เทคนิคเกษตร
ชื่อวิทยาศาสตร์ Litsea glutinosa (Lour) C.B.robinson. ชื่ออื่นๆ ตังสีไพร (พิษณุโลก) หมี (อุดรธานี, ลำปาง) อีเหม็น (กาญจนบุรี, ราชบุรี) หมูทะลวง (จันทบุรี) หมูเหม็น (แพร่) พี่เป็นคนอาภัพ แม้จะเป็นไม้ยืนต้นแต่ต้องผลัดใบ สูงได้ถึง 15 เมตร แต่ทรงพุ่มก็แน่นกลมทึบ ซ้ำลำต้นแก่ๆ ก็จะแตกเป็นร่องตื้นๆ ตามยาว ดีที่เปลือกต้นเป็นสีน้ำตาล เรื่องชื่อนี้แหละที่เป็นปมด้อยเหลือเกิน ใครได้ยินก็ตีความกันว่า ทั้งหมี ทั้งหมู คงไม่เข้าใกล้ เพราะมันเหม็น น้อยใจที่สุดก็คือเขาเรียกว่า “อีเหม็น” ดีนะที่ยังมีชื่อถูกใจหน่อย แถวๆ จันทบุรี เขาเรียกว่า “หมูทะลวง” ชื่อนี้แหละที่พอจะยืดอกได้ แต่ก็คุ้นชินกับชื่อสั้นๆ ว่า “ต้นหมี” ที่พี่ว่าใบเป็นพุ่มทึบ ส่วนใหญ่ก็แน่นที่ปลายกิ่ง สีเขียวเข้มเป็นมัน ที่ท้องใบมีขนและก็มีกลิ่นหอมเฉพาะตัว ทำไมทั้งหมู ทั้งหมี จึงบอกว่าเหม็น พี่เห็นคนชอบเด็ดใบต้นพี่หมีไปต้มเป็นยาขับปัสสาวะ และเอาใบสดขยี้ทาตัวรักษากลาก เกลื้อน ตำพอกรักษาฝี แก้ปวด ถอนพิษร้อน อย่างนี้แล้วยังบ่นว่าเหม็นได้อย่างไร นักวิชาการจัดพี่ไว้ในตำรับยาสมุนไพรไทย เพราะบางคนใช้ใบขยี้กับน้ำใช้สระผม พอกศีรษะฆ่าเหาได้ด้วย อย่าคิด
ผักเบี้ยใหญ่ เป็นพืชล้มลุกตระกูลเดียวกับคุณนายตื่นสาย ชื่อวิทยาศาสตร์ Portulaca oleracea L. อยู่ในวงศ์ ACANTHACEAE ชื่ออื่นๆ ผักอีหลู ผักตาโค้ง ผักเบี้ยดอกเหลือง ผักเบี้ยใหญ่ แดงสวรรค์ ลำต้นกลม อวบน้ำ สีเขียวอมแดง เตี้ยเลื้อยทอดไปตามพื้นดิน ใบประกอบแบบนิ้วมือ มี 5 ใบย่อย ดอกเดี่ยวหรือช่อ ออกเป็นกลุ่มประมาณ 3-5 ดอก ไม่มีก้านดอก ออกที่ปลายยอด สีเหลือง ผักเบี้ยใหญ่ มีรสเปรี้ยว นิยมกินเป็นผักสด ผักสลัด หรือนำมาต้ม ลวก กินร่วมกับน้ำพริก มีคุณค่าทางโภชนาการสูงมาก ผักเบี้ยใหญ่ เป็นพืชที่แพร่กระจายอยู่ในหลายพื้นที่ทั่วโลก ทำให้มีการนำไปใช้เป็นยาอย่างหลากหลาย เช่น ในอิหร่านใช้ในการรักษาภาวะเลือดออกผิดปกติจากโพรงมดลูก (Abnormal uterine bleedind) รักษาหอบหืดและโรคทางเดินหายใจ ในออสเตรเลีย มีผลิตภัณฑ์ในรูปแบบของเหลวสกัดจากผักเบี้ยใหญ่ ใช้ลดน้ำตาลและไขมันในเลือด แก้ท้องเสีย ติดเชื้อในทางเดินอาหาร ฆ่าพยาธิ รักษาโรคกระเพาะ ลำไส้อักเสบ อาหารไม่ย่อย ริดสีดวงทวารหนัก หนองใน เลือดออกตามไรฟัน หรือติดเชื้อที่ทางเดินปัสสาวะ ในมาเลเซียและไนจีเรีย มีการใช้ผักเบี้ยใหญ่ช่วยให้นอนหลับและบำรุงหัวใจ เช่นเดียวกับชา
ทุกวันนี้กระแสการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19) ยังคงขยายตัวในวงกว้าง ทั้งกลุ่มประเทศเพื่อนบ้านและประเทศไทยที่มีจำนวนผู้ป่วยเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง รัฐบาล โดยกระทรวงสาธารณสุขและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจึงประกาศเตือนคนไทยอย่าการ์ดตก เพิ่มความระมัดระวังในการป้องกันการแพร่ระบาดของโควิด-19 ล้างมือบ่อยๆ โดยใช้สบู่และน้ำ หรือเจลล้างมือแอลกอฮอล์ เว้นระยะห่าง สวมหน้ากากอนามัยเพื่อความปลอดภัย รวมทั้งกินอาหารที่มีประโยชน์เพื่อสร้างภูมิคุ้มกันต้านทานโรค สำนักงานส่งเสริมการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัยกรุงเทพมหานคร (สำนักงาน กศน. กทม.) จัดกิจกรรมการเรียนรู้ออนไลน์เกี่ยวกับอาหารต้านโควิด (COVID-19) บนหน้าเพจเฟซบุ๊ก (https://www.facebook.com/ksnbkk) โดยมีวัตถุประสงค์ให้ผู้เข้าร่วมกิจกรรมได้รับความรู้และความเข้าใจเกี่ยวกับอาหารที่สามารถป้องกันโรคติดเชื้อไวรัสโคโรน่า 2019 (COVID-19) โดยผู้เข้าร่วมกิจกรรมผ่านการทำแบบทดสอบ 70% จะได้รับเกียรติบัตรทางอีเมล นอกจากนี้ สำนักงาน กศน. กทม. ยังได้เชิญชวนให้คนไทยหันมาดูแลใส่ใจสุขภาพ โดยกินอาหารเพื่อสุขภาพ 2 เมนู คือ ไก่ผัดขิง และต้มโคล้งปลากรอบ รวมท
เขาว่ากันว่า คนแก่ชอบกินของขม…ชมเด็กสาว ก็คงจะจริงอย่างว่าแหละนะ เพราะเริ่มสูงวัย อะไรที่ขมๆ ฝาดเฝื่อนกลืนไม่ค่อยลง สมัยที่ยังเป็นหนุ่มสาวนั้น ดูเหมือนจะกระเดือกง่ายขึ้นกว่าเดิมเยอะ ยารักษาโรคภัยไข้เจ็บต่างๆ อะไรที่ใครว่าดี ไม่ว่าจะขมหรือเหม็น หรือสิ่งไหนที่หมอสั่งให้กินไม่มีการบิดพลิ้วเกี่ยงงอนเด็ดขาด ไม่รู้เป็นเพราะปุ่มรับรสที่ลิ้นไม่ทำงาน หรือเพราะว่าสันดานเปลี่ยนตามอายุกันแน่ ฮาฮา มะระขี้นก เป็นผักพื้นบ้านของไทย ปู่ ย่า ตา ยาย ของพวกเรากินกันเป็นผักเป็นยามาตั้งแต่สมัยโบราณแล้ว น่าจะรู้จักกันมาก่อนมะระจีนด้วยซ้ำไป เด็กเมืองสมัยใหม่ที่ไม่มีโอกาสเห็นผักพื้นบ้านขึ้นตามริมรั้วหรือเลื้อยอยู่ในป่า ส่วนใหญ่คงจะคุ้นเคยกับมะระจีนที่มีขายกันตามตลาดสดและซูเปอร์มาร์เก็ตมากมายกว่ามะระขี้นก จะว่าไปแล้ว เป็น “มะระ” เหมือนกันแท้ๆ เชียว แต่เจ้ามะระขี้นกก็ช่างเล็กจิ๋วเสียเหลือเกิน ขณะที่มะระจีน เวลาวางเทียบกัน ก็เป็นมะระยักษ์นั่นเลยทีเดียว ส่วนเรื่อง “ขม” ต่างมีรสขมเหมือนกัน แต่มะระขี้นกมีรสขมจัดกว่ามะระจีนมากมาย ฉะนั้น อย่าไปหวังว่าเด็กเล็กหรือแม้แต่คนหนุ่มสาวจะยอมกินกันง่ายๆ มะระขี้นก เป็นผักพื้นบ้
ชื่อทั่วไป : Indian snake roots, Serpent wood ชื่อวิทยาศาสตร์ : Rauvolfia serpentine (Bent.) Family : APOCYNACEAE ระย่อม เป็นไม้พุ่มเตี้ยๆ ไม่สูงมาก ใบดกหนาทึบสีเขียวสด ลำต้นมักคดงอ รากขนาดใหญ่ ลึกลงไปในดิน ชอบขึ้นตามชายป่า เชิงเขาที่ดินร่วนปนทราย หรือเป็นหินปนกรวดลูกรัง ที่ค่อนข้างชุ่มชื้น พบกระจายพันธุ์มาตั้งแต่ศรีลังกา อินเดีย เนปาล จีน ภูฏาน ทิเบต พม่า ไทย ลาว กัมพูชา ฯลฯ ดอกเป็นช่อคล้ายดอกเข็มแดง สีขาวอมชมพูอ่อน มี 5 กลีบ กลีบเลี้ยง 5 กลีบ เช่นกัน โคนก้านดอกเชื่อมติดกันเป็นช่อสีชมพู พอดอกโรยก็จะค่อยๆ เปลี่ยนเป็นสีแดงเข้ม ออกดอกช่วงปลายฝนต้นหนาว ติดผลกลมๆ รีๆ สีเขียว เมื่อแก่จะกลายเป็นสีม่วงดำ คล้ายลูกต้นพลองหรือลูกมิกกี้เม้าส์ ชื่อสกุลของไม้ระย่อม ถือว่าเป็นการให้เกียรติแก่ Dr. Leonhard Rauwolf นักพฤกษศาสตร์/นายแพทย์ชาวเยอรมัน แต่ชื่อทาง Botany ใช้ตัว V แทน W ส่วนนามสกุล serpentina หมายถึงลักษณะที่คดไปมาเหมือนงู ระย่อม อยู่ในวงศ์ APOCYNACEAE เป็นที่รู้กันว่าต้องมีน้ำยางสีขาว ชาวเอเชียเรานั้นรู้จักใช้รากระย่อมเป็นสมุนไพรมาแต่โบร่ำโบราณ แต่มิได้มีการบันทึกไว้ มาจนกระทั่งปี พ.ศ. 2495
ขึ้นชื่อว่า “ตด” บางคนก็กำลังยิ้มกริ่ม บอกว่าก็พอรู้จักอยู่บ้าง กำลังปล่อยแบบแผ่วๆ เมื่อกี้นี้เอง มีบางคนอยากปล่อยแบบไม่เกรงใจใคร โดยเฉพาะเมื่อตอนอยู่คนเดียว คิดว่าไม่มีใครรู้ไม่มีใครเห็น แต่ลืมคิดไปว่ามีคนได้ยิน บางคนไม่ถนอมกลิ่นเลย ปล่อยไม่มีเสียงแต่กลิ่นอื้อฮือ เคยมีในกลุ่มคนสวยๆ คุยกันเรื่อง สเปกชายชอบ และแอบปล่อยกลิ่นแบบไร้เสียง เป็นที่น่าเอ็นดู ชวนคุยเรื่องไม่เป็นสาระ เข้าหาสารประโยชน์ของ “ตดหมูตดหมา” กันดีกว่า พืชชนิดนี้ เป็นไม้เถาเลื้อยประเภทล้มลุก ลำต้นขนาดเล็ก ลำต้นและใบมียางสีขาว เมื่อเด็ดขยี้ มีกลิ่นเหม็นคล้ายกลิ่นตด ใบเป็นประเภทใบเดี่ยว รูปเรียวยาว หรือรูปหอก ออกเป็นคู่ตรงข้าม สีเขียว เนื้อใบบาง ก้านใบสั้น เส้นใบโค้งจรดกันที่ใกล้ขอบใบ ใบกว้าง 10-25 มิลลิเมตร ยาว 10-15 เซนติเมตร ดอกออกเป็นช่อตรงซอกใบหรือโคนก้านใบ ช่อละ 2-3 ดอก กลีบเลี้ยง 5 กลีบ ขนาดเล็ก กลีบดอก 5 กลีบเชื่อมติดกันตรงโคนกลีบ ปลายกลีบแยกจากกัน กลีบด้านนอกสีขาว ด้านในสีม่วงแดงหรือสีชมพู ปะด้วยจุดสีม่วงจุดสีน้ำตาล เกสรตัวผู้มี 5 อัน เกสรตัวเมียมี 1 อันอยู่ตรงกลาง ผลเป็นฝักยาวสีเขียว ยาวประมาณ 4-7 เซนติเมตร กว้าง
“ข้าวโป่ง” เป็นขนมพื้นบ้านภาคอีสาน นิยมในฤดูหนาวหลังจากเกี่ยวข้าวเสร็จ ในแต่ละพื้นที่ก็จะมีสูตรขั้นตอนการทำที่ไม่เหมือนกัน โดยสูตรทั่วไป ที่เริ่มจากนำข้าวเหนียวที่นึ่งสุกแล้วไปตำด้วยครกกระเดื่อง เมื่อละเอียดแล้วจะเอาใบตดหมูตดหมาหรือย่านพาโหมขยี้กับน้ำแล้วสลัดใส่ครก เพื่อให้ข้าวเหนียวจับตัวกันดี นำน้ำอ้อยโขลกแล้วตำผสมลงในครกจนเหนียวได้ที่ นำน้ำมันหมูทามือแล้วปั้นข้าวเหนียวเป็นก้อนผสมกับไข่แดง กดก้อนข้าวเหนียวที่ปั้นให้เป็นแผ่นบางๆ แล้ววางบนใบตองที่ทาน้ำมันหมู แล้วตากแดดให้แห้ง เมื่อจะรับประทานจึงเอามาย่างให้สุก นี่เป็นเพียงอีกหนึ่งวิธีการทำข้าวโป่ง ทีนี้ตามมาล้วงเคล็ดลับการทำข้าวโป่งของพี่น้องเกษตรกรชาวโคราชกันบ้าง ว่าสูตรการทำข้าวโป่งของคนโคราชจะมีวิธีอย่างไรบ้าง จนก้าวไปสู่การเป็นผลิตภัณฑ์สินค้า OTOP ประจำตำบลวังหินได้สำเร็จ คุณสมพร สรสิทธิ์ หรือ พี่รัง อยู่บ้านเลขที่ 92 หมู่ที่ 7 บ้านทุ่งรี ตำบลวังหิน อำเภอโนนแดง จังหวัดนครราชสีมา ดีเอ็นเอลูกหลานชาวนาเต็มร้อย จากเดิมที่พ่อกับแม่เป็นเกษตรกรปลูกพืชเชิงเดี่ยว ทำนาเพียงอย่างเดียว มีรายได้ไม่มั่นคง อาศัยความเป็นเกษตรรุ่นใหม่เข้ามาต่อยอดสร
ผมคิดว่าตัวเองเป็นคนที่ชอบกินพืชผักพื้นบ้าน แล้วก็เพียรพยายามทำความรู้จักผักหญ้าตามตลาดสดชนบทอยู่เสมอ ถ้าประเมินเล่นๆ ก็คงพูดได้ว่า ช่วงยี่สิบกว่าปีมานี้ ได้รู้จักผักหญ้านอกสารบบมากขึ้นกว่าสมัยก่อนมากมายทีเดียว แต่ยิ่งรู้จักก็ยิ่งตระหนักว่า อันความรู้ของเรานั้นยังน้อยนิดนัก เพราะก็ยังคงได้ตื่นตาตื่นใจกับผักหน้าตาแปลกๆ ใหม่ๆ ชนิดคาดไม่ถึงอยู่เสมอ ขนาดคิดว่า เราไม่ใช่คนที่ “เก็บ” ผัก หรือยังชีพแบบบุรพกาลในป่าเขานะครับ ยังมีของแปลกจากที่ชาวบ้านเก็บทยอยเอามาขายตามตลาดให้เราเห็นอยู่เสมอ แล้วคนที่มีชีวิตอยู่ในวัฒนธรรมเก็บของป่า-ล่าสัตว์ (Hunting-gathering) แบบเต็มเวลา จะมีข้อมูลความรู้ทำนองนี้ไหลเวียนมากมายขนาดไหนกันเล่า คงต้องลองเทียบวิถีคนกะเหรี่ยงทุ่งใหญ่ เมืองกาญจนบุรี ซึ่งเพื่อนของผม คือ อาจารย์บัณฑิต ไกรวิจิตร มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ (ปัตตานี) เคยศึกษาวัฒนธรรมความเชื่อด้านอาหารของพวกเขาไว้ แล้วพบอย่างน่าทึ่ง เมื่อครั้งหนึ่งอาจารย์ลองถามคนกะเหรี่ยงว่า “พี่มีผักกี่อย่าง” ก็ได้รับคำตอบว่า “…ใครจะไปจำได้ ที่ลืมไปก็ลืมไปนั่นแหละ พอเราไปกินข้าวบ้านอื่น เขาเอามากิน เราก็จำได้ มันก็กินเ
อาหารไทยโบราณนั้นมีมากมายหลายๆ เมนู นับเฉพาะต้มๆ แกงๆ ก็มีมากจนนับแทบไม่ถ้วน ไม่ว่าจะเป็นต้มยำ ต้มส้ม ต้มเปรอะ ต้มจืด แกงคั่ว แกงเผ็ด ต้มเปรต และอื่นๆ อีกมากมายเลยทีเดียว แต่พอมาถึงทุกวันนี้อาหารไทยบางชนิดก็ไม่ค่อยมีใครทำกินหรือทำขายกันแล้ว จึงทำให้ไม่เป็นที่รู้จักกันมากนัก อย่างเช่น อาหารประเภท ต้มกะทิ ที่จะได้นำเสนอในฉบับนี้ ต้มกะทิ เป็นอาหารโบราณประเภทหนึ่งที่ทำได้ง่ายๆ เครื่องปรุงก็มีไม่มากอย่าง สำหรับเรื่องรสชาติก็มีครบรสแบบอาหารพื้นบ้านไทยๆ เช่น รสหวานจากกะทิ และน้ำตาลปี๊บ รสเค็มจากเครื่องปรุง ที่เป็นส่วนประกอบในการทำ ซึ่งอาจได้จากของที่มีติดครัวอยู่แล้ว ไม่ว่าจะเป็นเนื้อสัตว์ เนื้อปลา ที่ทำเค็มหรือดองไว้แล้ว ได้รสเปรี้ยวจากมะขามเปียกยืนพื้น และบางสูตรอาจจะใส่ยอดมะขามอ่อน มะดัน หรือน้ำมะนาว ก็จะทำให้เราได้รสเปรี้ยวที่แตกต่างกันออกไป ในสำรับอาหารของคนโบราณสมัยก่อน ท่านมักกินต้มกะทิเป็น เครื่องเคียง กับ กับข้าวหลัก เช่น จัดเคียงกับ ผัดเผ็ด เพื่อให้รสเค็ม หวาน และเปรี้ยวๆ นั้นไปช่วยแก้ความเผ็ดร้อนลงได้บ้าง ตามตำราโบราณบอกว่า ต้มกะทิ นั้นมี 2 แบบ คือ ต้มกะทิแบบน้ำขลุกขลิก สำหรับส่วนผ
ผักในวัยเยาว์ ใครก็คงจะเคยมีผักที่กินตั้งแต่เล็กแต่น้อย กินเพราะชอบ และต้องกินถึงแม้ว่าไม่ชอบก็ตาม ตอนเด็กๆ ฉันต้องกินผักบุ้งเป็นหลักเพราะพ่อปลูกผักบุ้ง โชคดีที่รู้สึกชอบ พ่อบอกว่ากินแล้วตาสวย นั่นเป็นความรู้สึกที่ดีๆ มากสำหรับเด็ก กินแล้วตาสวย กินแล้วผมสวย กินแล้วแก้มแดง ผู้ใหญ่จะใช้เป็นแรงบันดาลใจให้เด็กกินผัก เพราะบอกสุขภาพดีนั้นเด็กอาจจะคิดไม่ออก เมื่อโตขึ้นมาไปโรงเรียนก็มีวิชาการเกษตร ครูก็ให้ปลูกผักซึ่งก็ปลูกผักบุ้งอีก ดังนั้น ผักบุ้งจึงเป็นผักในหัวใจ คุณล่ะมีผักอะไรในหัวใจที่เล่าถึงได้บ้าง เมื่อมีผักบุ้งฉันจะคิดออกว่าจะทำอะไรกินได้บ้าง ผักบุ้งจีนถอนทั้งราก ผักบุ้งไทยเด็ดยอดเรื่อยๆ ถ้าอยู่ในน้ำผักบุ้งมันจะอ้วน ใหญ่ กรอบ อย่างนี้ แกงเทโพอร่อยนักแล แกงส้มกับมะนาวใส่ปลา ใส่กุ้งยิ่งอร่อย ถ้าเป็นผักบุ้งไทยผอมๆ อยู่เลื้อยยอดบนดินเอามาทำผักแกล้ม กรอบ อร่อย แต่ถ้าเป็นผักบุ้งจีนผัดดีกว่า ผัดน้ำมัน ผัดกะทิ…นี่เป็นผักที่อยู่ในหัวใจตั้งแต่เด็ก อีกผักหนึ่งเป็นผักที่สนุกสนานวัยเยาว์ นั่นคือผักกูด ขึ้นอยู่ตามสวนยางพาราที่ชื้นๆ และต้องเดินทางไปเก็บและอยู่ไกลออกไป แถวชายน้ำที่พื้นแฉะๆ บางที
