เทคนิคเกษตร
สับปะรด ว่ากันว่ามีถิ่นกำเนิดอยู่ระหว่างประเทศบราซิลกับปารากวัยในอเมริกาใต้ นักเดินเรือ สมัยล่าอาณานิคมไปเจอเข้า ก็นำกลับไปยุโรป อเมริกาเหนือ และเอเชีย ในราวศตวรรษที่ 16 เข้ามาเมืองไทยช่วงสมัยกรุงศรีอยุธยา กว่า 300 ปีแล้ว มาถึงเมืองไทยแล้ว แต่ละท้องถิ่นเรียกสับปะรดต่างกัน ภาคอีสาน “บัก (หมาก) นัด” ภาคเหนือ “มะนัด มะขะนัด บ่อนัด” ภาคใต้ เรียก “ย่านัด ฯลฯ” สังเกตคำเรียกขาน นอกจากภาคกลางที่เรียกเสียหรูว่า “สับปะรด” ซึ่งอาจแผลงมาจากคำว่า “สรรพรส” นั้น ภาคอื่นมีคำ “นัด” ติดมาเสมอ ก็ปรากฏว่า ชื่อดั้งเดิมที่ชาวโปรตุเกสไปรับจากเจ้าของท้องถิ่นกำเนิด เขาเรียก Piña ออกเสียง ปิญ่า แปลว่าลูกสนกรวย หรือ ananás ออกเสียง อนานัส แปลว่า สุดยอดแห่งผลไม้ คำว่า “นัด” จึงติดมาดังนี้ ส่วนภาคใต้ น่าจะได้ชิมสับปะรดกันก่อนเพื่อน คำเรียกยังไม่กลาย จึงรับเอา “ย่านัด” มาเต็มๆ ผมคุ้นกับสับปะรดปัตตาเวีย หรือ สับปะรดศรีราชามาแต่เด็ก เพราะภราดาเทโอฟาน ชิน บุณยานันทน์ อธิการผู้ตั้งโรงเรียนอัสสัมชัญศรีราชากลางป่า พาเด็กนักเรียนหนีระเบิดสงครามโลกครั้งที่ 2 จากกรุงเทพฯ นั้น เงินทองประกอบเลี้ยงขัดสนนัก อาศัยมีที่ดินทั้งที่
เนื่องจากรัฐบาลให้ความสำคัญกับการผลักดันให้สมุนไพรฟ้าทะลายโจรเป็นพืชเศรษฐกิจ สำนักงานส่งเสริมการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย (กศน.) จึงสนองนโยบายรัฐบาลมุ่งส่งเสริมการปลูก และเผยแพร่คุณประโยชน์ของสมุนไพรฟ้าทะลายโจรเพื่อให้ประชาชนได้นำไปใช้ดูแลรักษาสุขภาพได้อย่างถูกต้อง ดร. กนกวรรณ วิลาวัลย์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) ได้มอบหมายให้ กศน. ดำเนินงานแจกจ่ายเมล็ดพันธุ์ฟ้าทะลายโจรที่ปลูกในโครงการ “ล้านเมล็ดพันธุ์สู้ภัยโควิด-19” ให้กับประชาชนในพื้นที่จังหวัดสมุทรสาคร นำไปใช้เป็นประโยชน์ทางยา พร้อมกับจัดเก็บกล้าและเมล็ดพันธุ์ จัดส่งไปให้กับ กศน.ทั่วประเทศ เพื่อนำไปปลูกและใช้เป็นยาต่อไป นอกจากนี้ กศน.ยังได้ร่วมมือกับโรงพยาบาลเจ้าพระยาอภัยภูเบศร ดำเนินการศึกษาวิจัย ผลดีของการนำสมุนไพรฟ้าทะลายโจรไปใช้ในการรักษาหรือป้องกันเชื้อไวรัสโควิด-19 รวมทั้งจัดทำคู่มือการใช้ประโยชน์สมุนไพรฟ้าทะลายโจรเผยแพร่แก่ประชาชนทั่วประเทศ รวมทั้งบรรจุหลักสูตรสมุนไพรฟ้าทะลายโจรเป็นวิชาเลือกเสรี ให้นักศึกษากศน. ทั่วประเทศได้ใช้เรียนรู้ ตั้งแต่ขั้นตอนการปลูก จนถึงการแปรรูปฟ้าทะลายโจร ในลักษณะยาสมุนไพร เ
เพื่อนกินของผมคนหนึ่งตั้งคำถามเกี่ยวกับอาหารไทยไว้น่าสนใจ เขาสงสัยว่า “ขิงหายไปไหน” ในกับข้าวไทย? ท่ามกลางเพื่อนบ้านแวดล้อม ทั้งภาคพื้นดินและหมู่เกาะทะเลตอนใต้ ที่เข้าขิงทั้งในกับข้าวและขนมหวานมากกว่าครัวไทยอย่างชนิดเทียบกันไม่ติด พวกเราเลยช่วยกันนับกับข้าวกับปลาที่ใส่ขิง พบว่า นอกจากต้มส้ม ขิงดอง ผัดขิง ยำหนังหมู ที่ดูเป็นอาหารแนวจีนๆ แล้ว ก็มีแกงฮังเล ผัดพริกขิงบางแห่งที่ใส่ขิงแก่แทนข่าในพริกแกงตำ มีขนมจีนซาวน้ำ มีอาหารว่างตระกูลเมี่ยงต่างๆ นอกนั้นก็เป็นขิงกวาดน้ำตาลแบบของจันอับกินกับน้ำชา มันเทศต้มขิง ซึ่งก็ดูเป็นของที่ได้รับอิทธิพลจีนอีกเช่นกัน ถึงแม้คำเปรียบเปรยบางคำจะทิ้งร่องรอยไว้ แต่ก็แทบสืบหาต้นตอไม่เจอแล้ว เช่นคำว่า “ถึงพริกถึงขิง” สูตร “พริกขิง” หรือ “ขิงก็รา ข่าก็แรง” นั้น นึกไม่ออกว่าขิงอยู่ตรงไหน มายังไงในความเปรียบนั้นๆ เอาเลย โดยเฉพาะสูตรพริกขิงนั้น แทบทั้งหมดที่มีบันทึกกันไว้ ไม่มีขิงเป็นส่วนผสมแม้แต่น้อย ดังเช่นที่ หม่อมราชวงศ์เตื้อง สนิทวงศ์ ท่านเคยแสดงความสงสัยไว้ในหนังสือตำรับสายเยาวภา (พ.ศ. 2478) ว่า “…ยังเครื่องปรุงอีกชนิดหนึ่ง ซึ่งเรียกกันว่าพริกขิงผัด แต่
เมื่อสองถึงสามปีที่ผ่านมา มีข่าวว่าผู้หญิงคนหนึ่งสั่งแกงส้มปลาใส่อ้อดิบกับไก่ต้มขมิ้นมากิน เพียงแค่กินคำแรกก็ได้เรื่อง หลังจากเคี้ยวกินมีความรู้สึกแปลกๆ ในปาก แสบเริ่มชา ความรู้สึกปวดแสบปวดร้อนในปากแล้ว ลามถึงในลำคอ จนต้องนำส่งโรงพยาบาล หลังจากสืบสาวก็ได้ความว่า แม่ค้าร้านแกงไม่รู้จักหรือแยกไม่ออกระหว่าง “อ้อดิบ” กับ “บอน” ซึ่งพืชจำพวกบอนเป็นพืชพิษ ถ้าจะนำมาปรุงอาหารต้องมีความรู้และประสบการณ์อย่างดี ไม่เช่นนั้นจะเกิดอันตรายได้ง่าย พืชตระกูลบอนอยู่ในวงศ์ Araceae จัดเป็นพืชท้องถิ่นที่พบได้ทั่วทุกภูมิภาคของประเทศไทย แบ่งออกเป็นชนิดที่รับประทานได้ กับไม่ได้ ชนิดที่รับประทานได้ ชื่อวิทยาศาสตร์Colocasia gigantea Hook.f ภาษาท้องถิ่น : ภาคใต้ เรียก โชน ออดิบ ออกดิบ ภาคกลาง เรียก คูน ภาคเหนือ เรียก กระดาดขาว หรือตูน ชนิดรับประทานไม่ได้ ชื่อทางวิทยาศาสตร์: Alocasia macrorhiza Schott ภาษาท้องถิ่น : ภาคใต้ เรียก โหราหรือเอาะลาย ภาคกลาง เรียก กระดาดดำ ภาคเหนือ เรียก บึมปื้อ สารพิษที่อยู่ในบอนชนิดที่รับประทานไม่ได้มีชื่อว่า Calcium Oxalate ซึ่งเป็นผลึกรูปเข็มไม่ละลายน้ำพบ มากที่ในส่วนน้ำยางใสบริเวณล
มาทำความรู้จักกับลาบหมาน้อย เมนูพื้นบ้านอีสานสุดแปลก แต่รสชาติสุดแซ่บ คนรักสุขภาพไม่ควรพลาด ได้ยินชื่อเมนูอาหารสุดแปลกนี้ว่า “ลาบหมาน้อย” หลายคนที่ไม่รู้จักอาจคิดว่า เป็นลูกสุนัขหรือหมาตัวเล็กๆ แสนจะน่ารัก ฆ่าแล้วเอาเนื้อมาทำลาบ แต่ผิดถนัด เพราะถ้าถามคนอีสานถึงเมนูพื้นบ้านนี้ เป็นพืชชนิดหนึ่ง มีอยู่กระจายตามภาคต่างๆ ของประเทศ และมีชื่อเรียกหลายชื่อตามถิ่นที่พบ เช่น กรุงเขมา ขงเขมา เปล้าเลือด และหมอน้อย (หมาน้อย) โดยมีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Cissampelos pareira L. var. hirsuta (Buch. ex DC.) Forman ลักษณะของลำต้นเป็นไม้เถาเลื้อย มีขนนุ่มสั้นปกคลุมหนาแน่นตามเถา กิ่ง ช่อดอก และใบ ไม่มีมือเกาะ มีรากสะสมอาหารใต้ดิน ใบเป็นใบเดี่ยว มีหลายรูป เช่น รูปหัวใจ รูปกลม รูปไต หรือรูปไข่กว้าง ก้นใบปิด ออกแบบสลับ กว้าง 4.5-12 เซนติเมตร ยาว 4.5-11 เซนติเมตร ปลายใบส่วนมากมนหรือเรียวแหลม โคนใบกลมตัด หรือเป็นรูปหัวใจ ขอบใบเรียบ เนื้อบางคล้ายกระดาษ มีขนนุ่มสั้นกระจาย ทั้งหลังใบและท้องใบ ใบเมื่อยังอ่อนจะมีขนอ่อนนุ่มปกคลุมอยู่ทั้งสองด้าน และตามขอบใบ แต่ขนจะร่วงไปเมื่อใบแก่ขึ้น พบมากในภาคอีสาน และมีการนำไปทำอาหาร อ
คนเราเมื่อสภาวการณ์ทางเศรษฐกิจบังคับ ความขัดสนที่ไม่ได้คิดมาก่อนว่าจะเกิดขึ้น กลับมาเกิดในช่วงที่เรียกกันว่า “ยุคโลกาภิวัตน์” ทุกสิ่งทุกอย่างเจริญรุดหน้า เปลี่ยนแปลงจากสามัญดั้งเดิม แม้แต่อาหารการกิน หนึ่งในปัจจัยสี่ที่จำเป็น และทำให้มีชีวิตอยู่รอด ความเปลี่ยนแปลงทางด้านอาหาร ควบคู่กับความมั่นคงด้านอาหาร กล่าวคือ เมื่ออาหารเปลี่ยนรูปแบบ ความมั่นคง ความเพียงพอ ความเสี่ยงในคุณภาพ มีตามมา ทุกวันนี้คนถึงหวนคืนกลับสู่สามัญ อาหารพื้นบ้าน พืชพื้นบ้าน ยาพื้นบ้าน และความเป็นอยู่อย่างพื้นบ้าน จึงผุดขึ้นมาให้เห็น ในโลกวันนี้ โลกที่เจริญหนีไกลจากนิยามคำว่า “พื้นบ้าน” แล้ว พร้อมกับความขัดสนกับสิ่งที่เคยมี จึงปรากฏให้เห็นในวันเวลานี้ มีพืชพื้นบ้านหลายชนิดที่สังคมชนบทยังคงเก็บรักษาไว้ เป็นที่นิยมของคนทั่วไป แม้ว่าจะไม่มีการโฆษณาเหมือนสินค้าสมัยใหม่ และต้นกำเนิดที่มานั้นยังลางเลือน มีแต่ความจำ และเรื่องเล่าเป็นหลักฐานข้อสันนิษฐาน ว่ามีกำเนิดมาจากที่โน่นที่นี่ อย่างเช่นพืชชนิดนี้ เป็นผักประเภทผล ที่รู้จักกันทั่วโลก คือ “มะเขือเทศ” และมีคำกล่าวอ้างถึง “มะเขือส้ม” ว่าคือมะเขือเทศ มีที่มาที่ยาวนาน มีตำนาน
ชื่อวิทยาศาสตร์ Peltophorum Dasyrhachis (Miq) Kurz ชื่อวงศ์ CAESALPINIACEAE, FABACEAE ชื่ออื่นๆ นนทรีดอกห้อย นนทรีป่า กว่าเซก (เขมร กาญจนบุรี) คางรุ้ง คางฮุ่ง (พิษณุโลก) ร้าง อะล้าง (ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ) อินทรี (จันทบุรี) จ๊าขาม ช้าขม (เลย) ตาเซก (บุรีรัมย์) ราง (สุรินทร์) ผมโชคดีมีป่าเป็นบ้าน แต่กลับได้ฉายาว่า “นนทรีจากป่าสู่นาคร” เมื่อเข้ามาอยู่ในเมือง จึงได้รับเกียรติเป็นสัญลักษณ์ของสถาบันการศึกษา และมีบุญที่ได้รับด้วยพระบารมีกลายเป็นพันธุ์ไม้มงคลพระราชทาน ปลูกไว้ประจำจังหวัดฉะเชิงเทรา คือผมได้เข้าไปอยู่ในมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ในฐานะต้นไม้ประจำมหาวิทยาลัย ซึ่งในช่วงเวลาออกดอกแล้วจะเห็นปลายกิ่งชูช่อดอก หรือห้อยช่อดอกเหลืองอร่าม โดยมีใบสีเขียว จัดเป็นฉากหลังสวยเด่นให้บรรยากาศ “เขียวขจี” จริงๆ ที่ผมพูดว่า “ชูดอกและห้อยดอก” เพราะว่าในมหาวิทยาลัยเกษตรจะมีทั้ง “นนทรีบ้านและนนทรีป่า” อยู่ทั้ง 2 ชนิดพันธุ์ แต่ส่วนใหญ่มักจะกล่าวถึงเอกลักษณ์ของต้นไม้ “มหา’ลัยเกษตร” ว่า “นนทรี” เฉยๆ ซึ่งความเป็นจริง ผมเองนี่แหละ “อะราง คือ นนทรีป่า” ที่ได้รับเกียรตินี้ ส่วน “นนทรีบ้าน” เป็นพันธุ์ไม้มงคลพระร
ด้วยกระผม น.ช.พันธ์ศักดิ์ เนติธรรมรัตน์ เป็นนักเขียนสมัครเล่นในเรือนจำ ได้ใช้เวลาว่างระหว่างต้องโทษให้เกิดประโยชน์ ชื่นชอบการอ่านหนังสือ ได้อ่านนิตยสารเทคโนโลยีชาวบ้านในห้องสมุดของแดน 5 เนื่องจากมีเพื่อนๆ ผู้ต้องขังที่เป็นสมาชิกรายปีกับนิตยสาร ใจบุญสุนทานบริจาคเล่มเก่าที่อ่านแล้วเข้าห้องสมุด อ่านแล้วได้รับความรู้มากมาย ชื่นชอบทุกคอลัมน์ มีความประสงค์ขอส่งบทความ เรื่อง “ชีวิตวิถีใหม่ (New Normal) ผู้ต้องขังเรือนจำกลางพิษณุโลก ดื่มน้ำพืชสมุนไพรไทย สร้างภูมิต้านทาน ช่วยห่างไกลโควิด-19 เนื่องจากการใช้ชีวิตวิถีใหม่ ทำให้ผู้ต้องขังทุกคนที่นี่ปลอดภัยจากเชื้อโควิด มาให้นิตยสารลงตีพิมพ์ หากได้รับความเมตตาพิจารณาตีพิมพ์แล้ว กระผมยังมีบทบาทเกี่ยวกับการเกษตรในเรือนจำ ซึ่งใช้พื้นที่เล็กๆ หลังกำแพงสูงให้เกิดประโยชน์ และโครงการพระราชทานในหลวงรัชกาลที่ 10 “โคก หนอง นา แห่งน้ำใจและความหวัง” ส่งไปเล่าให้ฟังอีกครับ ส่วนรูปภาพประกอบบทความนี้แค่เป็นตัวอย่าง ท่าน บก. สามารถติดต่อมาขอไฟล์รูปเพิ่มเติมได้ทางเฟซบุ๊ก เพจ หรือเบอร์โทรศัพท์ของเรือนจำ โทร. 055-313-351-3 หรือติดต่อกับท่านผู้บัญชาการเรือนจำโดยตรงได้เ
เวลานี้ไม่ว่าจะเดินทางแวะเวียนไปที่แห่งใด สิ่งที่ได้สัมผัสพบเจอ และเหมือนเป็นความคุ้นชิน นั่นคือคำถามทักทาย “เช้านี้คุณดื่มกาแฟหรือยัง” หรือบางทีมีเสียงกระซิบบอก “กาแฟถ้วยนะ” ทุกวันนี้ชีวิตประจำวันของคนในสังคมไทยในยุคนี้ ดูเหมือนว่าจะสัมผัสกับกลิ่นไอ และรสชาติของ “กาแฟ” อยู่ตลอดทั่วทุกหัวระแหง ตั้งแต่ตื่นเช้า ถึงเย็นย่ำค่ำคืน หรือดึกดื่น ชีวิตแต่ละคนล้วนมีเหตุที่ต้องข้องเกี่ยวกับกาแฟอยู่เสมอ ก็อาจมีบ้างบางคนที่ไม่ดื่มกาแฟ แต่ก็เชื่อว่ารู้จักกาแฟ และมีส่วนใกล้ชิดสัมผัสกับกาแฟกันอยู่เป็นประจำ จนคุ้นเคยเหมือนเป็นเพื่อนรัก มีใครบางคนบอกอีกว่า ใช้เป็นยารักษาโรค หรืออาการผิดปกติของร่างกาย แม้แต่ช่วยเสริมสร้างบางอย่างที่ขาดหายของคนเราได้ หลายโรคหลายอาการ คำว่า “กาแฟ” หรือ “คอฟฟี่” (coffee) เป็นคำที่มาจากรากศัพท์ภาษาอะราบิก คือคำว่า “ควาฮ์วาฮ์” เป็นภาษากวี หมายถึง ไวน์ แต่เพื่อหลีกหนีสิ่งที่มีแอลกอฮอล์ ของต้องห้ามในศาสนาอิสลาม ได้เปลี่ยนสำเนียงเรียกเป็น “คาเวย์” ต่อมาเป็น “คราฟฟี่” และ “คอฟฟี่” ในที่สุด มีภาษาเรียกแตกต่างออกไปอีกหลายชื่อ เช่น คาเฟ่ ของฝรั่งเศส คัฟเฟ่ ของเยอรมัน และอังกฤษเรียกค
ปุ๋ยอินทรีย์น้ำ หรือ ปุ๋ยน้ำหมัก เกษตรกรสามารถทำใช้เองได้ ไม่จำเป็นต้องซื้อให้เสียเงิน ซึ่งปัจจุบันมีมากมายหลายร้อยสูตร มีการประยุกต์หรือดัดแปลงสูตรตามความรู้ ความสามารถ ของแต่ละคน เพื่อใช้ตามวัตถุประสงค์กับพืชแต่ละชนิดแตกต่างกันไป เช่น ใช้ในการเร่งการเจริญเติบโต เร่งดอกผล หรือลดการระบาดของโรคและแมลงศัตรูพืช คุณละมุด คำจินดา ผู้ใหญ่บ้านบ้านโกทา อยู่บ้านเลขที่ 291 หมู่ 9 ต.ศิลา อ.เมืองขอนแก่น จ.ขอนแก่น คณะกรรมการศูนย์บริการและถ่ายทอดเทคโนโลยีการเกษตรประจำตำบลศิลา เป็นบุคคลหนึ่งที่เห็นความสำคัญของปุ๋ยอินทรีย์น้ำ ได้คิดค้นสูตรส่วนผสมหลายสูตร แต่ละสูตรได้ผลดีแตกต่างกันไป เช่น สูตรฮอร์โมนไข่ คุณละมุด บอกว่า ทำนาปีและนาปรัง พื้นที่ 9 ไร่ มีสระน้ำประจำไร่นา พื้นที่ครึ่งงาน มีที่ดอน 1 งาน ปลูกพืชหมุนเวียนตลอดทั้งปี เช่น ฤดูฝนปลูกบวบ เข้าสู่ฤดูหนาวปลูกดาวเรือง สามารถทำรายได้พืชละ 10,000-15,000 บาท เคล็ดลับในการเพิ่มผลผลิตและลดปัญหาศัตรูพืชคือ การผลิตปุ๋ยน้ำหมัก และฮอร์โมนพืชหลากหลายสูตร เช่น สูตรฮอร์โมนไข่ ส่วนผสม ได้แก่ ไข่ไก่ 10 ฟอง ยาคูลท์ 3 ขวด แป้งข้าวหมาก 2-3 เม็ด สารเร่ง พด.2 จำนวน
