การเกษตรเป็นงานที่ต้องใช้แรงงานมากและอาศัยประสบการณ์อย่างมาก สถาบันวิจัยเทคโนโลยีอุตสาหกรรมแห่งชาติ(ITRI) ของไต้หวัน ได้พัฒนาหุ่นยนต์เพื่อใช้ในการเก็บเกี่ยวพืชผลและรักษาความปลอดภัยในฟาร์ม โดยได้ทำการทดสอบนำร่องในสวนผลไม้ทั่วเมืองเกาหลงและผิงตงแล้ว
นายหลี่ ซือฉี (李士畦) ผู้อำนวยการวิทยาเขตภาคกลางของสถาบันวิจัยเทคโนโลยีอุตสาหกรรม (ITRI) กล่าวว่า การเกษตรและการประมงกำลังเผชิญกับปัญหาการขาดแคลนแรงงาน ซึ่งหุ่นยนต์สามารถแก้ไขได้ โดยหุ่นยนต์สามารถจัดการกับงานที่ซ้ำซากจำเจเพื่อเพิ่มผลผลิตและลดภาระงานของคนงาน
หุ่นยนต์เก็บเกี่ยวผ่านการฝึกฝนตัวเองโดยใช้ระบบการมองเห็นขั้นสูงเพื่อตรวจสอบว่าผลไม้ใดสุกพร้อมเก็บเกี่ยว มันจะเก็บเกี่ยวพืชผลโดยการดูดด้วยแผ่นดูดที่ปลายแขน หุ่นยนต์เก็บเกี่ยว มีขนาดที่เล็ก ทำให้สามารถเคลื่อนที่ในเรือนกระจกได้แล้ว ยังทนต่ออุณหภูมิตั้งแต่ 0 ถึง 60 องศาเซลเซียส และความชื้น 70 – 90% รวมทั้งสามารถปรับเปลี่ยนให้เหมาะสมกับพืชผลและสภาพแวดล้อมการทำงานที่แตกต่างกันได้


หุ่นยนต์เฝ้าดูแลปศุสัตว์ใช้การถ่ายภาพความร้อนและการนำทางอัตโนมัติในการลาดตระเวนฟาร์มทั้งกลางวันและกลางคืน สามารถตรวจจับและรายงานผู้บุกรุก ความผิดพลาดของอุปกรณ์ และความแตกต่างของอุณหภูมิได้ทันทีผ่านการสื่อสารไร้สาย ช่วยลดต้นทุนได้อย่างมาก
บทบาทของ ITRI
สถาบันวิจัยเทคโนโลยีอุตสาหกรรมแห่งชาติของไต้หวัน ( Industrial Technology Research Institute : ITRI) ก่อตั้งขึ้นเมื่อปี พ.ศ. 2516 ตั้งอยู่ที่เมืองซินจู๋ (Hsinchu) มีบทบาทสำคัญอย่างยิ่งในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจและพัฒนาอุตสาหกรรมไฮเทคของไต้หวันจนก้าวขึ้นสู่ระดับโลก บทบาทและหน้าที่หลักของ ITRI เน้นวิจัยนวัตกรรมที่นำไปใช้ได้จริงในภาคอุตสาหกรรม เช่น เซมิคอนดักเตอร์ (Semiconductor), ปัญญาประดิษฐ์ (AI), ยานยนต์ไฟฟ้า, พลังงานสีเขียว และเทคโนโลยีการแพทย์อัจฉริยะ ปัจจุบัน ITRI มีนักวิทยาศาสตร์และวิศวกร 6,500 คน ทำงานวิจัยนวัตกรรมที่ช่วยปรับปรุงทุกด้านของชีวิตประจำวันและส่งเสริมการเติบโตทางเศรษฐกิจ
เปลี่ยนขยะให้เป็นวัตถุดิบปิโตรเคมี
อีกหนึ่งโครงการสำคัญที่ สถาบันวิจัยอุตสาหกรรมแห่งไต้หวัน (ITRI) ที่กำลังดำเนินงานในขณะนี้คือ เปลี่ยนขยะให้เป็นวัตถุดิบปิโตรเคมี โดย ITRI ร่วมกับบริษัทเอกชนหลายแห่ง เช่น บริษัท Chi Mei Corp., FamilyMart, China Airlines และพันธมิตรอื่นๆ ทดสอบวิธีการเปลี่ยนบรรจุภัณฑ์พลาสติกที่รีไซเคิลได้ยากให้เป็นวัสดุสำหรับการผลิตปิโตรเคมี

ITRI และบริษัทเอกชนที่เป็นพันธมิตรได้ทดสอบแบบจำลองการแปลงบรรจุภัณฑ์พลาสติกเหลือใช้ให้เป็นน้ำมันเบาแบบหมุนเวียน ซึ่งสามารถนำไปใช้ผลิตน้ำมันเบนซิน ดีเซล และวัตถุดิบปิโตรเคมี ตามรายงานของ CNA โดย ITRI ได้พัฒนาสารดูดซับกำจัดสิ่งเจือปนและเทคโนโลยีตัวเร่งปฏิกิริยาที่สามารถยกระดับน้ำมันไพโรไลซิสพลาสติกให้เป็นน้ำมันเบาได้ เทคโนโลยีนี้สามารถลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนได้ประมาณ 50% เมื่อเทียบกับการเผาขยะเพื่อผลิตพลังงาน ในขณะเดียวกันก็ลดการพึ่งพาปิโตรเลียมบริสุทธิ์
รองประธานบริษัท Chi Mei นาย Kuo Ming-chou (郭銘洲) กล่าวว่าความต้องการวัสดุหมุนเวียนคาร์บอนต่ำกำลังเพิ่มขึ้น เนื่องจากอุตสาหกรรมต่างๆ แสวงหาการผลิตที่ยั่งยืนมากขึ้น เขาบอกว่า Chi Mei ได้พัฒนาเทคโนโลยีการรีไซเคิลทางเคมีเพื่อกู้คืนโมโนเมอร์ และจะใช้ความร่วมมือนี้เพื่อเสริมสร้างความเชี่ยวชาญด้านวัตถุดิบจากการไพโรไลซิสที่นำกลับมาใช้ใหม่
ไต้หวันมุ่งสู่เศรษฐกิจหมุนเวียน
ปัจจุบัน ไต้หวันให้ความสำคัญกับการส่งเสริมเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) โดยเฉพาะด้านการจัดการขยะเหลือทิ้ง ถูกนำกลับมาใช้ใหม่และหมุนเวียนในระบบให้นานที่สุด เพื่อลดขยะให้เป็นศูนย์แทนการใช้แล้วทิ้ง
หนึ่งในตัวอย่างของการขับเคลื่อนนโยบาย เศรษฐกิจหมุนเวียนของไต้หวัน คือ 7-Eleven และ Starbucks ผู้ค้าปลีกในไต้หวัน ได้รีไซเคิลขยะจากร้านค้าโดยนำเศษอาหารและกากกาแฟไปรีไซเคิลในภาคเกษตร และ PX Mart ให้บริการซูเปอร์มาร์เก็ตเคลื่อนที่ เพิ่มโอกาสในการเข้าถึงสินค้าอุปโภคบริโภคในชุมชนที่ห่างไกลหรือขาดแคลนทรัพยากร
โครงการเหล่านี้ได้รับการนำเสนอ ในงานนิทรรศการเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนแห่งเอเชีย (Sustainable Development Goals Asia expo) ครั้งที่ 5 ณ ศูนย์การค้าโลกไทเป (Taipei World Trade Center) โดยบริษัท Uni-President Enterprises Corporation ได้นำเสนอระบบอควาโปนิกส์ (aquaponics) ที่พัฒนาร่วมกับฟาร์มพันธมิตรในตำบลซือหู (Sihu Township) ของเมืองหยุนหลิน (Yunlin County) ระบบดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของโครงการฟาร์มยั่งยืนของบริษัท ซึ่งเปิดตัวในปี 2023 เพื่อสนับสนุนภาคเกษตรกรรมผ่านการจัดซื้อที่มั่นคงและแนวทางปฏิบัติที่ยั่งยืน

ทางด้าน 7-Eleven ไต้หวันระบุว่า ฟาร์มแห่งนี้ใช้ระบบอควาโปนิกส์แบบบ่อเลี้ยงที่ได้รับการดัดแปลง ซึ่งถือเป็นแห่งเดียวในไต้หวัน โดยสร้างวงจรที่ผักเป็นอาหารให้แก่ปลา ปลาช่วยปรับสภาพน้ำให้มีสารอาหาร และน้ำก็นำกลับมาหล่อเลี้ยงพืชผลอีกครั้ง บริษัทได้ร่วมมือกับซัพพลายเออร์ในการนำใบผักชั้นนอกที่ถูกคัดทิ้งจากกระบวนการผลิตสลัด 2 เมนูมาใช้เป็นอาหารปลา ในขณะเดียวกันก็มีการปลูกผักเรดเวนซอร์เรล (red-veined sorrel) เพื่อนำมาใช้เป็นวัตถุดิบในเมนูสลัด “Salad Mood” ของทางร้านด้วย
ส่วน Starbucks ไต้หวัน ซึ่งมี 7-Eleven ไต้หวันร่วมลงทุนอยู่ด้วยนั้น ก็ได้จับมือกับสมาคมเกษตรกรเมืองเหมียวลี่ (Miaoli County Farmers’ Association) เพื่อนำกากกาแฟจากร้านค้ามาแปรรูปเป็นปุ๋ยและวัสดุปรับปรุงดินสำหรับนาข้าว พนักงานของ Starbucks ได้เข้าร่วมกิจกรรมการปลูกข้าว โดยทางบริษัทระบุว่าโครงการนี้ช่วยเปลี่ยนผลพลอยได้จากร้านค้าให้กลายเป็นทรัพยากรที่มีคุณค่าสำหรับภาคเกษตรกรรมในท้องถิ่น
ทางด้าน PX Mart ได้นำรถซูเปอร์มาร์เก็ตเคลื่อนที่มาให้บริการแก่ชุมชนที่มีข้อจำกัดด้านการเดินทางและแหล่งซื้อสินค้า รายงานจาก CNA ระบุว่าเครือซูเปอร์มาร์เก็ตแห่งนี้เริ่มให้บริการดังกล่าวในปี 2020 และปัจจุบันมีรถให้บริการจำนวน 4 คัน ครอบคลุมพื้นที่ต่างๆ เช่น เมืองฮัวเหลียน เจียอี้ ซินจู๋ และผิงตง โดยได้ให้บริการแก่ประชาชนไปแล้วกว่า 250,000 คน
PX Mart ระบุว่าซูเปอร์มาร์เก็ตเคลื่อนที่เหล่านี้ไม่ได้ดำเนินงานโดยมุ่งเน้นผลกำไร โดยรถแต่ละคันจะบรรทุกสินค้าประมาณ 300 ถึง 400 รายการที่คัดสรรมาตามความต้องการของคนในท้องถิ่น มีการทบทวนเส้นทางให้บริการทุกๆ 3 เดือน เพื่อให้สามารถปรับเปลี่ยนตามความต้องการที่เปลี่ยนแปลงไป พร้อมทั้งขยายโอกาสในการเข้าถึงอาหารสดและสินค้าอื่นๆ ให้แก่ชุมชนที่ยังขาดแคลนบริการดังกล่าว
ที่มาของข่าว Taiwan News
https://www.taiwannews.com.tw/news/6434099
