เทคนิคเกษตร
มีคนส่งคลิปของ “สามเณรมะเขือ” มาให้ดู เป็นเรื่องของสามเณรน้อย อายุ 7 ขวบ ป่วยเป็นเบาหวานมาตั้งแต่อายุแค่ 3 ขวบ ระดับน้ำตาลในเลือดนั้นสูงถึง 940 มก.% (คนปกติไม่เกิน 160) จนต้องฉีดอินซูลิน วันละ 2 เข็ม เช้า-เย็น กระทั่งแม่ของสามเณรได้รู้จักกับการแพทย์ทางเลือกที่เมืองกาญจน์ ปรากฏว่าชั่วเวลาเพียง 7 วัน จากที่สามเณรเข้าคอร์สที่เน้นการกินผัก โดยเฉพาะมะเขือเปราะ กินทุกวัน วันละ 2 มื้อ ระดับน้ำตาลจากวันแรก 600 มก.% ลดลงเรื่อยๆ จนอยู่ในระดับปกติที่ 120 ไม่ต้องฉีดอินซูลินเลย เหมือนได้ชีวิตลูกคืนมาอีกครั้ง ด้วยการกิน “มะเขือเปราะ” เข้าไปค้นข้อมูลจึงพบว่า การใช้มะเขือเพื่อลดน้ำตาลในเลือดนั้นมีตั้งแต่ในการแพทย์อายุรเวทของอินเดีย นอกจากนี้ ประชากรในแคว้นโอริสสาของอินเดีย ก็ใช้น้ำต้มมะเขือเปราะรักษาโรคเบาหวาน โดยมีงานวิจัยจากที่นี่เช่นกัน ที่ใช้สารสกัดน้ำของผลมะเขือเปราะลดปริมาณน้ำตาลในเลือดของหนูทดลอง พบว่าได้ผลดี และพบว่า สารสกัดดังกล่าวออกฤทธิ์คล้ายอินซูลิน โดยช่วยเสริมการใช้งานกลูโคสอย่างมีประสิทธิภาพ มีผลเชิงบวกต่อการทำงานของตับอ่อน โดยไม่มีพิษต่อสัตว์ทดลองแต่อย่างใด เผยแพร่ในระบบออนไลน์ครั้งแรก
กาน้ำของเราชาวไทยที่ใช้กันอย่างแพร่หลายคือ กาน้ำ ที่ทำด้วยอะลูมิเนียม กาน้ำชนิดนี้ นอกจากพบเห็นได้ตามบ้านเรือนแล้ว ยังพบเห็นได้จากตามวัดวาอาราม เพราะคราใดที่บวชพระ ครานั้นเป็นต้องมีกาน้ำเพิ่มขึ้นไปอีก 1 ใบ เนื่องจากกาน้ำเป็นหนึ่งในเครื่องของใช้สำหรับพระภิกษุสงฆ์มาแต่โบราณกาล แต่ปัจจุบัน แม้กาน้ำอะลูมิเนียมพระภิกษุสงฆ์จะไม่ค่อยได้ใช้ประโยชน์แล้ว เนื่องจากมีกาน้ำชนิดเสียบปลั๊กไฟฟ้าต้มน้ำร้อนได้มาแทน แต่ด้วยความเชื่อและความเคยชิน เวลาบวชพระก็จะพบกาน้ำอะลูมิเนียมอยู่นั่นเอง สมัยเก่าก่อน เราชาวบ้านเคยมีกาดินเผาใช้กันมานมนาน นอกจากเรามีกาใส่น้ำ ต้มน้ำแล้ว เรายังมีกาใส่นมให้เด็กๆ ด้วย ถ้าจะถามว่า กาดินเผา มีมาแต่ปางใด คำตอบอาจอยู่ที่ ตั้งแต่คนเราเริ่มรู้จักการทำเครื่องปั้นดินเผามาใช้ในครัวเรือน เรารู้จักปั้นหม้อ ไห ถ้วย ชาม ของใช้ในชีวิตประจำวันมาเมื่อหลายพันปี การสร้างสรรค์คิดทำกาใส่นมก็น่าจะคิดทำได้ ใช้สะดวกดีมาแต่ปางนั้น แต่ทั้งนี้ขอบอกก่อนว่า เป็นเพียงข้อสันนิษฐานที่น่าจะเป็นไปได้ กาสำหรับใส่น้ำนมให้เด็กๆ มีการพบที่ภาคเหนือของไทย และอาจจะมีที่อื่นๆ อีกบ้าง ภูมิปัญญาชาวบ้านสมัยเก่าก่อน แม้
หากเอ่ยชื่อเครื่องว่าง หลายๆ ท่านคงอาจจะต้องสงสัยว่า…มันคืออะไรหรือ? เพราะส่วนมากแล้วทุกท่านคงคุ้นเคยกับคำว่า…ของว่าง มากกว่า คำว่า ของว่าง ในที่นี้ก็มักจะหมายถึงอาหารอะไรที่กินเล่นๆ ไม่จริงจัง กินร่วมกับเครื่องดื่มประเภทร้อนหรือเย็น เป็นการเติมเต็มให้กระเพาะที่พอจะมีช่องว่างบ้าง หรือเป็นการหาอะไรมาเคี้ยวกันเล่นๆ ระหว่างที่คุยกันและบางทีก็เป็นการแก้เขินอะไรบ้าง? เครื่องว่าง ของไทยแตกต่างไปจากออเดิฟ หรือ สแน็ค ของคนฝรั่งอย่างแน่นอน เพราะเครื่องว่างของเราบางอย่างก็กินพอแก้ไม่ให้ ท้องว่าง แต่บางอย่างก็กินเพื่อไม่ให้ปากอยู่ว่าง และบางอย่างก็กินเป็นกับแกล้มก่อนจะถึงอาหารรายการมื้อหลัก หรือมื้อใหญ่ เครื่องว่าง อาหารไทยโบราณ ของว่าง หรือที่ถูกต้องคนไทยในสมัยก่อนท่านเรียกว่า เครื่องว่าง เป็นอาหารไทยประเภทหนึ่งที่นิยมกินกันในหมู่สังคมชั้นสูง เข้าใจว่าน่าจะเป็นวัฒนธรรมทางอาหารที่เกิดขึ้นในสมัยรัตนโกสินทร์นั่นเอง! (ของว่าง หรือบางทีเรียก อาหารว่าง ของกินนอกเวลา กินอาหารตามปกติ มักกินในเวลาบ่าย อาหารว่าง ก็ว่า ราชาศัพท์ว่า เครื่องว่าง…) เครื่องว่าง เป็นคำชั้นสูงที่ใช้ในราชสำนักเช่นเดียวกับคำ
ในน้ำมีปลา ในนามีข้าว เป็นคำกล่าวถึงความอุดมสมบูรณ์ของประเทศไทยในอดีต ด้วยวิถีชีวิตของคนไทยเรามีความผูกพันอย่างลึกซึ้งและแน่นแฟ้นกับแม่น้ำลำคลอง อาหารการกินอย่างปลาน้ำจืดจะหากินได้ไม่ยาก และหาได้ง่ายตามแม่น้ำลำคลอง เพียงแค่มีอุปกรณ์ในการจับปลา อย่าง เบ็ด แห อวน ลงมือลงแรงซักหน่อย ก็จะได้ปลาสดๆ เช่น ปลาช่อน ปลาขี้ขม ปลากระดี่ ปลาหมอ ปลาโสด ปลาซิว ปลาตะเพียน ปลาฉลาด ปลานิล หรือปลาอื่นๆ มาปรุงเป็นอาหารได้แล้ว วันไหนจับปลาได้มาก ก็จะแบ่งปันให้ญาติพี่น้อง หรือเพื่อนบ้านได้กินกันอย่างทั่วถึงตามนิสัยโอบอ้อมอารีของคนในสมัยก่อน สำหรับส่วนที่เหลือก็จะเอาไปหมักเกลือทำเป็นปลาร้า ปลาส้ม ปลาเปรี้ยว หรือตากแดดย่างรมควัน แล้วแต่ความเหมาะสม ปลาส้ม การแปรรูปอาหารจากปลาชนิดหนึ่งของคนอีสาน เป็นการสืบทอดภูมิปัญญาท้องถิ่นในการถนอมอาหารจากปลา เมื่อปลาที่หามาได้มีจำนวนมากก็ต้องหาวิธีการแปรรูป เพื่อจะได้เก็บไว้กินนานๆ โดยเอาปลามาหมักกับเกลือ และข้าวสวย ซึ่งไม่น่าเชื่อว่าจะได้เมนูอร่อยๆ ที่เรารู้จักและเรียกกันว่า ปลาส้ม ปลาเปรี้ยว ส้มปลา นั่นเอง! สามารถนำมาประกอบเป็นอาชีพ และเสริมรายได้ให้ครอบครัวได้เป็นอย่างดี
ฝีมือคนไทยไม่แพ้ชาติใดในโลก แม้กระทั่งการผลิตและออกแบบ “รถไถมินิ” ที่ช่วยให้การทำงานในไร่นาเป็นเรื่องง่าย เพราะรถไถมินิ ใช้ไถได้ดีจริง ทำแปลงปลูกผัก ยกร่อง ไถกลบหญ้า ผลงานประดิษฐ์ชิ้นนี้เป็นของ คุณวิทย์ธชัย ขันอาษา หรือที่หลายคนรู้จักในชื่อ “ช่างกรุง” หรือ “เสี่ยกรุง” เกษตรกรคนเก่งที่อาศัยอยู่ในจังหวัดยโสธร เสี่ยกรุง ผู้ประดิษฐ์ “รถไถมินิ” ได้เล่าให้ฟังว่า ครอบครัวของเขาอยู่ในจังหวัดยโสธร ปลูก “ข่าเหลือง” และมันสำปะหลัง เป็นรายได้เลี้ยงครอบครัว ปัจจุบันเกษตรกรในท้องถิ่นส่วนใหญ่มีอาชีพปลูกมันสำปะหลัง แต่ประสบปัญหาขาดแคลนแรงงานกำจัดหญ้าในร่องมันสำปะหลัง โดยเสียค่าจ้างแรงงานวันละ 300-400 บาท ทำให้เสี่ยกรุงเกิดไอเดียที่จะพัฒนานวัตกรรมในรูปแบบของ “รถไถมินิ” เพื่อช่วยทำงานในไร่นาและประหยัดต้นทุนค่าจ้างแรงงาน เสี่ยกรุง ใช้เวลาพัฒนารถไถนามินิประมาณ 2 ปี โดยจำลองรูปแบบมาจากรถไถขนาดใหญ่ให้กลายเป็นรถไถขนาดเล็ก ที่มีน้ำหนักหนัก ใช้งานง่าย เมื่อรถไถมินิต้นแบบเสร็จสมบูรณ์ สามารถทำงานได้ดีในสไตล์ “จิ๋วแต่แจ๋ว” เสี่ยกรุง ได้นำไปทดลองใช้ในไร่นาของตัวเอง ปรากฏว่าเพื่อนบ้านใกล้เคียงเห็นประสิทธิภาพการทำง
ผักพื้นบ้านของภาคต่างๆ มีความแตกต่างกันตามภูมิอากาศหรือภูมิประเทศ ประเทศไทยมีภูมิอากาศที่เหมาะสมกับพืชพรรณนานาชนิด มากเสียจนเหลือให้ต่างชาตินำไปวิจัยแล้วจดสิทธิบัตรเป็นของตัวเอง ผักหลายชนิดมีขึ้นทั่วไปทุกภาคของประเทศไทย เช่น ตำลึง แต่มีผักบางชนิดมีเฉพาะภาคใดภาคหนึ่ง และมีผักบางชนิดหายาก ขึ้นเฉพาะบางภูมิประเทศที่เหมาะสม คนส่วนใหญ่จึงไม่ค่อยรู้จัก มีเพียงเฉพาะคนในท้องถิ่นได้อาศัยเป็นอาหารหรือใช้ประโยชน์จากผักนั้น มีโอกาสได้ไปกินเจที่ศาลเจ้าท้ายเหมือง จังหวัดพังงา ไปนั่งฟังเสียงคลื่นที่หาดท้ายเหมือง ใกล้บริเวณที่ค่ายทหารเรือโดนสึนามิ หวนคิดถึงความหลังตอนเด็ก จึงไปเดินหาผักพื้นบ้านชนิดหนึ่งที่คนรู้จักน้อยมาก ในชื่อที่ชาวบ้านเรียกว่า ผักลิ้นห่าน ปรากฏว่าหาไม่เจอเลย สอบถามชาวบ้าน เขาว่าแถบชายหาดไม่มีแล้วเพราะถูกเก็บกินกันหมด ถ้าจะมีเหลือก็เป็นในแถบอุทยานท้ายเหมืองที่จะต้องเลยเข้าไปลึกหน่อย จึงถือโอกาสซอกแซกหาข่าวมานำเสนอ ผักลิ้นห่านเป็นชื่อที่ชาวบ้านเรียก สำหรับคนที่ไม่รู้จัก จินตนาการได้เลยว่ามีลักษณะยาวๆ เหมือนลิ้นห่าน ซึ่งก็เป็นจริง ผักชนิดนี้ขึ้นตามชายฝั่งทะเลที่เป็นดินทราย มีร่มเงาบ้าง
สถาบันวิจัยและพัฒนา มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา ต่อยอดพัฒนาองค์ความรู้ กลุ่มอาชีพจักสานต้นคล้าบ้านโนนสะอาด จังหวัดอุดรธานี พร้อมผลักดันเป็นศูนย์กลางเรียนรู้ และยกระดับผลิตภัณฑ์ชุมชนท้องถิ่น เพื่อเป็นแหล่งเรียนรู้ถ่ายทอดเรื่องราวมรดกทางวัฒนธรรมอันทรงคุณค่าให้กับเยาวชนคนรุ่นใหม่และผู้สนใจได้เข้ามาศึกษาเรียนรู้นำไปต่อยอดพัฒนาสร้างอาชีพและรายได้ สืบสานอาชีพของบรรพบุรุษให้คงอยู่ต่อไป รศ.ดร.รจนา จันทราสา ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยและพัฒนา มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา เปิดเผยว่า มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทาให้ความสำคัญกับการส่งเสริมและสนับสนุนการสร้างผลงานวิชาการที่เป็นประโยชน์ต่อสังคมในทุกด้าน โดยเน้นการนำผลงานวิชาการเพื่อสร้างความรู้ความเข้าใจ และสามารถนำผลงานวิจัยไปปฏิบัติจริง สนับสนุนให้เกิดความเชื่อมโยงระหว่างผู้วิจัยและผู้ประกอบการ ในการร่วมมือต่อยอดและใช้ประโยชน์จากผลงานวิจัย รวมทั้งการสร้างสรรค์งานวิจัยใหม่ที่มุ่งเป้าการนำไปใช้ประโยชน์จริง โดยมีการร่วมมือกับสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (สกสว.) นำองค์ความรู้ วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนว
เมื่อเร็วๆ นี้ นายวัลลพ สงวนนาม เลขาธิการ กศน.ได้ลงพื้นที่จังหวัดนราธิวาส เพื่อมอบแนวทางการขับเคลื่อนการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัยในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ โดยเลขาธิการ กศน. ได้เน้นย้ำเรื่องการขับเคลื่อนนโยบายสำคัญของกระทรวงศึกษาธิการ ได้แก่ “กศน.ปักหมุด” เพื่อสร้างโอกาสทางการศึกษาสำหรับคนพิการและผู้ด้อยโอกาส โครงการส่งเสริมโอกาสความเสมอภาคและความเท่าเทียมทางการศึกษา “พาน้องกลับมาเรียน” ศูนย์ความปลอดภัยกระทรวงศึกษาธิการ (MOE Safety Center) ขณะเดียวกัน เน้นย้ำให้ความสำคัญของ “ศูนย์พัฒนาทักษะภาษาเพื่อการสื่อสาร” ซึ่งเป็นโครงการเร่งด่วนสำคัญของรัฐบาลในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ โดยเลขาธิการ กศน. ได้ให้ข้อเสนอแนะว่า ควรออกแบบกิจกรรมให้เหมาะสมกับกลุ่มเป้าหมาย สร้างความหลากหลาย เพื่อพัฒนาทักษะทางภาษาของกลุ่มเป้าหมายทุกกลุ่มได้ นอกจากนี้ เลขาธิการ กศน.เห็นชอบกับแนวทางของ นายอุดร สิทธิพาที ประธานกลุ่มสำนักงาน กศน.จังหวัดชายแดนใต้ ที่เสนอเรื่องการบูรณาการของหน่วยงานทางการศึกษา กศน. ได้แก่ ศูนย์วิทยาศาสตร์เพื่อการศึกษา และศูนย์ฝึกอาชีพราษฎรไทยบริเวณชายแดน รวมทั้งภาคีเครือข่ายอื่นๆ ใ
“กลุ่มจักสานผักตบชวา บ้านห้วยหวาย” เป็นการรวมตัวจัดตั้งของชาวบ้านในพื้นที่ตำบลโคกช้าง อำเภอเดิมบางนางบวช จังหวัดสุพรรณบุรี นำผักตบชวามาจักสานเป็นของใช้และประดับที่มีความสวยงามอันเกิดจากฝีมือถักทออย่างประณีต พิถีพิถัน มีคุณค่าไม่แพ้แบรนด์นอก เป็นที่ชื่นชอบสั่งซื้อทั้งชาวไทยและต่างประเทศ คุณณัฐณิชา ดอกมะสัง อยู่บ้านเลขที่ 9 หมู่ที่ 2 ตำบลโคกช้าง อำเภอเดิมบางนางบวช จังหวัดสุพรรณบุรี ในฐานะประธานกลุ่ม บอกว่า กลุ่มนี้ตั้งอย่างเป็นทางการเมื่อปี 2535 มีสมาชิก 18 คน ตอนนั้นตัวเธอทำหน้าที่เป็นเลขาฯ กลุ่ม โดยสมัยเริ่มแรกในพื้นที่ชุมชนมีต้นกกจำนวนมากแต่ชาวบ้านยังไม่มีความสามารถด้านการถักทอ จนได้รับการส่งเสริมความรู้ทักษะเสริมสร้างอาชีพจากภาคราชการฝึกฝนเรียนรู้การทอเสื่อเพื่อไว้ใช้ในครัวเรือน แต่ไม่ได้นำไปขายเพราะเส้นทางสัญจรลำบาก กระทั่งในเวลาต่อมาเจ้าหน้าที่เกษตรอำเภอเดิมบางนางบวชได้ประสานงานเพื่อส่งเสริมอาชีพเพิ่มเติมให้อีก โดยคราวนี้นำผักตบชวาที่มีจำนวนมากในพื้นที่มาผลิตจักสานเป็นของใช้และของประดับ เพราะแม้จะนำไปใช้ทั้งเรื่องการทำปุ๋ยและเพาะเห็ดก็ยังมีอีก ทั้งยังสร้างปัญหาต่อลำน้ำคูคลอง แต่ดูเ
Common name : Indian Marsh Fleabane ชื่อวิทยาศาสตร์ : Pluchea indica (L.) Less Family : ASTERACEAE/COMPOSITAE ของดีจากพื้นที่ชายทะเลที่หลายๆ ท่านไม่รู้จักและมองข้าม ใครขับรถมาเที่ยวชายทะเลทางภาคตะวันออก เริ่มตั้งแต่บางพลี ปากน้ำ เรื่อยลงมาแปดริ้ว ถึงบางทราย ชลบุรี อ่างศิลา บางแสน บางพระ บางละมุง ฯลฯ เลยไปจนถึงระยอง จันทบุรี ตราด หากท่านสังเกตมองข้างทาง ริมถนนดีๆ จะเห็นไม้พุ่มชนิดหนึ่งขึ้นอยู่ประปราย บางทีเป็นดงเลยก็มี ดอกเป็นช่อสีขาวอมม่วงอ่อน มองไกลๆ คล้ายๆ ดอกสาบเสือ พอแก่จะเป็นสีน้ำตาล มีปุยขาว สามารถปลิวลอยตามลมไปได้ไกลๆ ใบสีเขียวสดขอบมีจักเล็กน้อย อวบน้ำ กิ่งก้านสีน้ำตาล ปลายยอดอ่อนเขียว บางทีมีเหลือบน้ำตาลแดงนิดๆ ชอบอยู่ตามที่ราบลุ่มน้ำท่วมถึงและมีระดับน้ำขึ้นลงเสมอๆ จะยิ่งชอบเป็นพิเศษ แตกกิ่งก้านสาขาเป็นพุ่มกว้าง ดูเขียวสดใสงดงาม โดยเฉพาะฤดูฝน เมื่อถูกตัดจะยิ่งแตกยอดมาก ขลู่ ชอบขึ้นใกล้ๆ กับชะคราม มะแว้งเครือ แถบบางแสนหากเจอขลู่ ก็มักจะต้องได้พบเพื่อนเขาทั้งสองชนิดอยู่ด้วยกันตลอด หากแต่ปัจจุบันมีการถมที่ ตัดถนน สร้างหมู่บ้านรุกที่ชายทะเลมากขึ้นเรื่อยๆ ประชากรพืชท้องถิ่นป่าชายเลน
