิ่นได้อย่างดีมาก ทำให้ชาวบ้านได้รับประโยชน์โดยตรงอย่างเต็มที่ อีกทั้งยังเป็นการกระตุ้นจิตสำนึกให้ชาวบ้านในท้องถิ่นเกิดความรักหวงแหน พร้อมกับช่วยอนุรักษ์ไม้ชนิดนี้ ซึ่งนับเป็นพื้นบ้านสำคัญที่ทรงคุณค่าให้อยู่คู่กับประเทศไทยตลอดไป สำหรับภาคตะวันออกเฉียงเหนือ จังหวัดที่พบว่ามีพื้นที่ต้นหมากเม่ามากกว่าแห่งอื่นคือที่เทือกเขาภูพาน จังหวัดสกลนคร เหตุนี้จึงมีแนวคิดที่จะอนุรักษ์ไม้ท้องถิ่นชนิดนี้ พร้อมไปกับการสร้างคุณค่าและมูลค่า จนประสบผลสำเร็จด้วยการผลิตเป็นไวน์ส่งไปประกวดต่างประเทศได้รับรางวัลกลับมาสร้างความฮือฮาเป็นอย่างมาก จากนั้นจึงต่อยอดด้วยการผลิตเป็นเครื่องดื่มเพื่อสุขภาพ ขนม และเครื่องสำอาง ไม่เพียงเท่านั้นกากเม่ายังนำไปผสมเพื่อใช้เป็นอาหารให้สัตว์กิน คงมีน้อยคนที่จะรู้ว่าเบื้องหลังความสำเร็จของการนำหมากเม่ามาผลิตเป็นผลิตภัณฑ์ต่างๆ หลายชนิดจนโด่งดังมาจากจุดเริ่มต้นภายในรั้วของมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลอีสาน วิทยาเขตสกลนคร จากคนกลุ่มหนึ่งที่ทำงานอยู่คณะทรัพยากรธรรมชาติ ดังนั้น รายงานพิเศษจังหวัดสก
อาจจะเคยได้ยินผ่านหูกับชื่อ “บ้านนาเชือก” ด้วยความโดดเด่นในมุมของหมู่บ้านที่มีแผนพัฒนาอย่างยั่งยืน มีความเข้มแข็ง มีความสามัคคี มีความร่วมมือภายในชุมชน มีองค์ความรู้ที่สามารถส่งเสริมพัฒนาอาชีพการทำผลิตภัณฑ์ผ้าย้อมมูลควาย จนมีชื่อเสียง และได้รับคัดเลือกเป็นผลิตภัณฑ์ Unseen Thailand ในปี 2556 ทั้งยังเป็นหมู่บ้านที่มีแนวทางการพัฒนาการท่องเที่ยว โดยยังดำรงไว้ซึ่งประเพณีและวัฒนธรรมเดิม ความสำเร็จในแต่ละกิจกรรม ไม่ได้มีมาแต่การก่อตั้งหมู่บ้าน แต่เพราะมีการปรับตัวของชุมชน ความร่วมมือที่ก่อให้เกิดความสำเร็จ ส่งผลให้สภาพของหมู่บ้านเปลี่ยนจากสภาพติดลบขึ้นมาบวกถึงขีดสุด สิ่งที่น่าศึกษาอย่างยิ่ง คือ ระหว่างการปรับเปลี่ยนบ้านนาเชือกมีการพัฒนาอย่างไร ผศ.ดร.สุดารัตน์ สกุลคู อาจารย์สาขาพืชศาสตร์ คณะเกษตรศาสตร์และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลอีสาน วิทยาเขตสกลนคร หัวหน้าโครงการหมู่บ้านราชมงคล (บ้านนาเชือก) กล่าวย้อนถึงบ้านนาเชือกในอดีตให้ฟังว่า บ้านนาเชือก ตั้งอยู่ที่ตำบลแร่ อำเภอพังโคน จังหวัดสกลนคร เป็นหมู่บ้านที่อยู่ห่างจากอำเภอพังโคน 26 กิโลเมตร ติดกับลำน้ำอูน ชาวบ้านส่วนใหญ่ประกอบอาชีพเลี้ย
