เทคนิคเกษตร
ขึ้นชื่อว่า “ตด” บางคนก็กำลังยิ้มกริ่ม บอกว่าก็พอรู้จักอยู่บ้าง กำลังปล่อยแบบแผ่วๆ เมื่อกี้นี้เอง มีบางคนอยากปล่อยแบบไม่เกรงใจใคร โดยเฉพาะเมื่อตอนอยู่คนเดียว คิดว่าไม่มีใครรู้ไม่มีใครเห็น แต่ลืมคิดไปว่ามีคนได้ยิน บางคนไม่ถนอมกลิ่นเลย ปล่อยไม่มีเสียงแต่กลิ่นอื้อฮือ เคยมีในกลุ่มคนสวยๆ คุยกันเรื่อง สเปกชายชอบ และแอบปล่อยกลิ่นแบบไร้เสียง เป็นที่น่าเอ็นดู ชวนคุยเรื่องไม่เป็นสาระ เข้าหาสารประโยชน์ของ “ตดหมูตดหมา” กันดีกว่า พืชชนิดนี้ เป็นไม้เถาเลื้อยประเภทล้มลุก ลำต้นขนาดเล็ก ลำต้นและใบมียางสีขาว เมื่อเด็ดขยี้ มีกลิ่นเหม็นคล้ายกลิ่นตด ใบเป็นประเภทใบเดี่ยว รูปเรียวยาว หรือรูปหอก ออกเป็นคู่ตรงข้าม สีเขียว เนื้อใบบาง ก้านใบสั้น เส้นใบโค้งจรดกันที่ใกล้ขอบใบ ใบกว้าง 10-25 มิลลิเมตร ยาว 10-15 เซนติเมตร ดอกออกเป็นช่อตรงซอกใบหรือโคนก้านใบ ช่อละ 2-3 ดอก กลีบเลี้ยง 5 กลีบ ขนาดเล็ก กลีบดอก 5 กลีบเชื่อมติดกันตรงโคนกลีบ ปลายกลีบแยกจากกัน กลีบด้านนอกสีขาว ด้านในสีม่วงแดงหรือสีชมพู ปะด้วยจุดสีม่วงจุดสีน้ำตาล เกสรตัวผู้มี 5 อัน เกสรตัวเมียมี 1 อันอยู่ตรงกลาง ผลเป็นฝักยาวสีเขียว ยาวประมาณ 4-7 เซนติเมตร กว้าง
“ข้าวโป่ง” เป็นขนมพื้นบ้านภาคอีสาน นิยมในฤดูหนาวหลังจากเกี่ยวข้าวเสร็จ ในแต่ละพื้นที่ก็จะมีสูตรขั้นตอนการทำที่ไม่เหมือนกัน โดยสูตรทั่วไป ที่เริ่มจากนำข้าวเหนียวที่นึ่งสุกแล้วไปตำด้วยครกกระเดื่อง เมื่อละเอียดแล้วจะเอาใบตดหมูตดหมาหรือย่านพาโหมขยี้กับน้ำแล้วสลัดใส่ครก เพื่อให้ข้าวเหนียวจับตัวกันดี นำน้ำอ้อยโขลกแล้วตำผสมลงในครกจนเหนียวได้ที่ นำน้ำมันหมูทามือแล้วปั้นข้าวเหนียวเป็นก้อนผสมกับไข่แดง กดก้อนข้าวเหนียวที่ปั้นให้เป็นแผ่นบางๆ แล้ววางบนใบตองที่ทาน้ำมันหมู แล้วตากแดดให้แห้ง เมื่อจะรับประทานจึงเอามาย่างให้สุก นี่เป็นเพียงอีกหนึ่งวิธีการทำข้าวโป่ง ทีนี้ตามมาล้วงเคล็ดลับการทำข้าวโป่งของพี่น้องเกษตรกรชาวโคราชกันบ้าง ว่าสูตรการทำข้าวโป่งของคนโคราชจะมีวิธีอย่างไรบ้าง จนก้าวไปสู่การเป็นผลิตภัณฑ์สินค้า OTOP ประจำตำบลวังหินได้สำเร็จ คุณสมพร สรสิทธิ์ หรือ พี่รัง อยู่บ้านเลขที่ 92 หมู่ที่ 7 บ้านทุ่งรี ตำบลวังหิน อำเภอโนนแดง จังหวัดนครราชสีมา ดีเอ็นเอลูกหลานชาวนาเต็มร้อย จากเดิมที่พ่อกับแม่เป็นเกษตรกรปลูกพืชเชิงเดี่ยว ทำนาเพียงอย่างเดียว มีรายได้ไม่มั่นคง อาศัยความเป็นเกษตรรุ่นใหม่เข้ามาต่อยอดสร
ผมคิดว่าตัวเองเป็นคนที่ชอบกินพืชผักพื้นบ้าน แล้วก็เพียรพยายามทำความรู้จักผักหญ้าตามตลาดสดชนบทอยู่เสมอ ถ้าประเมินเล่นๆ ก็คงพูดได้ว่า ช่วงยี่สิบกว่าปีมานี้ ได้รู้จักผักหญ้านอกสารบบมากขึ้นกว่าสมัยก่อนมากมายทีเดียว แต่ยิ่งรู้จักก็ยิ่งตระหนักว่า อันความรู้ของเรานั้นยังน้อยนิดนัก เพราะก็ยังคงได้ตื่นตาตื่นใจกับผักหน้าตาแปลกๆ ใหม่ๆ ชนิดคาดไม่ถึงอยู่เสมอ ขนาดคิดว่า เราไม่ใช่คนที่ “เก็บ” ผัก หรือยังชีพแบบบุรพกาลในป่าเขานะครับ ยังมีของแปลกจากที่ชาวบ้านเก็บทยอยเอามาขายตามตลาดให้เราเห็นอยู่เสมอ แล้วคนที่มีชีวิตอยู่ในวัฒนธรรมเก็บของป่า-ล่าสัตว์ (Hunting-gathering) แบบเต็มเวลา จะมีข้อมูลความรู้ทำนองนี้ไหลเวียนมากมายขนาดไหนกันเล่า คงต้องลองเทียบวิถีคนกะเหรี่ยงทุ่งใหญ่ เมืองกาญจนบุรี ซึ่งเพื่อนของผม คือ อาจารย์บัณฑิต ไกรวิจิตร มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ (ปัตตานี) เคยศึกษาวัฒนธรรมความเชื่อด้านอาหารของพวกเขาไว้ แล้วพบอย่างน่าทึ่ง เมื่อครั้งหนึ่งอาจารย์ลองถามคนกะเหรี่ยงว่า “พี่มีผักกี่อย่าง” ก็ได้รับคำตอบว่า “…ใครจะไปจำได้ ที่ลืมไปก็ลืมไปนั่นแหละ พอเราไปกินข้าวบ้านอื่น เขาเอามากิน เราก็จำได้ มันก็กินเ
อาหารไทยโบราณนั้นมีมากมายหลายๆ เมนู นับเฉพาะต้มๆ แกงๆ ก็มีมากจนนับแทบไม่ถ้วน ไม่ว่าจะเป็นต้มยำ ต้มส้ม ต้มเปรอะ ต้มจืด แกงคั่ว แกงเผ็ด ต้มเปรต และอื่นๆ อีกมากมายเลยทีเดียว แต่พอมาถึงทุกวันนี้อาหารไทยบางชนิดก็ไม่ค่อยมีใครทำกินหรือทำขายกันแล้ว จึงทำให้ไม่เป็นที่รู้จักกันมากนัก อย่างเช่น อาหารประเภท ต้มกะทิ ที่จะได้นำเสนอในฉบับนี้ ต้มกะทิ เป็นอาหารโบราณประเภทหนึ่งที่ทำได้ง่ายๆ เครื่องปรุงก็มีไม่มากอย่าง สำหรับเรื่องรสชาติก็มีครบรสแบบอาหารพื้นบ้านไทยๆ เช่น รสหวานจากกะทิ และน้ำตาลปี๊บ รสเค็มจากเครื่องปรุง ที่เป็นส่วนประกอบในการทำ ซึ่งอาจได้จากของที่มีติดครัวอยู่แล้ว ไม่ว่าจะเป็นเนื้อสัตว์ เนื้อปลา ที่ทำเค็มหรือดองไว้แล้ว ได้รสเปรี้ยวจากมะขามเปียกยืนพื้น และบางสูตรอาจจะใส่ยอดมะขามอ่อน มะดัน หรือน้ำมะนาว ก็จะทำให้เราได้รสเปรี้ยวที่แตกต่างกันออกไป ในสำรับอาหารของคนโบราณสมัยก่อน ท่านมักกินต้มกะทิเป็น เครื่องเคียง กับ กับข้าวหลัก เช่น จัดเคียงกับ ผัดเผ็ด เพื่อให้รสเค็ม หวาน และเปรี้ยวๆ นั้นไปช่วยแก้ความเผ็ดร้อนลงได้บ้าง ตามตำราโบราณบอกว่า ต้มกะทิ นั้นมี 2 แบบ คือ ต้มกะทิแบบน้ำขลุกขลิก สำหรับส่วนผ
คนภาคใต้แถบจังหวัดสุราษฎร์ธานี กระบี่ พังงา ภูเก็ต คงรู้จัก “เคยเค็ม” กันเป็นอย่างดี ส่วนถ้าใครเคยไปเที่ยวแถบนั้น ก็อาจได้ซื้อหาติดมือกลับมาบ้าง ด้วยความติดใจใหลหลงในรสชาติหมูสับทรงเครื่องผัดเคยเค็มที่ได้ไปกินมา แบบที่มีตะไคร้ใบมะกรูดซอย หอมแดงหั่น ผัดน้ำมันหรือหัวกะทิกับหมูสับใส่เคยเค็ม บางร้านถึงกับใส่พริกขี้หนูทั้งเม็ด รสเค็มๆ มันๆ เจือหวานนิดๆ ถูกใจคนชอบกินผักสดกรอบๆ อย่างก้านคูน แตงกวา ขมิ้นขาว หรือเม็ดสะตอข้าวมันๆ แหม จะบอกว่ามันกินเปลืองข้าวชะมัดเลยล่ะครับ “เคยเค็ม” หรือ “กะปิน้ำ” ทำจากวัตถุดิบและขั้นตอนคล้ายการทำกะปิ แต่ลัดสั้นกว่ามาก โดยหมักกุ้งเคยทะเลตัวเล็กๆ กับเกลือและน้ำตาลเล็กน้อย ส่วนใหญ่หมักไม่นาน อาจจะราว 1-2 วันก็ใช้ได้แล้ว เคยจะยังเป็นตัวใสๆ น้ำในตัวเคยออกมาท่วมเนื้อ จนมีลักษณะเหมือนกะปิละลายน้ำสีม่วงใสๆ อันว่าของหมักดองลักษณะนี้ ใช้ทำกับข้าวได้หลายสำรับครับ นอกจากผัดหมูสับทรงเครื่องอย่างที่เล่าแต่แรก ก็เอามาหลนกะทิบ้าง ผัดเปล่าๆ กับหมูสามชั้นบ้าง ตุ๋นไข่บ้าง นึ่งหัวกะทิบ้าง เคยเค็มให้กลิ่นและรสที่ “สด” กว่ากะปิ และค่อนข้างหอมกลิ่นหมัก ถ้าเป็นคนที่ชอบกินกับข้าวจำพวกห
ช่วงหลายปีที่ผ่านมา เมื่อออกมาอยู่บ้านชานเมืองย่านฝั่งธนบุรี ซึ่งมีการปรับเปลี่ยนการใช้งานพื้นที่หลายระลอก จากนาข้าวเมื่อร้อยกว่าปีก่อน มาเป็นสวนผลไม้ สวนผัก จนกลายเป็นย่านอสังหาริมทรัพย์ และที่อยู่อาศัยขนาดใหญ่มากขึ้น สิ่งที่ผมเห็นเป็นอนิจลักษณะก็คือ การหายไปของสวนผัก ผลไม้ พื้นที่สีเขียวรกร้าง และไม้ยืนต้นขนาดใหญ่ๆ มันก็เป็นเรื่องปกติธรรมดานะครับ เมื่อเมืองขยายตัว พื้นที่เกษตรแบบดั้งเดิมก็เริ่มหดหาย ถ้าว่ากันจริงๆ แล้ว บ้านสมัยใหม่ของพวกเราหลายคนก็คงสร้างทับบนสวนเก่านาเดิมเมื่อสี่ห้าสิบปีก่อนกันไม่น้อย ที่เราทำได้ ก็คงเพียงรับรู้ ร่วมสังเกตการณ์ รายงาน กับทั้งยืนยันใช้ประโยชน์ในสิ่งเหล่านั้นเท่าที่ทำได้ ตามแนวคิดที่ว่า เรื่องเก่าๆ ไม่เล่าก็ลืม ของอร่อยลิ้น ไม่กินก็สูญ เป็นหลักนะครับ มีไม้ยืนต้นอยู่อย่างหนึ่งที่ผมคุ้นเคยตั้งแต่เด็ก และแต่ก่อนก็พบเห็นมากตามสวนผลไม้เก่า ทั้งย่านฝั่งธนบุรี ปทุมธานี และนนทบุรี ทว่าเดี๋ยวนี้เริ่มน้อยลงมาก นั่นก็คือ “ทองหลาง” (Indian Coral Tree) ครับ สมัยก่อน บ้านผมที่ราชบุรีมีปลูกอยู่ต้นหนึ่ง เราอาศัยเด็ดใบอ่อนมากินกับเมี่ยงคำในช่วงบ่ายวันหยุดเสมอๆ ใบทองหล
ในปี 2564 จากรายงานด้านสาธารณสุขทั่วโลก พบผู้ป่วยมะเร็งเต้านมมากกว่า 2 ล้านราย โดยคิดเป็น 11.7 เปอร์เซ็นต์ของผู้ป่วยมะเร็งทั้งหมด นับว่าเป็นสาเหตุการเสียชีวิตจากมะเร็งในผู้หญิงเป็นลำดับต้นๆ การรักษาในปัจจุบันจะแบ่งเป็น 2 แนวทาง คือ การผ่าตัดเต้านม และการใช้ยาเคมีบำบัด รวมทั้งยาฮอร์โมนที่จะช่วยป้องกันการกลับมาเป็นซ้ำ ซึ่งยาเคมีบำบัดที่ใช้บ่อย ได้แก่ ยาด็อกโซรูบิซีน (doxorubicin) เป็นยาที่มีประสิทธิภาพดีในการรักษาโรคมะเร็งเต้านม แต่อีกด้านหนึ่งก็พบผลข้างเคียงหลายอย่าง โดยเฉพาะอย่างยิ่งเกี่ยวกับความเป็นพิษต่อเม็ดเลือด คลื่นไส้ อาเจียน ผมร่วง กล้ามเนื้อหัวใจผิดปกติ มวลกระดูกลดลง อาการข้างเคียงกลุ่มแรกจากยาเคมีบำบัดที่พบได้บ่อยคือ คลื่นไส้ อาเจียน (chemotherapy-induced nausea and vomiting) สมุนไพรที่มีประสิทธิภาพในการลดความรุนแรงของอาการกลุ่มนี้คือ ขิง จากงานวิจัยจะให้รับประทานแคปซูลขิง 500 มิลลิกรัม วันละ 2 ครั้ง ในช่วงที่ให้ยาเคมีบำบัด อาการข้างเคียงหลังจากการให้ยาเคมีบำบัดอีกอาการที่พบบ่อยเช่นกันคือ อาการท้องเสีย โดยพบได้ถึงร้อยละ 60 สมุนไพรช่วยลดอาการได้คือ ไทสงขาว (Marsdeniaetenacissim
ความสนุกของคนชอบทำกับข้าวอย่างหนึ่งคงจะคือการได้เดินตลาดเช้าต่างถิ่น ที่ซึ่งวัตถุดิบในวัฒนธรรมการกินหลายๆ แบบถูกเสาะหามาประชันขายในพื้นที่กลางของชุมชน มีคนบอกว่า งานภาคสนามของนักมานุษยวิทยานั้น นอกจากลงพื้นที่ทำที่วัด หรือในงานบุญหมู่บ้าน ก็มีตลาดสดนี่เองแหละครับ ที่เป็นประหนึ่งจุดรวมของผู้คนและกิจกรรมทางสังคมวัฒนธรรมของย่านนั้นๆ ยิ่งถ้าใครไปหรือเคยไปในชนบทต่างจังหวัดบ่อยๆ ก็มักรู้แหล่งตลาดสำคัญๆ ดี ว่าตำบลหมู่บ้านไหนมีข้าวของอะไรเป็นพิเศษในฤดูใดของปี เมื่อผ่านไปในวันเวลาเหมาะสม ย่อมไม่พลาดที่จะไปสำรวจตรวจตราหาของเฉพาะถิ่นกินอร่อยๆ แน่นอน ผมเผอิญได้แวะเวียนไปย่านลพบุรี-เพชรบูรณ์มาเมื่อเร็วๆ นี้ เลยอยากเล่าว่าไปเจออะไรที่ตลาดเช้าตำบลพุเตย อำเภอวิเชียรบุรี จังหวัดเพชรบูรณ์ ซึ่งผมต้องไปเดินดูเสมอเมื่อมาที่นี่นะครับ พุเตย ติดตลาดใหญ่ในเช้าวันอาทิตย์ ริมทางหลวงสาย 21 (ถนนคชเสนีย์) ซึ่งตัดผ่านกลางชุมชน ตรงจุดที่มีศาลเจ้าจีนตั้งอยู่ ร้านรวงจะปักหลักขายบนฝั่งซ้ายของถนนขาล่อง เรียงรายไปเป็นระยะกว่า 300 เมตร แน่นอนว่าสินค้ามีทั้งเสื้อผ้าสำเร็จรูป เครื่องเรือน ของใช้ สไตล์ตลาด “คลองถม” มีอาหารปรุ
“เฮมพ์-ไบโอ-บล็อก บล็อกก่อสร้างชีวภาพมวลเบา จากต้นกัญชง” อีกหนึ่งงานวิจัยจากหน่วยงานวิจัยวัสดุที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล (มทร.) ธัญบุรี น้ำหนักเบากว่าบล็อกก่อสร้างทั่วไป ต้นทุนการผลิตต่ำ ใช้งานได้จริง การันตีด้วยรางวัลจากเวทีโลก รางวัล Bronze Medal ในงาน “46th International Exhibition of Inventions Geneva” ณ นครเจนีวา สมาพันธรัฐสวิส รางวัล Gold Prize กับ Special Prize ในงาน “Seoul International Invention Fair 2017” (SIIF 2017) ณ COEX กรุงโซล สาธารณรัฐเกาหลี คุณประชุม คำพุฒ หัวหน้าหน่วยวิจัยวัสดุที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม เผยว่า ต้นเศษกัญชงที่เหลือทิ้งจากกระบวนการนำเปลือกไปทำเป็นเส้นใย โดยลอกเส้นใย ใช้เป็นสิ่งทอทำเสื้อผ้า ซึ่งเมื่อลอกผิวแล้วจะเหลือแกน แกนเอาไปทิ้งปล่อยให้เน่าเปื่อย กลายเป็นวัสดุเหลือใช้ ทางการยาสูบแห่งประเทศไทย กระทรวงการคลัง จึงมีโจทย์ต้องการพัฒนานวัตกรรมจากวัสดุเหลือใช้ และการยาสูบแห่งประเทศไทยยังต้องการนำวัสดุก่อสร้างที่ได้จากการวิจัยมาสร้างศูนย์การเรียนรู้อาคารอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม ณ การยาสูบแห่งประเทศไทย (สำนักงานใหญ่) จังหวัดกรุงเทพฯ เพื่อ
หลายคนที่เคยพบผักเสี้ยว แล้วสับสนงุนงงว่ามันเป็นผักอะไร ผักอะไร กินได้หรือ เห็นชาวบ้านเอามาวางขายในตลาดสดท้องถิ่น จับดูใบอ่อนที่วางขายแล้วสากๆ มือ แต่สีเขียวอ่อนสดใสน่ากิน เขาเด็ดมาเป็นยอดเล็กๆ มีใบยอดละ 3-4 ใบ รูปทรงใบสวยเหมือนปีกผีเสื้อ โคนใบและปลายเว้าลึกมองเห็นลวดลายเส้นใบชัดเจน ยิ่งตอนรับแสงสว่างจะแลดูอ่อนช้อย โปร่งสว่าง น่าเชยชม และก็จะสับสนเมื่อเห็นยอดอ่อนของต้นไม้อีกอย่างคือ ชงโค ใบยอดเพิ่งแตกยอดใหม่ เหมือนกันมาก เพียงแต่ชงโคจะใบใหญ่หนาแข็ง นำมาปลูกเป็นต้นไม้ประดับเอาร่มเงาในสวนหย่อมขนาดใหญ่ใกล้สระน้ำเป็นพืชชนิดเดียวกัน ผักเสี้ยว มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Bauhinia Purpurea Linn. อยู่ในวงศ์ LEGUMINOSAE มีชื่อเรียกอื่นๆ เช่น เสี้ยวดอกแดง เสี้ยวหวาน เป็นต้น ลักษณะของผักเสี้ยวหรือเสี้ยวดอกแดง เดิมทีรู้ว่าเป็นไม้ต่างประเทศ นำเข้ามาปลูกเป็นไม้ประดับ มีลำต้นชูกิ่งขึ้นสูงหลายเมตรแต่ถ้าตัดแต่งให้เป็นพุ่มเอาไว้เด็ดยอดอ่อนสูงประมาณ 1 เมตรเศษๆ กำลังเป็นพุ่มพอเหมาะ แต่ถ้าปล่อยให้ต้นสูงจะเด็ดยอดอ่อนกินลำบากหน่อย ใบสีเขียวเข้มแต่ใบอ่อนยอดอ่อนจะมีสีเขียวอ่อนสว่าง โคนใบ ปลายเว้าเข้าหากัน ใบกว้างปร
